- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 251 : ความรู้สึกพึงพอใจอันแปลกประหลาดของนางเซียนเมฆาสีชาดู
บทที่ 251 : ความรู้สึกพึงพอใจอันแปลกประหลาดของนางเซียนเมฆาสีชาดู
บทที่ 251 : ความรู้สึกพึงพอใจอันแปลกประหลาดของนางเซียนเมฆาสีชาดู
บทที่ 251 : ความรู้สึกพึงพอใจอันแปลกประหลาดของนางเซียนเมฆาสีชาดู
ในขณะนี้ ภายในโรงเตี๊ยม
แขกเหรื่อกลุ่มใหญ่ต่างพากันจับจ้องไปยังสตรีในชุดหรูหราผู้มีท่าทีสงบนิ่งเย็นชา ซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องพักห้องหนึ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและใคร่รู้
“เฮ้ย…คนในห้องนั่นเป็นใครกัน? ถึงขนาดไม่ยอมออกมาต้อนรับ แต่กลับปล่อยให้ประมุขนิกายเมฆาสีชาดต้องมาเคาะประตูเรียกเองเลยรึ?”
“คงไม่ใช่ผู้มีอำนาจจากขั้วอำนาจอื่นหรอกนะ? เพราะถ้าไม่ใช่แบบนั้น ข้าก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะมีใครอีกที่สามารถทำให้นางเซียนเมฆาสีชาดต้องมาพบด้วยตนเองได้”
ภายในห้องพัก ลู่เย่มองไปยังนางเซียนเมฆาสีชาดที่เอาแต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม่ยอมเข้ามา
และในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากเชิญนางเข้ามานั้นเอง เขาก็พลันได้ยินเสียงกระแสจิตระดับปรมาจารย์ที่แผ่วเบาส่งผ่านมา
“เจ้ายังไม่เรียกข้าว่าอาจารย์อีกรึ? ท่าทีแบบนี้มันไม่เหมือนศิษย์ปกติเขทำกันนะ”
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ศิษย์ลู่เสวียน คารวะท่านอาจารย์”
ก่อนหน้านี้หลังจากที่เขาและนางเซียนเมฆาสีชาดได้ตกลงใช้วิธีการนี้กันแล้ว ทั้งสองก็ได้เตรียมคำพูดเตี๊ยมกันไว้เรียบร้อย
เพราะชื่อ “เฉินเป่ยซวน” ซึ่งเป็นชื่อจริงในความเข้าใจของนางเซียนเมฆาสีชาดนั้น ได้ปรากฏขึ้นบนทำเนียบศิลาจารึกที่แดนบูรพาไปแล้ว จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก
นางเซียนเมฆาสีชาดจึงให้ลู่เย่คิดชื่อปลอมขึ้นมาใหม่ และ “ลู่เสวียน” ก็คือชื่อที่ลู่เย่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในฐานะ “ศิษย์ของนางเซียนเมฆาสีชาด”
ในตอนนั้น นางเซียนเมฆาสีชาดรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง จึงได้เอ่ยถามว่าเหตุใดถึงไม่ใช้แซ่ “เฉิน” มาสร้างตัวตนขึ้นมา
แต่ทว่าลู่เย่เพียงแค่ยิ้มอย่างเรียบเฉย และไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้
และทันทีที่เสียงของลู่เย่ดังออกมาจากห้องพักโดยไม่มีการปิดบังใดๆ มันก็เข้าไปในหูของผู้คนหลายสิบชีวิตในโรงเตี๊ยมทันที
อา…อาจารย์?!
ประมุขนิกายเมฆาสีชาด…รับศิษย์ใหม่แล้วอย่างนั้นรึ?
ในชั่ววินาทีนั้น หัวใจของทุกคนต่างก็สั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับสูงสุดของแดนเหนือ การที่นางเซียนเมฆาสีชาดรับศิษย์นั้น ไม่ว่าจะสำหรับใครก็ตาม ก็ล้วนถือเป็นข่าวใหญ่ที่ไม่เล็กเลยทีเดียว!
ส่วนทางด้านนางเซียนเมฆาสีชาดที่จงใจยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม่ยอมเข้าไปในห้องนั้น พอได้ยินคำว่า “ท่านอาจารย์” คำนี้เข้า
นางก็พลันรู้สึก…สดชื่นไปทั่วทั้งร่าง!
ก็คำนี้แหละที่นางต้องการ!
“อืม ตามอาจารย์มาเถอะ อาจารย์จะพาเจ้ากลับนิกาย”
ทั่วร่างของนางเซียนเมฆาสีชาดแผ่อำนาจน่าเกรงขามออกมาจางๆแม้น้ำเสียงภายนอกจะดูเย็นชา นางก็ไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วเดินนำออกไปนอกโรงเตี๊ยม
ภายในห้อง ลู่เย่ซึ่งยังคงอยู่ในชุดคลุมสีดำเดินตามออกมา
ซึ่งการแต่งกายเช่นนี้ ก็ได้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่พยายามชะเง้อคอมองเพื่อดูว่าศิษย์คนใหม่ของประมุขนิกายเมฆาสีชาดหน้าตาเป็นอย่างไร ต้องผิดหวังไปตามๆกัน
เผยให้เห็นแค่ดวงตาสองข้าง…แบบนี้จะไปดูอะไรออกกัน?
….
นอกเมือง
“เจ้าถอดผ้าคลุมหน้าออกได้แล้ว” นางเซียนเมฆาสีชาดแสร้งทำเป็นพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“หรือว่าหลังจากนี้พอเข้าไปในนิกายแล้ว เจ้ายังจะสวมมันอยู่ตลอดเวลางั้นรึ?”
ลู่เย่ครุ่นคิดอยู่เพียงครู่เดียว พลันสีหน้าก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม
คำพูดของนางเซียนเมฆาสีชาดนั้นถูกต้อง ในเมื่อตอนนี้ได้กลายเป็นศัตรูกับนิกายเบญจพิษโดยสมบูรณ์แล้ว ตัวตนที่แท้จริงของเขาย่อมจะเปิดเผยออกมาไม่ได้เป็นอันขาด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้สวมหน้ากากหนังมนุษย์เตรียมเอาไว้แล้ว ดังนั้นต่อให้ต้องถอดผ้าคลุมหน้าออกก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
ลู่เย่ค่อยๆยื่นมือไปดึงผ้าคลุมหน้าสีดำลงอย่างช้าๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ขอบคุณที่เตือน”
และในจังหวะเดียวกันกับที่ลู่เย่เคลื่อนไหวนั้น ดวงตาดุจดวงดาวของนางเซียนเมฆาสีชาดที่แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ก็กลับจับจ้องไปยังใบหน้าของลู่เย่ที่ค่อยๆเผยออกมาอย่างไม่วางตา
นางแค่อยากจะเห็นให้ชัดๆสักครั้ง ว่าไอ้คนที่ปฏิเสธนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าคนนี้ ภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้น...
แท้จริงแล้วมีใบหน้าเป็นเช่นไรกันแน่!
ทว่าที่ปรากฏออกมากลับเป็นใบหน้าที่ดูธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง ไม่ได้มีสีหน้าหรือลักษณะพิเศษใดๆที่น่าจดจำ
ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน ในใจของนางเซียนเมฆาสีชาดก็พลันเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาวูบหนึ่ง
นั่นก็คือ…คนคนนี้ไม่ควรจะหน้าตาแบบนี้สิ
แต่ว่า…ตอนนี้อีกฝ่ายก็ถอดผ้าคลุมหน้าออกมาแล้วนี่นา
นางเซียนเมฆาสีชาดเก็บงำความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ไว้ในใจ ก่อนจะเบือนสายตากลับมาแล้วพยักหน้า
“ตามข้ากลับนิกายเถอะ ข้าเตรียมถ้ำพำนักไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”
“ข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” ลู่เย่กล่าวอย่างสงบนิ่ง
ในเมื่อถอดผ้าคลุมหน้าออกแล้ว ชุดคลุมสีดำสำหรับยามค่ำคืนเช่นนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสวมใส่อีกต่อไป เพราะมันดูสะดุดตาเกินไป
การมาเยือนของลู่เย่ในครั้งนี้ เขาไม่ได้ต้องการที่จะดึงดูดความสนใจจากใครมากมายนัก
เป้าหมายของเขาคือเข้าไปในดินแดนลับของนิกาย และหลังจากยกระดับพลังสำเร็จแล้ว ก็จะออกจากนิกายเมฆาสีชาดไปทันที
เพียงครู่ต่อมา ร่างสองร่างก็ได้มุ่งหน้าขึ้นไปยังนิกายเมฆาสีชาดที่ตั้งอยู่บนภูเขา คนหนึ่งเดินนำหน้า อีกคนเดินตามหลัง
ณ จุดแจกจ่ายเสบียงของนิกาย ผู้ดูแลที่กำลังนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ด้วยอาการสะลึมสะลือ พลันรู้สึกถึงลมเย็นสายหนึ่งพัดมาปะทะร่าง ทำให้ความง่วงงุนของเขาหายไปเป็นปลิดทิ้งในทันที
และเมื่อผู้ดูแลผู้นั้นเพ่งมองจนเห็นร่างทั้งสองที่เดินเข้ามาจากนอกลาน เขาก็พลันสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
“ท่าน…ท่านประมุข?!”
นางเซียนเมฆาสีชาดกวาดสายตาเย็นชาไปยังผู้ดูแลผู้มีใบหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“ข้าเพิ่งรับศิษย์มาใหม่คนหนึ่ง เลยพาเขามาเพื่อรับเสบียงที่จำเป็น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ดูแลก็ตกใจขึ้นมาอีกระลอก พลันรีบกวาดสายตามองไปยังลู่เย่ที่เดินตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพื่อจดจำใบหน้าของเขาเอาไว้
เมื่อมีนางเซียนเมฆาสีชาดยืนอยู่ข้างๆผู้ดูแลจึงทำงานได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
ในเวลาไม่นาน เขาก็นำเสบียงทั้งหมด รวมถึงป้ายหยกประจำตัวศิษย์ที่สลักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งมอบให้ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
“ท่านประมุข เรียบร้อยแล้วขอรับ นี่คือชุดศิษย์ของท่าน นี่คือป้ายหยกประจำตัว และนี่คือเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของศิษย์สายตรงขอรับ...”
หลังจากมองตามร่างทั้งสองที่รับของแล้วเดินจากไป ผู้ดูแลถึงได้กล้ายกมือขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก
เมื่อก้าวเข้าสู่นิกายเมฆาสีชาดซึ่งมีสายตามากมายจับจ้องอยู่ ลู่เย่รู้ดีว่าเขาไม่สามารถทำตัวไม่ให้เกียรตินางเซียนเมฆาสีชาดได้อีกต่อไป
ดังนั้น เขาจึงเดินตามหลังนางเซียนเมฆาสีชาดด้วยท่าทีของศิษย์คนหนึ่ง
และเมื่อนางเซียนเมฆาสีชาดมองไปยังลู่เย่ที่อยู่ด้านหลังซึ่งแสดงท่าทีเคารพนบนอบออกมาเล็กน้อย ในใจของนางก็พลันเกิดความรู้สึกพึงพอใจอันแปลกประหลาดขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม นางก็รู้ดีว่าคนผู้นี้คงจะยอมให้เกียรตินางเช่นนี้แค่ต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น
เขาไม่เพียงแต่มีนิสัยสุขุมเยือกเย็น แต่จากการพูดคุยกันหลายครั้ง นางเซียนเมฆาสีชาดก็ได้เห็นแล้วว่าเขารู้จักกาลเทศะและวิธีรับมือสถานการณ์เป็นอย่างดี
ตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ยอดเขา ศิษย์บนยอดเขาประมุขที่เห็นว่าประมุขนิกายกำลังนำทางใครบางคนมาด้วยตนเอง ต่างก็พากันเบิกตากว้าง
“คารวะท่านประมุข!”
เสียงคำนับแสดงความเคารพดังขึ้นเป็นระลอกตลอดทาง
แต่ทว่านางเซียนเมฆาสีชาดกลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆตอบกลับ ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
กระทั่งเมื่อนางเซียนเมฆาสีชาดพาลู่เย่ขึ้นมาถึงครึ่งทางบนภูเขาแล้ว เหล่าศิษย์ถึงได้กล้าที่จะเริ่มกระซิบกระซาบกัน
“คนที่เดินตามหลังท่านประมุขเป็นใครกัน? ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย”
“ข้าก็ว่าหน้าไม่คุ้น นี่เป็นศิษย์คนไหนกัน? ดูจากท่าทีของท่านประมุขแล้ว เหมือนจะพาเขาขึ้นไปบนยอดเขาประมุขเลยนะ”
“พวกเจ้าว่า…จะมีความเป็นไปได้ไหม ว่า…ข้าหมายถึงแค่เป็นไปได้นะ…ว่าคนคนนี้คือศิษย์ที่ท่านประมุขเพิ่งรับเข้ามาใหม่?”
“เฮือก...”
ในทันใดนั้น เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาวเยือกก็ดังขึ้นระงมไปทั่วเส้นทางลงเขา
….
บนยอดเขา
ณ ลานกว้างบนยอดเขาในขณะนี้ มีคนผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว
ซูหว่านยืนอยู่ที่ขอบลานกว้าง พลางทอดสายตาที่เต็มไปด้วยความใคร่รู้ไปยังเส้นทางที่ทอดขึ้นสู่ยอดเขา
เมื่อครู่นี้เอง นางเพิ่งจะได้รับข้อความจากท่านอาจารย์
ศิษย์น้องที่เพิ่งเข้าสำนักคนนั้น กำลังจะมาถึงแล้ว!
ในเมื่อท่านอาจารย์ให้ความสำคัญกับศิษย์น้องคนนี้มากถึงเพียงนี้ ตัวนางเองย่อมจะทำตัวตามสบายเกินไปไม่ได้
ดังนั้น นางจึงรีบออกมาจากถ้ำพำนักของตนเองแล้วมารออยู่ที่นี่ทันที
พร้อมกันนั้น ในแหวนมิติของนางก็ได้เตรียมของขวัญแรกพบเอาไว้แล้ว
ผลึกปราณสองชิ้น!
เพราะไม่รู้ว่าศิษย์น้องคนใหม่มีระดับพลังเท่าใด การให้ยาเม็ดจึงอาจจะไม่เหมาะสมนัก
แต่ผลึกปราณซึ่งเป็นของที่มีประโยชน์แม้กระทั่งกับระดับมหาปรมาจารย์ ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดและแสดงถึงความจริงใจได้อย่างเพียงพอ
ครู่ต่อมา ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของซูหว่าน ร่างสองร่างก็ได้ค่อยๆปรากฏขึ้นบนยอดเขา
………………..