- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 197: ต้นไม้อธิษฐาน
บทที่ 197: ต้นไม้อธิษฐาน
บทที่ 197: ต้นไม้อธิษฐาน
บทที่ 197: ต้นไม้อธิษฐาน
การประมูลยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด ซึ่งอันที่จริงแล้ว ลู่เย่เองก็คาดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะสามารถทำราคาได้สูงถึงขนาดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น สมาพันธ์การค้าไป่ชวนก็จะไม่หักค่าธรรมเนียมแม้แต่แดงเดียว นั่นก็หมายความว่าเงินจำนวนสองร้อยล้านตำลึงจะตกมาอยู่ในมือของเขาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ในเวลาต่อมา เฉินหลิงเซียงก็ได้รอคอยจนถึงคราวของเม็ดยาเหนือสวรรค์ชั้นเลิศ ซึ่งนางก็สามารถประมูลมันมาได้สำเร็จด้วยราคาสมุนไพรวิญญาณระดับสาม 5 ต้น บวกกับเคล็ดวิชาตัวเบาระดับลึกลับขั้นต่ำอีกหนึ่งคัมภีร์
“ฟู่…โชคดีไป ถ้าหากว่าราคาสูงกว่านี้อีกนิด ของที่ข้าพกมาด้วยก็คงจะไม่พอเสียแล้ว”
เมื่อได้เห็นค้อนเล็กๆเคาะลงเป็นการตัดสินสุดท้าย ณ ห้องส่วนตัว เฉินหลิงเซียงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง พร้อมกับหน้าอกที่เคยกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความตึงเครียดที่ค่อยๆสงบลง
ถึงแม้ว่าท่านบรรพบุรุษจะยังคงมีอายุขัยเหลืออยู่อีกหลายสิบปี แต่ถ้าหากว่านางสามารถช่วยให้ท่านบรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่เก้าได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และจากนั้นก็จะมีโอกาสเล็กน้อยที่จะทะยานสู่ขอบเขตปรมาจารย์...
ถ้าหากท่านกลายเป็นปรมาจารย์ได้สำเร็จ ท่านบรรพบุรุษก็จะสามารถคุ้มครองตระกูลเฉินแห่งบุปผาร่วงโรยต่อไปได้อีกหลายร้อยปี
และเมื่อถึงตอนนั้น เรื่องคู่ครองชั่วชีวิตของนาง…ก็คงจะไม่มีข้อจำกัดนั้นอีกแล้วกระมัง?
เพราะอย่างไรเสีย หากบารมีของท่านบรรพบุรุษยังคงอยู่ ต่อให้นางจะไปตกหลุมรักใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นการยอมเป็นอนุภรรยา หรือไม่ต้องการแม้กระทั่งสถานะ…ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอีกแล้ว ชื่อเสียงของตระกูลเฉินย่อมไม่ตกต่ำลงอย่างแน่นอน
พอคิดมาถึงตรงนี้ เฉินหลิงเซียงก็อดไม่ได้ที่จะใช้หางตาแอบเหลือบมองลู่เย่ที่อยู่ข้างๆอย่างเงียบๆ
“ไม่รู้ว่าคุณชายลู่ จะคิดกับข้าอย่างไรกันนะ?”
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเช่นกัน เพราะถึงอย่างไร เรื่องของความรักความรู้สึก มันต้องเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีใจให้กันถึงจะไปกันรอดได้
แตงที่ฝืนเด็ดไม่หวาน…จริงอยู่ที่ว่ามันพอจะแก้กระหายได้ แต่ปัญหาคือ คุณชายลู่เป็นถึงปรมาจารย์เชียวนะ! ใครหน้าไหนจะไปกล้าฝืนเด็ดแตงของเขาได้กัน?
...
การประมูลดำเนินมาจนถึงช่วงท้าย ขนาดว่าคัมภีร์เคล็ดวิชาระดับปฐพีขั้นต่ำก็ยังปรากฏออกมาเล่มหนึ่ง
ซึ่งในทันที มันก็ได้กระตุ้นให้ขุมกำลังนับไม่ถ้วนในโรงประมูลเปิดศึกแย่งชิงกัน และในท้ายที่สุด คัมภีร์เล่มนั้นก็ถูกประมูลไปโดยใครบางคน ด้วยราคาเม็ดยาระดับเหนือสวรรค์สองขวด บวกกับสมุนไพรวิญญาณระดับสามอีกสิบกว่าต้น และเงินอีกสิบล้านตำลึง ซึ่งเป็นวิธีการจ่ายเงินที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
เพราะแท้จริงแล้ว คัมภีร์เคล็ดวิชาระดับปฐพีขั้นต่ำ ต่อให้เป็นในแดนบูรพา ก็เพียงพอที่จะทำให้ขุมกำลังชั้นหนึ่งต้องเปิดศึกแย่งชิงกันแล้ว
ลู่เย่ทอดสายตามองเหล่าขุมกำลังต่างๆที่แย่งชิงกันจนแทบจะหัวร้างข้างแตก
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกสนใจเลยแม้แต่น้อยก็ตาม แต่เขาก็รู้ดีว่า หากไม่ใช่เพราะตนเองมีสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินอย่างหอหมื่นวิถีอยู่กับตัว ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ครอบครองกระบวนท่าสังหารอย่าง ‘สามดาบสะท้านสวรรค์’, ‘ปราณดาบไร้ลักษณ์ทะลวงกายาสวรรค์’ หรือแม้กระทั่ง ‘ผนึกโบราณสี่เทพ’
...
หลังจากที่การประมูลครั้งนี้สิ้นสุดลง ก็เป็นเวลาใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว
ลู่เย่ให้เฉินหลิงเซียงกลับไปที่โรงเตี๊ยมก่อน ส่วนตัวเขาเองก็มุ่งหน้าไปยังห้องอันเงียบสงบที่หรูเสวี่ยอยู่ เพื่อไปรับเงินของตน
ณ ห้องอันเงียบสงบห้องนั้น…เมื่อลู่เย่กลับมาถึงที่นี่อีกครั้ง เขาก็พบว่าหรูเสวี่ยกลับมายืนรออยู่ที่หน้าประตูตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นางยังสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าของเขา และเปิดประตูให้เขาก่อนที่เขาจะมาถึงเสียอีก
“คุณชายเฉิน เชิญเข้ามาด้านในก่อนเจ้าค่ะ”
ลู่เย่เหลือบมองหรูเสวี่ยที่กระตือรือร้นเช่นนี้ พลันคิ้วของเขาก็เลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอันเงียบสงบ
หรูเสวี่ยปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“คุณชายเฉิน เชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ หญิงต่ำต้อยผู้นี้โชคดีที่ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง สามารถประมูลผลึกแก่นภูตเหล่านั้นให้ท่านได้ในราคาที่ค่อนข้างดีทีเดียว”
“ข้าเห็นแล้ว ขอบคุณคุณหนูหรูเสวี่ยมาก” เนื่องจากบัตรระดับเพชรเป็นของที่หรูเสวี่ยมอบให้เขา ซึ่งก็เท่ากับว่าช่วยลดค่าธรรมเนียมก้อนโตให้เขาไปได้ ดังนั้นลู่เย่จึงประสานมือคารวะนาง “ขอบคุณคุณหนูหรูเสวี่ยที่กรุณามอบบัตรให้”
หรูเสวี่ยกล่าวว่า “เงินพวกเราเตรียมพร้อมไว้แล้วเจ้าค่ะ อยู่ตรงนี้ คุณชายเฉินโปรดตรวจนับดูได้เลย”
พลางกล่าว หรูเสวี่ยก็ชี้ไปยังตั๋วเงินปึกหนาหลายปึกบนโต๊ะด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
เพราะในปัจจุบัน ตั๋วเงินที่มีมูลค่าสูงสุดคือหนึ่งแสนตำลึง ดังนั้นเงินสองร้อยล้านตำลึงจึงเท่ากับตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงถึงสองพันใบ!
ภาพของตั๋วเงินมูลค่ามหาศาลที่กองซ้อนกันเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็นภาพที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
ลู่เย่เองก็ไม่ได้หยิ่งผยองจนพูดว่าไม่จำเป็นต้องตรวจนับ เพราะเรื่องเช่นนี้ การตรวจนับให้เสร็จสิ้นต่อหน้าย่อมดีต่อทั้งสองฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความขุ่นข้องหมองใจที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังหากจำนวนเงินไม่ถูกต้อง
หลังจากที่ตรวจนับอย่างรวดเร็วจนเสร็จสิ้น เขาก็เก็บตั๋วเงินทั้งหมดเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะกล่าวว่า “จำนวนถูกต้อง ขอบคุณมาก”
“ไม่ทราบว่าคุณชายเฉินจะสะดวกหรือไม่ หากจะขอเพิ่มช่องทางการติดต่อกันไว้?” หรูเสวี่ยเผยรอยยิ้มที่จริงใจออกมา พร้อมกับกล่าวว่า “ในอนาคตหากมีเรื่องอะไร การสื่อสารกันจะได้ไม่ยุ่งยากเช่นนี้”
พอได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่ได้ปฏิเสธคำขอนี้
เพราะในอนาคต มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะต้องติดต่อกับสมาพันธ์การค้าไป่ชวนอีกไม่น้อย ดังนั้นการมีช่องทางการติดต่อกับนักประมูลคนสำคัญของสมาพันธ์การค้าไป่ชวนไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร
ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็เดินออกจากห้องอันเงียบสงบไป
หรูเสวี่ยลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปส่งลู่เย่ด้วยตนเอง พลางเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อของนาง เพราะในที่สุดนางก็ยังไม่ได้เอ่ยปากถามออกไปว่า ‘เฉินเป่ยซวน’ คือเขาใช่หรือไม่
ก็เพราะตอนนี้นางเพิ่งจะสามารถสร้างมิตรภาพขั้นต้นกับอีกฝ่ายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นหรูเสวี่ยจึงไม่อยากให้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาทำให้ลู่เย่เกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
เอาเป็นว่ารอไว้ในอนาคต…เมื่อความสัมพันธ์ก้าวหน้าไปอีกขั้น หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เมื่อเรือลำน้อยแห่งมิตรภาพลำนี้มั่นคงกว่านี้แล้ว ค่อยถามก็ยังไม่สาย
พอนึกถึงว่าในวันพรุ่งนี้ นางยังจะต้องช่วยเขาประมูลเม็ดยาทะลวงปราณก่อกำเนิดเพื่อแลกกับผลึกปราณอีก หรูเสวี่ยก็แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย โอกาสที่จะกระชับความสัมพันธ์ ก็อยู่ตรงนี้แล้ว
...
นอกโรงประมูล
สิ่งที่ทำให้ลู่เย่คาดไม่ถึงอยู่บ้างก็คือ เฉินหลิงเซียงไม่ได้กลับไปที่โรงเตี๊ยมก่อนตามที่เขาบอก หากแต่นางกลับยืนรออยู่บนลานกว้างนอกโรงประมูล
สายลมยามค่ำคืนพัดพาความหนาวเย็นมาด้วยเล็กน้อย ยิ่งขับเน้นให้ร่างของเฉินหลิงเซียงในชุดกระโปรงสีฟ้าดูบอบบางยิ่งขึ้น
ถึงแม้ว่าหลังจากแปลงโฉมแล้ว รูปโฉมของเฉินหลิงเซียงจะดูธรรมดาลงไปมาก
แต่ทว่ากลิ่นอายอันอ่อนโยนและนุ่มนวลจางๆที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง ก็ยังคงดึงดูดสายตาของคนเดินทางจำนวนไม่น้อย ให้พยายามที่จะเดินเข้าไปทำความรู้จักอยู่เป็นครั้งคราว
แต่ทว่า พวกเขาทั้งหมดก็ถูกปฏิเสธด้วยใบหน้าอันเย็นชาราวน้ำแข็งของเฉินหลิงเซียง
จนกระทั่งได้เห็นลู่เย่เดินออกมาจากโรงประมูล ในที่สุดสีหน้าของเฉินหลิงเซียงก็พลันอ่อนโยนลง
“ถ้าหากไม่ติดธุระอะไร พวกเราไปเดินเล่นกันหน่อยไหมเจ้าคะ?” เฉินหลิงเซียงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าจะเลี้ยงของอร่อยท่านเอง”
“ได้สิ”
ลู่เย่เหลือบมองท้องฟ้ายามราตรี ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
เพราะเมื่อพิจารณาจากนิสัยของเฉินหลิงเซียงแล้ว แค่การที่นางยังคงตั้งใจเดินทางมายังเมืองเมฆาใบไม้ในตอนที่เจ้านิกายโลหิตอสูรปรากฏตัวอย่างเกรียงไกร พร้อมกับตั้งใจจะพาเขาหนีไปในตอนที่เขาสู้ไม่ไหว เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้ลู่เย่ยอมรับในตัวนางแล้ว
พอได้รับคำตอบจากลู่เย่ เฉินหลิงเซียงก็ดูมีความสุขขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ขนาดว่าหน้ากากหนังมนุษย์ก็ยังไม่อาจปิดบังร่องรอยแห่งความยินดีที่เอ่อล้นออกมาบนใบหน้าของนางได้
เฉินหลิงเซียงเคยมาที่เมืองตงชางหลายครั้งแล้ว ดังนั้นนางจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี
หลังจากนั้น เฉินหลิงเซียงก็พาลู่เย่เดินไปตามถนนสายหนึ่ง แวะร้านขนมเปี๊ยะร้านหนึ่ง กับร้านเนื้อตุ๋นอีกร้านหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้ลู่เย่รู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในชาติก่อนของตนเอง
และในท้ายที่สุด เฉินหลิงเซียงก็พาลู่เย่เดินมาถึงยังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเมืองตงชาง
“ที่นี่คือต้นไม้อธิษฐานที่มีชื่อเสียงของแดนบูรพาเจ้าค่ะ มีตำนานเล่าขานกันว่า ขอเพียงแค่เขียนความปรารถนาในใจของท่านลงไป แล้วนำไปแขวนไว้บนต้นไม้ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีโอกาสที่มันจะเป็นจริงขึ้นมาได้!”
เฉินหลิงเซียงทอดสายตามองต้นไม้โบราณขนาดมหึมาที่มีอายุไม่ต่ำกว่าพันปีต้นนี้ พร้อมกับบนใบหน้าของนางที่ปรากฏร่องรอยแห่งความหวังจางๆ
พอได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็เพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เพราะสถานที่ท่องเที่ยวทำนองนี้ ในชาติก่อนของเขามีอยู่เยอะแยะมากมาย
เฉินหลิงเซียงเดินไปซื้อถุงหอมสองใบจากแผงลอยเล็กๆที่อยู่ข้างๆซึ่งข้างในนั้นมีแท่งถ่านเล็กๆแหลมๆกับกระดาษแผ่นเล็กๆอยู่ ก่อนจะยื่นใบหนึ่งให้กับลู่เย่
“คุณชายลู่…เอ่อ คุณชายเฉิน ท่านก็อธิษฐานดูสักหน่อยสิเจ้าคะ?”
“เจ้าเขียนเถอะ” ลู่เย่ส่ายศีรษะปฏิเสธเบาๆเพราะแทนที่จะอธิษฐานขอพร เขากลับเชื่อมั่นใน ‘ชะตาฟ้าหรือจะสู้มานะคน’ มากกว่า
ทว่าเฉินหลิงเซียงกลับดูเชื่อมั่นในอานุภาพของต้นไม้อธิษฐานเป็นอย่างมาก นางหันหลังให้ลู่เย่ ก่อนจะเขียนข้อความลงไปอย่างรวดเร็วใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ใบดกหนา
[ขอให้คนในตระกูลปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง! ขอให้ท่านบรรพบุรุษทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้ในชั่วชีวิตนี้! และขอให้…คนที่หลิงเซียงมีใจให้ ก้าวหน้าบนเส้นทางแห่งยุทธ์ และมีชีวิตที่ปราศจากความกังวลตลอดไป!]
เฉินหลิงเซียงผูกถุงหอมให้แน่นด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา ก่อนจะนำไปผูกไว้บนกิ่งไม้ที่ยังว่างอยู่กิ่งหนึ่ง
ณ เมืองตงชาง ใต้ต้นไม้อธิษฐาน นางได้แต่ภาวนาให้ความปรารถนาของนางเป็นจริง...
(จบตอน)