- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 216: ผู้ซ่อนเร้นวิญญาณกำลังจะออกจากบูรพาทมิฬ
บทที่ 216: ผู้ซ่อนเร้นวิญญาณกำลังจะออกจากบูรพาทมิฬ
บทที่ 216: ผู้ซ่อนเร้นวิญญาณกำลังจะออกจากบูรพาทมิฬ
บทที่ 216: ผู้ซ่อนเร้นวิญญาณกำลังจะออกจากบูรพาทมิฬ
ทันทีที่ได้เห็นการมาถึงของเจียงชิงเกอ ผู้อาวุโสประจำตระกูลทั้งสองก็พยักหน้าให้เล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย แต่ทว่าเมื่อสายตาของพวกเขาทอดไปเห็นชายหนุ่มในชุดผ้าป่านที่ยืนอยู่ข้างกายนาง ทั้งสองก็พลันรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที
อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ นับตั้งแต่ที่พวกเขาทั้งสองมารับหน้าที่เฝ้าหอคัมภีร์แห่งนี้ ที่ได้เห็นท่านเขยผู้นี้มาเยือน
เพียงแต่ว่า…เมื่อความสงสัยผุดขึ้นในใจของผู้อาวุโสทั้งสอง พวกเขาจึงอยากจะลองดูเสียหน่อยว่าท่านเขยใหญ่แห่งสกุลเจียงนั้นมีระดับพลังอยู่ที่ขั้นใด ดังนั้นทั้งสองจึงได้ส่งพลังออกไปตรวจสอบโดยมิได้นัดหมาย
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้น กลับทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองต้องตกตะลึงไปตามๆกัน
พร่ามัวไปหมด! มองไม่เห็นอะไรเลย!
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?!
โดยปกติแล้ว การที่จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นได้นั้น มีความเป็นไปได้อยู่เพียงสองอย่าง คือหนึ่ง...ผู้ที่ถูกตรวจสอบมีพลังฝีมือสูงส่งกว่าผู้ตรวจสอบอย่างมหาศาล หรือสอง...บนร่างกายของเขามีของวิเศษที่สามารถปิดบังระดับพลังเอาไว้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ท่านเขยใหญ่ผู้นี้อายุยังน้อยเพียงเท่านี้เองมิใช่หรือ?
เป็นไปได้อย่างไรที่ระดับพลังของเขาจะสูงส่งไปกว่าพวกตนทั้งสองคนที่เป็นถึงผู้อาวุโสของตระกูลได้?
เจียงชิงเกอที่สังเกตเห็นสีหน้าของผู้อาวุโสทั้งสองที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย สมองของนางก็เริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้านางก็คาดเดาเรื่องราวได้...
คงเป็นเพราะว่าผู้อาวุโสทั้งสองเกิดความสงสัยในพลังฝีมือของลู่เย่ จึงได้ลงมือตรวจสอบเขานั่นเอง
เพียงแต่…พลังฝีมือที่แท้จริงของลู่เย่นั้น หาใช่สิ่งที่ผู้อาวุโสทั้งสองจะสามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ไม่
ในขณะเดียวกัน ลู่เย่เองก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่ส่งมาตรวจสอบอันแผ่วเบาได้ในทันที ถึงกระนั้นแววตาของเขากลับยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ปรับเปลี่ยนระดับพลังที่แสดงออกมาเป็นระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่สองอย่างเงียบเชียบ
ในเมื่อตอนนี้ทั้งนิกายเบญจพิษและนิกายสามหยินต่างก็จับจ้องอยู่ด้านนอกอย่างหิวกระหาย ยิ่งเก็บไพ่ตายไว้ในมือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
จริงอยู่ที่ว่าด้วยอายุเท่านี้ การมีพลังในระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่สองอาจจะยังไม่นับว่าเป็นอัจฉริยะ แต่ก็ถือได้ว่ามีอนาคตที่สดใส และมีโอกาสที่จะบรรลุสู่ระดับเหนือสวรรค์ได้
"ท่านผู้อาวุโส เช่นนั้นพวกเราขอเข้าไปข้างในก่อนนะเจ้าคะ" เจียงชิงเกอกล่าวพลางแย้มยิ้ม ก่อนจะจูงมือลู่เย่เดินเข้าไปในหอคัมภีร์
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสทั้งสองก็หันมาสบตากัน ผู้อาวุโสที่อยู่ทางซ้ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าระดับพลังของเจ้าหนุ่มคนนี้มันมองไม่ทะลุเลย หรือว่าบนตัวเขาจะมีของวิเศษที่ใช้ปิดบังระดับพลังอยู่กันแน่?"
ผู้อาวุโสทางขวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบว่า
"เมื่อครู่นี้ข้าลองตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ก็พอจะมองเห็นอยู่บ้างว่าเป็นระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่สอง เพียงแต่ว่ามันพร่ามัวอย่างมาก หากไม่ตั้งใจมองให้ดีก็แทบจะมองไม่เห็นเลย"
"ปราณก่อกำเนิดขั้นที่สอง..." ผู้อาวุโสทางซ้ายพยักหน้าเล็กน้อย
"ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว แต่ว่า...เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าบนตัวของชิงเกอเองก็มีคลื่นพลังปราณที่ผันผวนอยู่จางๆด้วยเล่า?"
"หือ?" ผู้อาวุโสทางขวาประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเรื่องนี้เขาไม่ได้สังเกตเห็นเลย
แต่ว่าเรื่องที่ชิงเกอไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนต่างก็รู้กันดีหรอกหรือ หรือว่า...ตอนนี้นางจะมีวาสนามาถึงแล้ว จนเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น?
…..
ภายในหอคัมภีร์
เมื่อมองไปยังชั้นหนังสือที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ในชั่วขณะนั้น ลู่เย่ก็รู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในหอคัมภีร์ของนิกายเมฆาสีชาด
ในคืนจันทร์กระจ่างคืนนั้น เพียงเพราะความคิดชั่ววูบเดียวของนางเซียนเมฆาสีชาด ชีวิตของเขาหลังจากนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปราวกับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
แววตาของลู่เย่ยังคงเรียบเฉย ไม่ว่านางเซียนเมฆาสีชาดจะพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอย่างไร ณ บัดนี้นิกายเมฆาสีชาดก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเขาอีกต่อไปแล้ว
"ที่นี่มีทั้งวิชาดาบ วิชาดัชนี และวิชาหมัด ลองดูสิ" เจียงชิงเกอดูจะคุ้นเคยกับหอคัมภีร์เป็นอย่างดี ทันทีที่เข้ามานางก็แนะนำอย่างคล่องแคล่ว
"เอาเป็นวิชาดาบแล้วกัน ข้าเห็นว่าสมาชิกหน่วยลาดตระเวนเก้าในสิบส่วนล้วนใช้ดาบกันทั้งนั้น" ลู่เย่กล่าวอย่างเรียบง่าย
"ถ้าเป็นวิชาดาบ เช่นนั้นก็ตามข้ามาทางนี้" เจียงชิงเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของลู่เย่แล้วพาเขาเดินไปยังโซนที่เก็บคัมภีร์วิชาดาบ
ลู่เย่เหลือบมองการกระทำของเจียงชิงเกอพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยว่าอะไร
เขาไล่สายตาสำรวจไปตามชั้นหนังสืออย่างรวดเร็ว และในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา ลู่เย่ก็หยิบคัมภีร์เล่มหนึ่งขึ้นมาซึ่งมีชื่อว่า "เพลงดาบอัคคีผลาญ" เป็นวิชาระดับลึกลับขั้นต่ำ
อันที่จริง ต่อให้เป็นคัมภีร์ระดับลึกลับขั้นกลางหรือกระทั่งขั้นสูงที่ไม่ใช่วิชาดาบ ลู่เย่ก็ยังมั่นใจว่าภายในหนึ่งชั่วยาม เขาสามารถฝึกฝนมันได้อย่างน้อยจนถึงขั้นชำนาญ
แม้ว่าอาจจะยังไม่สามารถดึงพลังของมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็มากเกินพอที่จะนำไปสอนให้กับหน่วยลาดตระเวนแล้ว
อย่างไรก็ตาม นอกจากหัวหน้าหน่วยซึ่งอยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในระดับรวบรวมปราณขั้นที่แปดถึงเก้าเท่านั้น
ดังนั้นวิชาระดับลึกลับขั้นต่ำสำหรับพวกเขานั้นนับว่าล้ำลึกอย่างยิ่งแล้ว หากให้สิ่งที่ยากเกินไปก็อาจจะไม่ได้ผลดี
ยิ่งไปกว่านั้น การมอบโอกาสให้พวกเขาได้ฝึกฝนวิชาดาบระดับลึกลับขั้นต่ำ ก็ถือเป็นการกระตุ้นขวัญและกำลังใจอย่างหนึ่งเช่นกัน จะได้ตั้งใจปกป้องคุ้มครองสกุลเจียงมากยิ่งขึ้น
….
ในขณะเดียวกัน ณ อีกด้านหนึ่ง
ภายในเมืองบูรพาทมิฬ เหล่าบรรพบุรุษของปราสาทเพลิงอัคคีและคนอื่นๆก็เริ่มรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ทันทีที่คนของปราสาทเพลิงอัคคีที่หลบหนีไปได้กลับถึงปราสาทอย่างปลอดภัย ก็จะส่งข่าวกลับมา เพื่อให้บรรพบุรุษและคนอื่นๆเดินทางออกจากเมืองบูรพาทมิฬเช่นกัน
เมื่อถึงเวลานั้น คนของปราสาทเพลิงอัคคีก็สามารถเปิดแหวนมิติให้เหล่าปรมาจารย์ขั้นปลายเหล่านั้นตรวจสอบได้อย่างเต็มที่
เพราะอย่างไรเสีย ดาบวิญญาณดาวตกก็ไม่ได้อยู่ในมือของพวกเขาอยู่แล้ว
แต่ปัญหาก็คือ…นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว เหตุใดถึงยังไม่มีข่าวคราวใดๆส่งกลับมาเลย?
แม้แต่การส่งสารจากฝั่งของตนเองก็เงียบหายไปราวกับจมลงไปในทะเลลึก ไม่มีการตอบกลับใดๆทั้งสิ้น
ในวินาทีนั้น หัวใจของบรรพบุรุษปราสาทเพลิงอัคคีก็พลันหล่นวูบ เพราะการเกิดสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ขึ้น มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น...
เกิดเรื่องขึ้นแล้ว!
เหตุผลที่ปราสาทเพลิงอัคคีทุ่มเทแรงกายแรงใจมาแย่งชิงศาสตราแท้จริงขั้นสูงเล่มนี้ ทั้งยังใช้อุบายลวงตาให้คนนำดาบวิญญาณหลบหนีออกจากเมืองไปนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเพราะพลังในการเสริมความแข็งแกร่งในการต่อสู้ของมัน
แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุด...ก็คือปราสาทเพลิงอัคคีเคยบังเอิญพบบันทึกเกี่ยวกับดาบเล่มนี้ในตำราโบราณที่ชำรุดเล่มหนึ่ง!
ดาบเล่มนี้ มีความเกี่ยวข้องกับขุมทรัพย์ลับโบราณแห่งหนึ่ง!
หากไม่มีสิ่งล่อใจอย่างขุมทรัพย์ลับโบราณ บรรพบุรุษปราสาทเพลิงอัคคีก็คงไม่อยากที่จะลงมือประมูลมันมาท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้เป็นแน่
"ท่านบรรพบุรุษ ยังไม่มีข่าวใดๆส่งกลับมาอีกหรือขอรับ?"
ประมุขปราสาทเพลิงอัคคีเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ดูเหมือนว่าตอนนี้ความอดทนของปรมาจารย์ขั้นปลายเหล่านั้นที่อยู่ในเมืองใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว
หากพวกเขายังไม่ออกจากเมืองไปอีก เกรงว่าคงจะได้เกิด "อุบัติเหตุ" ขึ้นในเมืองเป็นแน่!
"ครั้งนี้ ดูท่าว่าคงจะพลาดท่าเสียแล้ว ด้วยฝีมือของเสี่ยวหย่วน เพียงแค่มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติได้ ก็ต้องเกิดเรื่องขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์" บรรพบุรุษปราสาทเพลิงอัคคีถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ออกไปเถอะ ไปอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ปรมาจารย์ขั้นปลายเหล่านั้นฟังอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ให้พวกเขาตรวจสอบแหวนมิติซะ"
เมื่อได้ฟังดังนั้น ทุกคนในปราสาทเพลิงอัคคีต่างก็ไม่มีใครคัดค้าน ทว่าบนใบหน้าของแต่ละคนล้วนฉายแววแห่งความกังวลใจ
เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่า โทสะของปรมาจารย์ขั้นปลายจะถาโถมลงมาที่พวกเขาหรือไม่
…..
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ นอกเมืองบูรพาทมิฬ
กลุ่มคนจากปราสาทเพลิงอัคคี รวมถึงตัวบรรพบุรุษเอง ทั้งหมดล้วนจบชีวิตลง ณ หุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปนับพันลี้
แม้ว่าตอนอยู่ในเมืองจะยอมปล่อยพวกเขาไป แต่เมื่อถูกลวงให้หัวปั่นมานานขนาดนี้ ด้วยอุปนิสัยของปรมาจารย์ยุทธแล้ว มีหรือที่จะปล่อยให้พวกเขาจากไปง่ายๆ?
ถึงแม้ว่านางเซียนเมฆาสีชาดจะไม่ได้ตามไปด้วย แต่นางก็รู้ดีว่าคณะของปราสาทเพลิงอัคคี...คงไม่น่าจะรอดไปได้
โลกนี้ก็เป็นเช่นนี้เสมอมา พลังฝีมือคือรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ชายในชุดดำคนหนึ่งก็เดินออกมาจากเมืองบูรพาทมิฬ และมุ่งหน้าตรงไปยังหุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปแปดร้อยลี้!
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาได้รวบรวมข่าวลือเกี่ยวกับปรมาจารย์ลึกลับแห่งแดนเหนือมาได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้ในใจของเขาก็พอจะคาดเดาอะไรได้บ้างแล้ว
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้ซึมซับของขวัญจากกระดานจัดอันดับบูรพาทมิฬได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นในตอนนี้ เขาอยู่ห่างจากระดับปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ดเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
"ตำนานปรมาจารย์ยุทธคนใหม่แห่งแดนเหนืองั้นรึ? ข้าก็อยากจะเห็นกับตาสักครั้ง ว่าเจ้าจะมีฝีมือสมกับชื่อเสียงที่เลื่องลือไปทั่วแดนเหนือจริงหรือไม่!"
และต่อให้เจ้าจะมีฝีมือจริง พี่น้องปรมาจารย์แห่งนิกายซ่อนเร้นวิญญาณของเขาก็มีอยู่ไม่มากนัก หาใช่คนนอกที่จะมาสังหารได้ตามอำเภอใจ
รอให้ข้าเลื่อนขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ดในครั้งนี้สำเร็จเสียก่อน...เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะไปประลองฝีมือกับเจ้าปรมาจารย์คนใหม่แห่งแดนเหนือที่สร้างผลงานอันน่าทึ่งด้วยการสังหารปรมาจารย์ขั้นที่ห้าผู้นี้เสียหน่อย!
…………………