เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200: สี่ปรมาจารย์มาพร้อมหน้า!

บทที่ 200: สี่ปรมาจารย์มาพร้อมหน้า!

บทที่ 200: สี่ปรมาจารย์มาพร้อมหน้า!


บทที่ 200: สี่ปรมาจารย์มาพร้อมหน้า!

ครู่ต่อมา เซียนเมฆาสีชาดซึ่งเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวก่อนใคร ก็ได้ร่อนลงสู่สถานที่แห่งนี้ดุจสายรุ้งสีชาดสายหนึ่ง

ที่นี่คือแอ่งเขาแห่งหนึ่ง และเมื่อดวงตาของเซียนเมฆาสีชาดกวาดมองไปอย่างรวดเร็ว...กลับว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน!

“จากไปก่อนแล้วอย่างนั้นรึ?”

นางลองสัมผัสถึงกลิ่นอายที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่โดยรอบอย่างแผ่วเบา พลันสีหน้าของเซียนเมฆาสีชาดก็เคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย

“ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ทิ้งร่องรอยคลื่นพลังใดๆเอาไว้ให้เห็นเลยว่าจากไปทางไหน ดูท่าว่าเคล็ดวิชาตัวเบาของเขาคงจะยอดเยี่ยมอยู่ไม่น้อย”

สีหน้าของเซียนเมฆาสีชาดเคร่งเครียดขึ้นมา นางพบว่าดูเหมือนจื่ออู๋จี๋จะไม่ได้พูดผิดไปเลยแม้แต่น้อย

ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!

ถึงแม้ว่านางเองก็จะเป็นปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ดเช่นกัน แต่ทว่ากลับรู้สึกราวกับว่าความรู้สึกไร้พลังมันยิ่งท่วมท้นขึ้นมาเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์ลึกลับที่สามารถสลัดนางหลุดได้อย่างง่ายดายในครั้งก่อน หรือผู้ครอบครองกายาเทวะในตอนนี้ที่นางไม่เห็นแม้แต่เงา

เคล็ดวิชาตัวเบาของคนทั้งสอง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เซียนเมฆาสีชาดได้แต่แหงนมองตามหลังจนลับสายตา

แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่เคล็ดวิชาตัวเบากลายมาเป็นจุดอ่อนของนางไปเสียแล้ว?

และในขณะที่ความรู้สึกไร้พลังกำลังค่อยๆก่อตัวขึ้นในใจของเซียนเมฆาสีชาดนั้นเอง กลิ่นอายอันน่าตกตะลึงอีกหลายสายก็ได้มาถึงทีละสายๆ

จื่ออู๋จี๋กวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะพบว่าที่แห่งนี้มีเพียงเซียนเมฆาสีชาดอยู่แค่คนเดียว จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน

“คนที่ดึงดูดแสงดาวอยู่ที่นี่…จากไปก่อนแล้วรึ?”

เซียนเมฆาสีชาดไม่ได้สนใจจื่ออู๋จี๋ หากแต่นางหันไปพยักหน้าให้กับร่างอีกสองร่างที่อยู่ข้างๆเป็นการทักทาย

“ท่านเจ้าเมืองจาง, ท่านผู้อาวุโสหยวน”

เพราะนอกจากจื่ออู๋จี๋แล้ว คนอีกสองคนที่มาถึงก็คือ จางหลิง เจ้าเมืองตงชาง และหยวนชง ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นที่ห้าผู้ดูแลสมาพันธ์การค้าไป่ชวนนั่นเอง

“เซียนเมฆาสีชาด ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านยังคงสง่างามเช่นเคย” จางหลิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เทพธิดาเดินทางมาถึงก่อนพวกเราหนึ่งก้าว ไม่ทราบว่ามีอะไรคืบหน้าบ้างหรือไม่?”

พอได้ยินเช่นนั้น เซียนเมฆาสีชาดก็ส่ายศีรษะ “ตอนที่ข้ามาถึงที่นี่ ก็ว่างเปล่าไร้ผู้คนแล้ว อีกทั้งยังไม่มีกลิ่นอายของของวิเศษใดๆด้วย”

หยวนชงลองสัมผัสดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ

“ปราณต้นกำเนิดแห่งฟ้าดิน ณ ที่แห่งนี้เคยถูกดูดซับไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่น่าใช่ของวิเศษถือกำเนิด หากแต่มีคนบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่! เพียงแต่ว่า…ใครกันเล่าที่สามารถหลบหนีไปจากสายตาของเซียนเมฆาสีชาดได้?”

เพราะเคล็ดวิชาตัวเบาของนิกายเมฆาสีชาดนั้น ต่อให้จะไม่ใช่ที่หนึ่งในบรรดานิกายต่างๆของแดนเหนือ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นที่สอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยพลังระดับปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ด ขนาดว่าจางหลิงซึ่งเป็นปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ดเช่นกันและสามารถดูแลเมืองตงชางได้ ก็ยังไม่อาจเอาชนะนางในเรื่องเคล็ดวิชาตัวเบาได้อย่างสมบูรณ์

“แดนบูรพากว้างใหญ่ไพศาล อุดมไปด้วยผู้คนมากความสามารถ อีกทั้งยังเป็นดินแดนแห่งพยัคฆ์ซ่อนมังกร การที่จะมีสุดยอดฝีมืออยู่บ้างก็เป็นเรื่องปกติ” เซียนเมฆาสีชาดแย้มยิ้มอย่างใจเย็น ราวกับว่านางไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย พร้อมกันนั้นยังถือโอกาสกล่าวชื่นชมรากฐานของแดนบูรพาอีกด้วย

หยวนชงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นคนผู้หนึ่งที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์สวรรค์เช่นนี้…ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนผู้นี้จะเป็นผู้ครอบครองกายาเทวะที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งมีอยู่เพียงในตำนาน!”

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ปรมาจารย์อีกสามคนที่เหลือต่างก็ไม่ได้เอ่ยคำใดมาโต้แย้ง

เพราะพวกเขาล้วนเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่มาไม่ต่ำกว่าร้อยปี อีกทั้งแต่ละคนยังมีความรู้กว้างขวาง ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ อันที่จริงแล้วก็ดูเหมือนกับสภาพของผู้ที่มีร่างกายพิเศษอันทรงพลังกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มกำลังจริงๆ

และในชั่วพริบตานั้น ไม่เว้นแม้แต่เซียนเมฆาสีชาด ในใจของผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งทั้งสี่คนซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็ล้วนอยู่ในระดับปรมาจารย์ช่วงกลาง ต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกันออกไป

...

อีกด้านหนึ่ง

ลู่เย่กลับมาถึงโรงเตี๊ยม ก่อนจะเริ่มทำการปรับสมดุลขอบเขตปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ดที่เพิ่งจะทะลวงผ่านไป

ในฐานะที่เป็นผู้ก่อเรื่อง ลู่เย่กลับมีจิตใจที่สงบนิ่งไม่ไหวติง ทว่าในเมืองตงชางนั้น พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ก็มีข่าวสารต่างๆนานาแพร่สะพัดออกไปในทันที

ศิลาบันทึกภาพที่บันทึกปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่แสงดาวนับไม่ถ้วนสาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ราวกับได้เปิดประตูแห่งฟ้าดิน ก็ได้กลายเป็นของที่ขายดิบขายดีไปในทันที

ในไม่ช้า หรูเสวี่ยก็ได้ส่งข้อความมาเช่นกัน

ลู่เย่ลองฟังดูอยู่ครู่หนึ่ง ปรากฏว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับของที่จะประมูลในคืนวันที่สอง

เนื่องจากงานชุมนุมแลกเปลี่ยนจัดขึ้นทั้งหมดสามวัน ดังนั้นในฐานะที่เป็นหัวหน้านักประมูลของโรงประมูล หรูเสวี่ยจึงได้ตั้งใจรายงานของที่จะประมูลในวันนี้ให้ลู่เย่ฟังล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

หลังจากที่ฟังจบ พลันสีหน้าที่ดูเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลู่เย่ เพราะจากท่าทีในตอนนี้ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าหรูเสวี่ยต้องการจะผูกมิตรกับเขา

“หรูเสวี่ยแห่งสมาพันธ์การค้าไป่ชวนคนนี้…ช่างน่าสนใจอยู่ไม่น้อย”

ลู่เย่ตอบกลับไปด้วยคำขอบคุณ ก่อนจะเก็บยันต์หยกสื่อสารลง

เพราะเม็ดยาทะลวงปราณเทวะของเขา ก็จะถูกนำขึ้นประมูลในคืนนี้เช่นกัน เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นผลึกปราณ

และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาจากด้านนอก

“คุณชายเฉิน”

นั่นคือเสียงของเฉินหลิงเซียง ซึ่งเจือไว้ด้วยความรีบร้อนเล็กน้อย

“เข้ามา”

เมื่อได้รับอนุญาต เฉินหลิงเซียงก็รีบผลักประตูเข้ามา พร้อมกับกล่าวด้วยความประหม่าว่า

“คุณชายเฉิน ดูเหมือนว่าข้าจะถูกคนจับตามองอยู่เจ้าค่ะ”

“เมื่อครู่นี้ตอนที่ออกไปซื้อของ มีกลิ่นอายสองสายคอยจับจ้องข้าอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ข้ากลับเข้ามาในโรงเตี๊ยมแล้ว คาดว่าพวกเขาก็น่าจะกำลังจับตามองอยู่ที่นี่เช่นกัน”

“ข้าสงสัยว่า น่าจะเป็นเพราะเมื่อคืนนี้ข้าประมูลเม็ดยาเหนือสวรรค์ชั้นเลิศไป”

พอได้ยินเช่นนั้น คิ้วของลู่เย่ก็พลันเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามว่า “คนทั้งสองนั่นมีพลังระดับไหน”

“น่าจะอยู่ราวๆเหนือสวรรค์ขั้นที่ห้าหรือหกเจ้าค่ะ” เฉินหลิงเซียงกล่าว

“เจ้าไม่ต้องร้อนใจ ทำเป็นว่ายังไม่รู้ตัวต่อไป จากนั้นแกล้งทำเป็นว่าจะออกจากเมืองตงชาง ออกไปนอกเมืองแล้วค่อยว่ากัน” หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่จึงกล่าว

เพราะเฉินหลิงเซียงก็เป็นหนึ่งในเพื่อนไม่กี่คนที่เขามีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีด้วย การที่นางถูกโจรปล้นชิงจับตามอง...

ก็คงได้แต่โทษโจรปล้นชิงระดับเหนือสวรรค์ทั้งสองคนนั่นว่าโชคไม่ดีแล้วล่ะ ถือโอกาสดูไปเลยก็แล้วกันว่าสมบัติของพวกมันจะหนาแน่นสักแค่ไหน

“เจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนคุณชายเฉินแล้ว” เฉินหลิงเซียงเองก็ไม่ได้อิดเอื้อน นางหมุนตัวในทันที พร้อมกับตั้งใจจะออกไปนอกเมืองเพื่อล่อโจรปล้นชิงทั้งสองคนนั่นออกมา

...

นอกเมืองตงชาง

ร่างร่างหนึ่งรีบร้อนออกจากเมืองไป ก่อนจะมุ่งตรงไปยังทิศทางของแดนเหนือ

ครู่ต่อมา ก็มีอีกสองร่างซึ่งเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งสบตากัน แล้วจึงแอบติดตามไปอย่างเงียบๆ

ร่างที่ออกไปนอกเมืองก่อนนั้นเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาเดียวก็เดินทางไปได้เกือบสามสิบสิบลี้แล้ว ทำให้ระยะห่างระหว่างนางกับเมืองตงชางเพิ่มมากขึ้น

แต่ทว่า ในขณะที่กำลังจะเดินผ่านทางเล็กๆสายหนึ่ง ณ ตรงหัวมุมข้างหน้า สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ กลับมายืนขวางทางเอาไว้เสียแล้ว

“สหายท่านนี้ เหตุใดจึงต้องรีบร้อนจากไปถึงเพียงนี้?”

“งานชุมนุมเพิ่งจะวันที่สองเท่านั้นเอง ไฉนจึงต้องจากไปแล้วเล่า?” สตรีวัยกลางคนกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูแปลกประหลาด

สตรีในชุดกระโปรงสีฟ้าเผยให้เห็นร่องรอยแห่งความตื่นตระหนก นางรีบหันหลังกลับหมายจะเดินย้อนกลับไปในทันที

แต่ก็คาดไม่ถึงว่า ณ เส้นทางด้านหลัง กลับมีชายวัยกลางคนหน้าบากผู้หนึ่งกำลังจ้องมองนางด้วยแววตาขบขัน ราวกับว่ากำลังมองดูเหยื่อ

“คุณหนูท่านนี้ พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่ต้องการแหวนมิติของเจ้าเท่านั้น”

ถึงแม้ว่าชายหน้าบากจะพูดเช่นนั้น แต่ทว่าแววตาอันอำมหิตที่ฉายวูบขึ้นมาในดวงตาของเขา กลับแสดงให้เห็นว่าความคิดที่แท้จริงของเขานั้นไม่ใช่เช่นนั้น

ที่เขาพูดเช่นนี้ ก็เป็นเพราะพลังที่เฉินหลิงเซียงซึ่งเป็นสตรีในชุดกระโปรงสีฟ้าผู้แปลงโฉมอยู่แสดงออกมานั้น ก็คือเหนือสวรรค์ขั้นที่สาม

เดิมทีนางอยู่ในระดับเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ แต่ทว่านับตั้งแต่ครั้งก่อนที่ได้ติดตามลู่เย่ไปยังคลังสมบัติในถ้ำของสุดยอดปรมาจารย์

นางก็พบว่าเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายภายนอกนั้นลึกล้ำเกินไป อีกทั้งพวกเจ้าเล่ห์ที่ชอบซ่อนไพ่ตายก็มีอยู่เยอะแยะมากมาย

ด้วยเหตุนี้ ในเวลาต่อมาเฉินหลิงเซียงจึงชอบที่จะกดระดับพลังของตนเองให้ต่ำลงเล็กน้อย เพื่อเรียนรู้ที่จะซ่อนไพ่ตายเอาไว้บ้าง

“พวกเจ้าเป็นใคร?” เสียงของเฉินหลิงเซียงเจือไว้ด้วยความตกใจและสงสัย “ข้าไม่เคยล่วงเกินพวกเจ้ามาก่อนเลยไม่ใช่รึ?”

ชายวัยกลางคนหน้าบากทอดสายตามองใบหน้าที่ธรรมดาๆของเฉินหลิงเซียง พลันในใจก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง

สตรีที่หน้าตาธรรมดาเช่นนี้ เหตุใดเสียงจึงได้นุ่มนวลถึงเพียงนี้กัน แทบจะปลุกไฟราคะในตัวข้าให้ลุกโชนขึ้นมาอยู่แล้ว!

แต่ทว่า เมื่อทอดสายตามองไปยังรูปร่างที่อรชรอ้อนแอ้นของเฉินหลิงเซียง ชายหน้าบากก็รู้สึกว่า…ถ้าไม่มองหน้า อันที่จริงก็พอได้อยู่

ในทันใดนั้น แสงแห่งความชั่วร้ายก็ฉายวูบขึ้นมาในดวงตาของชายหน้าบาก

ส่วนสตรีวัยกลางคนซึ่งอยู่ตรงข้าม ก็ได้เห็นแววตาอันชั่วร้ายของชายหน้าบากอย่างชัดเจน นางจึงระบายโทสะทั้งหมดลงบนตัวของเฉินหลิงเซียงในทันที

“นางจิ้งจอกสารเลว! เรื่องดีๆไม่เรียน กลับไปเรียนแต่วิชามารยั่วยวนบุรุษ! วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้สำนึกเสียบ้าง!”

เฉินหลิงเซียง: “???”

นางถูกดักปล้นชิง พูดไปแค่ประโยคเดียวก็กลายเป็นนางจิ้งจอกไปเสียแล้ว?

อีกอย่าง ถ้าจะยั่วยวน จะเป็นนางจิ้งจอก…นางก็จะเป็นให้กับคนที่นางมีใจให้อย่างลู่เย่เท่านั้น

สตรีวัยกลางคนที่โทสะพลุ่งพล่านขึ้นสู่สมองเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาเดียวนางก็ปราดเข้ามาอยู่เบื้องหน้าของเฉินหลิงเซียง

ปราณแท้จริงระดับเหนือสวรรค์อันทรงพลังได้ห่อหุ้มและจับจ้องไปยังเฉินหลิงเซียง พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ราวใบพัดที่ฟาดเข้าใส่ใบหน้าของเฉินหลิงเซียงในทันที!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 200: สี่ปรมาจารย์มาพร้อมหน้า!

คัดลอกลิงก์แล้ว