- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 204: นักบุญหญิงหนานกงซีเหอ!
บทที่ 204: นักบุญหญิงหนานกงซีเหอ!
บทที่ 204: นักบุญหญิงหนานกงซีเหอ!
บทที่ 204: นักบุญหญิงหนานกงซีเหอ!
พอคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ใบหน้าของเจียงหลิงเยว่ก็พลันปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นคนกล้าหาญ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงแค่ตอนที่อยู่ต่อหน้าลู่เย่เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็ต้องฉวยโอกาสทองตอนที่พี่หญิงไม่อยู่…นางจะต้องซดน้ำแกงให้หนำใจ!
เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่จู่ๆก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข อวี๋อวี่ที่อยู่ในห้องก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ศิษย์น้องคนนี้ดูเหมือนจะฉลาดหลักแหลมดีอยู่หรอก...
แต่ทำไมถึงได้ยิ้มออกมาเหมือนคนโง่แบบนี้เป็นครั้งคราวกันนะ?
“ศิษย์พี่ ข้ามีธุระนิดหน่อย จะออกไปเดินเล่นข้างนอก ท่านทานข้าวเย็นไม่ต้องรอนะคะ” พูดจบ เจียงหลิงเยว่ก็เดินออกจากห้องไปทันที แล้วรีบเดินออกไปนอกโรงเตี๊ยม
อวี๋อวี่: “???”
ทำไมนางถึงรู้สึกว่า ศิษย์น้องคนนี้…กำลังจะไปทำอะไรบางอย่างกันนะ?
ตัวอย่างเช่น ไปพบกับชายในดวงใจลึกลับของนางงั้นหรือ?
พอคิดถึงตรงนี้ อวี๋อวี่ก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาอยู่บ้าง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชายแบบไหนกันหนอ ถึงได้ทำให้หญิงสาวที่มีคุณสมบัติไม่เลว แถมยังมีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศอย่างศิษย์น้องหลงใหลจน…หัวปักหัวปำได้ขนาดนี้
ใช่แล้ว ก็คือหัวปักหัวปำนั่นแหละ
รอยยิ้มโง่ๆที่หลุดออกมาตอนที่เจียงหลิงเยว่ออกจากประตูเมื่อครู่นี้ นั่นน่ะไม่ต้องแสดงเลยแม้แต่น้อย เพราะมันคือความโง่เขลาอย่างแท้จริง
อวี๋อวี่ส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “เฮ้อ ศิษย์น้องยังเด็กเกินไปจริงๆความรักนี่มันเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรโดยแท้”
…
ณ นอกเมือง
ยังคงเป็นสถานที่เปลี่ยวร้างไร้ผู้คน ในตอนที่เจียงหลิงเยว่เดินทางมาถึงที่นี่ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในข้อความถัดมาของลู่เย่
ดวงตาทั้งสองข้างของนางก็เริ่มสอดส่ายค้นหาในทันที
แต่ทว่า ไม่จำเป็นต้องมองหาอย่างละเอียดเลยแม้แต่น้อย เพราะร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้น ได้เข้ามาครอบครองดวงตาทั้งหมดของนางในชั่วพริบตา
“คนเลว!”
เจียงหลิงเยว่รีบบินมาอยู่ข้างๆลู่เย่ทันที เมื่อมองดูใบหน้าที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน แววตาของนางก็ฉายแววคิดถึงออกมาแวบหนึ่ง
“ตอนเรียกข้าออกมายังเป็นคนดีอยู่เลย ไหงพอออกมาแล้ว ถึงได้กลายเป็นคนเลวไปซะล่ะ?” เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่สลับสับเปลี่ยนคำเรียกขานได้อย่างคล่องแคล่ว ลู่เย่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“ก็ดีบ้างเลวบ้าง มันก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอคะ”
เจียงหลิงเยว่กอดแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ พลางกระซิบเสียงเบา
“เราไปดูแม่น้ำตงชางกันไหมคะ? ได้ยินว่าริมแม่น้ำมีหินก้อนหนึ่ง รูปร่างคล้ายคนมากเลย แถมยังมีตำนานเกี่ยวกับมันด้วยนะ”
ลู่เย่พยักหน้าอย่างสบายๆเพราะหลังจากวันพรุ่งนี้ไปแล้ว เด็กสาวคนนี้ก็จะต้องกลับไปพร้อมกับคนของนิกายอู๋เซี่ยงแล้ว
ดังนั้นวันนี้ก็แล้วแต่นางจะจัดการแล้วกัน
“จริงสิ ท่านมาที่เมืองตงชาง พี่หญิงรู้หรือไม่คะ?” ทันใดนั้นเจียงหลิงเยว่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แล้วจึงเอ่ยถาม
“รู้สิ ทำไมล่ะ ตอนนี้ถึงเพิ่งจะมารู้สึกกลัวขึ้นมางั้นรึ?”
เมื่อเห็นเจียงหลิงเยว่หดคอ ลู่เย่ก็ส่ายศีรษะ เจียงชิงเกอก็ไม่ใช่สัตว์ร้ายอะไรเสียหน่อยนี่นา
“ข้า…ข้าจะไปกลัวพี่หญิงทำไมกัน? ข้าเป็นคนมาก่อนนะ!” สีหน้าของนางชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเจียงหลิงเยว่ก็กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ความมั่นใจก็พลันสลายไป นางกระซิบเสียงเบาอีกครั้ง “เอ่อ…ข้าไม่ได้จะแย่งกับพี่หญิงหรอกนะคะ ข้าเป็นคนเล็กที่สุดก็ได้”
“แล้วตอนกลางคืนก็นอนไม่หลับ ไปแอบฟังอยู่ตรงมุมกำแพงงั้นรึ?” ลู่เย่ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากของนาง “ไปเรียนลูกไม้แบบนี้มาจากใครกัน?”
เจียงหลิงเยว่: “...”
นางก็แค่แอบฟังไปครั้งสองครั้งสามครั้ง...
ทั้งสองคนเดินไปคุยกันไป ในเมื่อต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ฝีเท้าจึงรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
ในช่วงใกล้จะถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งสองก็ได้เดินทางมาถึงริมแม่น้ำตงชางที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบลี้ สายน้ำไหลเชี่ยวกราก
…
หลังจากนั้นสองชั่วยาม
หลังจากที่ไปเป็นเพื่อนเจียงหลิงเยว่ที่แม่น้ำตงชาง และไปเดินเล่นที่ป่าไผ่สีม่วงสิบลี้ที่อยู่ห่างออกไปร้อยลี้อีกหนึ่งรอบ ลู่เย่ถึงค่อยนำนางกลับมาส่งที่เมืองตงชาง
ถึงแม้ว่าจะยังรู้สึกไม่อยากให้จบลงเพียงเท่านี้ แต่เจียงหลิงเยว่ก็รู้ดีว่าลู่เย่มาที่เมืองตงชางย่อมต้องมีธุระของตนเองให้ทำ
การที่ตนเองได้ครอบครองช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นกายหรือใจ ก็รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว
…
ในเมืองตงชาง ค่ายกลส่องสว่างแผ่แสงออกมา ทำให้ท้องถนนสว่างไสว ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างเนืองแน่น
เมื่อมองดูเจียงหลิงเยว่ที่เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ลู่เย่ก็หันหลังเดินเข้าไปในซอยเล็กๆที่ไม่มีคน ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าและหน้ากากหนังมนุษย์อีกครั้ง ถึงค่อยเดินออกมา
ในตอนนั้นเอง เขาถึงได้หยิบป้ายหยกสื่อสารออกมา แล้วตอบกลับข้อความหนึ่งที่ส่งเข้ามาก่อนหน้านี้
หรูเสวี่ย: [งานประมูลรอบค่ำคืนนี้ ก็เป็นครั้งสุดท้ายของงานมหกรรมแล้ว…คุณชายเฉิน ท่านจะมาหรือไม่คะ?]
[ไป]
…
ณ ภายในโรงประมูล
หลังจากที่เพิ่งจะเพิ่มช่องทางติดต่อของลู่เย่ได้ไม่นาน ก็อุตส่าห์ส่งข้อความไปให้เขา แต่ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่มีการตอบกลับ
หรูเสวี่ยคิดว่าคงจะไม่มีการตอบกลับมาแล้ว….ในตอนนี้นางกำลังตรวจสอบสิ่งของที่จะต้องนำขึ้นประมูลในอีกสักครู่อย่างจริงจัง
แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือ ในแหวนมิติของนาง ป้ายหยกสื่อสารกลับสั่นไหวขึ้นมาเบาๆ
พอหยิบออกมาฟัง กลับเป็นการตอบกลับข้อความเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน
“มางั้นหรือ?”
หลังจากที่หรูเสวี่ยฟังจบ มุมปากของนางก็ยกขึ้นเล็กน้อย พลันรู้สึกมีเรี่ยวแรงในการตรวจสอบรายการประมูลขึ้นมาทันที
คืนนี้ภายในโรงประมูล ถึงแม้ว่าจะเป็นห้องส่วนตัวระดับเพชร ก็มีหลายห้องที่ถูกเปิดใช้งานตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว
ขุมกำลังมากมายที่ไม่เคยปรากฏตัวในการประมูลสองครั้งก่อนหน้า บัดนี้ต่างก็พากันเดินทางมาถึง พลางมองดูสถานที่จัดงานอันกว้างใหญ่ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความนัย
…
ณ ห้องส่วนตัวระดับเพชรห้องหนึ่ง ฟางจืออวี่ อัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงแห่งนิกายเทียนเสวียน และในครั้งนี้ยังเป็นยอดฝีมือหนุ่มที่ได้ขึ้นไปอยู่บนอันดับตงชาง กำลังยืนอยู่ในห้อง
แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ บนใบหน้าของศิษย์สายตรงแห่งนิกายเทียนเสวียนผู้ซึ่งมีสถานะสูงส่งและเป็นที่เคารพนับถือในเขตแดนบูรพามาโดยตลอด ในตอนนี้กลับเจือไปด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
“ศิษย์ผู้ไม่ได้ความแห่งนิกายเทียนเสวียน ฟางจืออวี่ ขอคารวะท่านนักบุญหญิงซีเหอ”
เมื่อมองดูหญิงสาวในชุดขาวที่ลอยเข้ามาในห้องอย่างแผ่วเบา และมีผ้าโปร่งสีขาวคลุมใบหน้าอยู่ นอกเหนือจากความเคารพแล้ว ในใจของฟางจืออวี่ก็ยังมีความหวาดกลัวต่อความแข็งแกร่งของนางอยู่เล็กน้อย!
เขา ฟางจืออวี่ ในเขตแดนบูรพา ในนิกายเทียนเสวียน ก็เป็น
“อัจฉริยะ” ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่เนิ่นๆ
อายุยังไม่ถึงสามสิบปี ก็สามารถทะลวงผ่านอุปสรรคของขอบเขตเหนือสวรรค์และเลื่อนขั้นเป็นปรมาจริย์ยุทธ์ได้สำเร็จ
แต่ทว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักบุญหญิงแห่งนิกายเต๋าเสวียนเทียนแคว้นหยุนโจวในยุคปัจจุบันผู้นี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีอายุไล่เลี่ยกับตนเอง กลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล!
มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่รู้ว่า นิกายเทียนเสวียนที่หยั่งรากลึกในเขตแดนบูรพาแคว้นซวนโจวมาเกือบหมื่นปี...
อันที่จริงแล้วเป็นสาขาของนิกายเต๋าเสวียนเทียนแห่งแคว้นหยุนโจว ซึ่งเป็นดินแดนที่มีการบำเพ็ญเพียรทางยุทธ์ถึงขีดสุดในบรรดาเจ็ดแคว้นแห่งต้าจิ่ง!
เขา ฟางจืออวี่ เป็นอัจฉริยะของสาขา แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับนักบุญหญิงในยุคปัจจุบันจากนิกายหลักโดยตรง ช่องว่างระหว่างกันก็พลันปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
ถึงแม้ว่านักบุญหญิงผู้นี้ที่มีนามว่าหนานกงซีเหอ จะไม่เคยแสดงฝีมือออกมา แต่ฟางจืออวี่ก็พอจะคาดเดาได้อย่างเลือนรางว่า…นางจะต้องมีระดับพลังไม่ต่ำกว่าปรมาจารย์ขั้นที่หกอย่างแน่นอน!
เพราะอย่างไรเสีย หนานกงซีเหอในแคว้นหยุนโจวซึ่งเป็นดินแดนที่มีการบำเพ็ญเพียรถึงขีดสุด ก็เป็นอัจฉริยะที่พันปีจะมีสักคนซึ่งมีชื่อเสียงทัดเทียมกับบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งวังอู๋เลี่ยงแคว้นหยุนโจว และบุตรแห่งเต๋าแห่งนิกายเต๋าหงเฉินหรูเมิ่ง และคนอื่นๆ!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการมาถึงของอัจฉริยะชั้นแนวหน้าจากนิกายหลักเช่นนี้ นิกายเทียนเสวียนจึงได้ส่งฟางจืออวี่มาเป็นเพื่อนในทันที
เพราะอย่างไรเสีย หากให้ผู้อาวุโสมาเป็นเพื่อน ก็คงจะไม่เหมาะสมทั้งในเรื่องของอายุ และก็คงจะหาหัวข้อสนทนาร่วมกันกับท่านนักบุญหญิงซีเหอไม่ได้
และการที่ให้ฟางจืออวี่มาเป็นเพื่อน ก็ไม่ได้ปราศจากความคิดอื่นแอบแฝงอยู่บ้าง
ตัวอย่างเช่น การกระชับความสัมพันธ์ หรือ…การได้เข้าตาของท่านนักบุญหญิงซีเหอ
นักบุญหญิงที่มาจากนิกายเต๋าเสวียนเทียน ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถแต่งงานได้
“ฟางจืออวี่…ข้ารู้แล้ว” ท่านนักบุญหญิงซีเหอพยักหน้าเล็กน้อย
เสียงของนางใสกังวานราวกับเสียงน้ำพุในภูเขา และในขณะเดียวกันก็เจือไปด้วยไอเย็นจางๆที่ไม่ให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้
“เจ้าดูเหมือนจะประหม่าอยู่เล็กน้อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟางจืออวี่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างขมขื่น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับธิดาแห่งสวรรค์เช่นนี้…เขาจะไม่ประหม่าได้อย่างไร?
จนถึงขั้นที่ว่าประหม่ามากกว่าตอนที่ขึ้นอันดับเมื่อไม่กี่วันก่อนเสียอีก
“ได้ยินว่าศิลาจารึกตงชางของพวกเจ้า ในช่วงไม่กี่วันนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นถึงสามครั้งรวด แล้วคนทั้งสามนั้น เจ้าพอจะรู้ที่มาที่ไปของพวกเขาบ้างหรือไม่?” นักบุญหญิงซีเหอเอ่ยอย่างเย็นชา
(จบตอน)