เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?

บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?

บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?


บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?

สิ่งแรกที่ยูหลัวเห็นหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาก็คือ ลู่เย่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้านาง

มือข้างหนึ่งของเขากำลังจับอยู่ที่แขนของนาง พร้อมกันนั้น ก็มีไอพิษสีเขียวเข้มอันน่าใจหายถูกเขาใช้ปราณต้นกำเนิดอันกร้าวแกร่งดูดซับออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาไป

“ท่าน...ท่านบ้าไปแล้วหรือ?!”

เมื่อเห็นภาพนั้น ยูหลัวก็พลันตกใจจนใบหน้าซีดเผือด รีบชักแขนของตนกลับมาทันที พลางถลึงตาใส่ลู่เย่

“ท่านเองก็ถูกพิษเหมือนกัน แล้วยังจะมาดูดพิษของข้าเข้าไปอีก...ท่านไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือไร?!”

ยูหลัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดขึ้นว่า

“ยื่นมือมา เดี๋ยวข้าจะดูดพิษของท่านกลับคืนมาเอง พิษมากมายขนาดนี้ซ้อนทับกัน ท่านรับไม่ไหวหรอก!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็รู้สึกขบขันอยู่บ้าง

“เจ้าคิดว่านี่กำลังเล่นขายของกันอยู่หรืออย่างไร?”

“ท่านคิดว่าข้ากำลังเล่นขายของอยู่หรือ?! บอกตามตรงนะ หากท่านช่วยข้าจนตัวตาย...ท่านจะให้ข้าติดค้างบุญคุณใหญ่หลวงขนาดนี้ แล้วจะให้ชดใช้คืนได้อย่างไรกัน?!”

“ท่านรีบยื่นมือมา…พิษน่าจะยังไม่ทันลุกลามไปไกล!”

เมื่อเห็นว่าลู่เย่ยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติง ยูหลัวก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา

นางโถมตัวเข้าไป คว้าแขนข้างหนึ่งของลู่เย่ไว้ แล้วตั้งท่าจะโคจรปราณต้นกำเนิดเพื่อดูดพิษออกจากร่างกายของเขาทันที

แต่ทว่า ในตอนที่ยูหลัวพยายามจะดูดพิษออกจากเส้นลมปราณบนแขนของลู่เย่ย้อนกลับมานั้น นางกลับพบว่า...พิษมันหายไปไหนแล้ว?!

ในชั่วขณะนั้น ยูหลัวที่แต่เดิมกำลังโกรธอยู่ถึงกับนิ่งอึ้งเป็นตอไม้

พิษที่เพิ่งจะถูกดูดเข้าไปเมื่อครู่นี้ กลับหายวับไปราวกับก้อนดินที่จมลงสู่มหาสมุทรอย่างไร้ร่องรอยอย่างนั้นหรือ?!

“แล้วพิษที่ท่านดูดเข้าไปเล่า? ถูกท่านดูดซึมเข้าไปแล้วงั้นรึ?!” ใบหน้าของยูหลัวซีดเผือดเป็นกระดาษ

เพราะทันทีที่พิษหลอมรวมเข้ากับร่างกายได้อย่างสมบูรณ์...นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับว่าต่อให้ทวยเทพเสด็จลงมาก็ยากจะช่วยได้แล้ว

“ข้ามีเคล็ดวิชาพิเศษอยู่แขนงหนึ่งที่สามารถสลายพิษเหล่านี้ได้”

“เจ้าลองมองข้าดูสิ เหมือนคนโดนพิษตรงไหนกัน” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ

เฉย

ยูหลัวจึงเงยหน้าขึ้นมอง…แต่ทว่าใบหน้าของลู่เย่กลับไม่มีความผิดปกติใดๆเลยแม้แต่น้อย

นี่ช่างแตกต่างจากนางโดยสิ้นเชิง เพราะทั้งแขนและใบหน้าของนางยังมีร่องรอยสีเขียวคล้ำจากการถูกพิษปรากฏให้เห็นอยู่

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พิษนี่มันร้ายกาจมากนะ ท่านแน่ใจหรือว่าจะรับมือไหวจริงๆ?”

“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว…นอนลง”

ยูหลัว: “...”

เมื่อมองไปยังลู่เย่ที่จู่ๆก็ทำหน้าตาจริงจังขึ้นมา ไม่รู้ว่าเหตุใดในใจของยูหลัวจึงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง จากที่เดิมทีนางยังคิดจะพูดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ณ เวลานี้กลับไม่กล้าเอ่ยปากออกมาแม้แต่คำเดียว

นางทำได้เพียงนอนลงบนกองฟางในกระท่อมไม้ตามที่ลู่เย่บอกแต่โดยดี

นางเห็นเพียงแค่ลู่เย่วางมือข้างหนึ่งลงบนแขนของนาง และในชั่วพริบตา ไอพิษสีเขียวเข้มอันน่าสะพรึงกลัวสายแล้วสายเล่าก็ถูกส่งผ่านเข้าสู่แขนของลู่เย่

ในวินาทีต่อมา ยูหลัวก็เห็นว่าแขนทั้งข้างของลู่เย่พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และในขณะที่หัวใจของนางกำลังเต้นระทึกอยู่นั้นเอง สีเขียวคล้ำเหล่านั้นก็พลันสลายหายไปราวกับคลื่นที่ซัดกลับสู่ทะเล

“หา?”

เขามีวิธีจัดการกับพิษพวกนี้จริงๆงั้นหรือ?!

ครู่ใหญ่ต่อมา ยูหลัวมองแขนของตนที่กลับมาเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

เล่ห์กลอันชั่วร้ายที่เจ้าเฒ่าอินอู๋หยาวางเอาไว้ ถูกสลายไปง่ายๆเช่นนี้เลยหรือ?

“เดิมทีในมือของพวกมันน่าจะมีตัวยาแก้พิษที่สอดคล้องกันอยู่ แต่พวกมันคงจะกินเข้าไปล่วงหน้าจนหมดแล้ว มิเช่นนั้นก็คงไม่อาจอยู่ในป่าหมอกได้โดยไม่ได้รับผลกระทบหรอก” ลู่เย่ดึงฝ่ามือกลับมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ขอบคุณ...แต่ท่านไม่เป็นอะไรจริงๆใช่ไหม?”

“ไม่เป็นไร พิษนี่ไม่ได้แก้ได้ยากอย่างที่เจ้าคิดหรอก อันที่จริงต่อให้ข้าไม่ช่วยเจ้าขจัดพิษ รออีกสักสองสามวัน ด้วยพลังของเจ้าก็สามารถขับมันออกมาได้ช้าๆอยู่ดี เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย”

“ขับออกมาน่ะพอทำได้อยู่ แต่ต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจอยู่มากโขเลยทีเดียว”

“คนอื่นล้วนแต่อยากจะป่าวประกาศความดีความชอบของตนให้ใหญ่โต...เเต่ทำไมท่านถึงได้ชอบลดทอนความดีความชอบของตัวเองเช่นนี้เล่า?” ยูหลัวกล่าวด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง

ลู่เย่แย้มยิ้ม ก่อนจะกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า

“อาจเป็นเพราะข้ามาจากสถานที่ซึ่งมีวัฒนธรรมสืบทอดกันมาอย่างยาวนานกระมัง”

“ท่านแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ” ยูหลัวจ้องมองใบหน้าของลู่เย่เขม็ง

“ในตอนแรก ข้าบอกให้ท่านไป ท่านก็ไม่ไป แถมยังจะดึงดันไปตามหาอินอู๋หยาอีก ต้องบอกเลยว่าในตอนนั้น ข้าคิดว่าท่านเป็นคนที่หยิ่งยโสโอหังเสียจริง ไม่รู้จักความน่าสะพรึงกลัวของอินอู๋หยาเอาเสียเลย”

“จนกระทั่งตอนหลัง ข้าถึงได้พบว่า ท่านไม่ได้หยิ่งยโส หากแต่เป็นความเชื่อมั่นในตนเองต่างหาก และคาดไม่ถึงเลยว่า...ท่านจะมีความสามารถพอที่จะสังหารอินอู๋หยาได้จริงๆ!”

มีความเชื่อมั่นแต่ไม่หยิ่งยโส ช่วยเหลือผู้อื่นแต่ไม่โอ้อวดความดีความชอบ กลับกันยังถ่อมตนอย่างยิ่ง

ยูหลัวยอมรับว่าตนเคยพบเจอผู้คนมามากมาย แต่กลับมีเพียงไม่กี่คนที่จะเป็นเหมือนหนุ่มน้อยในชุดผ้าป่านที่อยู่เบื้องหน้านางผู้นี้

ลู่เย่แย้มยิ้มจางๆก่อนจะกล่าวว่า

“เจ้าพักผ่อนฟื้นฟูพลังสักหน่อยก่อนเถอะ หลังจากนั้นค่อยออกเดินทางกัน”

เมื่อได้ยินดังนั้น ยูหลัวจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงแล้วเริ่มฟื้นฟูพลังในทันที

ส่วนลู่เย่นั้น เขาเดินออกจากกระท่อมไม้ร้างของนายพรานซึ่งใช้เป็นที่พักชั่วคราวแห่งนี้ พอมาถึงด้านนอก เขาก็หยิบกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่งออกมา

อันที่จริง ชายชราที่ถูกผนึกอยู่ภายในนั้นได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ลู่เย่ลงมือสังหารเจ้านิกายโลหิตอสูรและผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายอัสนีครามในครั้งก่อน

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ลู่เย่พยายามจะสื่อสารกับเขาอยู่เป็นระยะๆแต่ทว่ากลับไม่มีการตอบสนองใดๆกลับมาเลย

ลู่เย่ส่ายศีรษะเบาๆก่อนจะเก็บกล่องกลับเข้าไป

เดิมทีเขาอยากจะปล่อยเสี่ยวหลิงออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง แต่แหวนมิติกลับไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตเอาไว้ได้…หากจู่ๆตนหยิบสิ่งมีชีวิตออกมา ย่อมต้องทำให้ยูหลัวประหลาดใจเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงปล่อยให้อยู่ในหอหมื่นวิถีต่อไป

…..

อีกฟากหนึ่ง ณ เมืองลั่วฮวา ตระกูลเฉิน

เฉินหลิงเซียงได้เดินออกมาจากห้องลับเงียบๆ

นับตั้งแต่ที่นางกลับมาจากเมืองเมฆาใบไม้ในครั้งก่อน นางก็ได้เข้าสู่การปิดด่านฝึกตนจนกระทั่งบัดนี้จึงสิ้นสุดลง

ณ เวลานี้ ระดับพลังของนางได้ขยับเข้าใกล้ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่เข้าไปอีกก้าวหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

เดิมทีนางคิดจะกลับไปที่เรือนเล็กของตนเพื่อลงแช่น้ำอุ่นให้สบายตัวสักหน่อย แต่ทว่าในขณะที่เดินผ่านโถงใหญ่ของตระกูล ในใจของเฉินหลิงเซียงก็พลันปรากฏภาพของใครบางคนขึ้นมา…หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงเปลี่ยนทิศทางแล้วเดินตรงไปยังโถงใหญ่

ภายในโถงใหญ่นั้น เฉินติ่งสิง ประมุขตระกูลเฉิน กำลังนั่งจิบชาอยู่ เมื่อเห็นบุตรสาวของตนเดินเข้ามา เขาก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

“หลิงเซียง เจ้าออกจากด่านแล้วรึ?”

เมื่อมองไปยังกลิ่นอายของเฉินหลิงเซียงที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนปิดด่านอยู่ส่วนหนึ่ง เฉินติ่งสิงก็พลันฉายแววภาคภูมิใจออกมาวูบหนึ่ง

“ดูท่าแล้ว การปิดด่านครั้งนี้ของเจ้าคงจะทำสำเร็จอีกแล้วสินะ เอาเป็นว่าหากขาดแคลนทรัพยากรใด ก็บอกพ่อได้ทุกเมื่อ”

เพราะนี่คือหน่ออ่อนแห่งตระกูลเฉินของพวกเขาผู้มีความหวังที่จะทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์มากที่สุด!

“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ ทรัพยากรตอนนี้ยังพอมีอยู่ หากขาดเหลือเมื่อใด จะมาขอจากท่านพ่อเจ้าค่ะ”

เฉินหลิงเซียงกล่าวจบก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า

“ที่ข้ามานี่ ก็เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากจะเรียนให้ท่านพ่อทราบเจ้าค่ะ”

“โอ้? เรื่องอันใดรึ” เฉินติ่งสิงถามด้วยความอยากรู้

ต้องบอกว่าที่ผ่านมา เฉินหลิงเซียงเป็นศิษย์ในตระกูลที่โดดเด่นที่สุดมาโดยตลอด นอกจากเรื่องการฝึกตนแล้ว เรื่องอื่นๆก็แทบไม่ต้องให้ใครเป็นห่วงเลย

แต่บัดนี้เมื่อเฉินหลิงเซียงบอกว่ามีเรื่องจะพูด เฉินติ่งสิงก็เริ่มตั้งใจฟังขึ้นมา…เพราะเรื่องที่สามารถทำให้บุตรสาวคนนี้ต้องมาพูดด้วยตนเองโดยเฉพาะ ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างแน่นอน

เฉินหลิงเซียงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากออกมาว่า

“หากว่าลูกมีคนที่พึงใจแล้ว ทางตระกูลจะมองเรื่องนี้อย่างไรหรือเจ้าคะ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น ในตอนแรกเฉินติ่งสิงก็ถึงกับชะงักงันไป

มีคนในใจแล้วงั้นหรือ?

ก่อนหน้านี้ อู๋จวิ้นแห่งจวนเจ้าเมืองลั่วฮวาก็เคยตามเกี้ยวพาราสีบุตรสาวของตนอย่างร้อนแรงอยู่พักหนึ่ง…แต่ว่า ไหนหลิงเซียงไม่ได้สนใจอู๋จวิ้นเลยแม้แต่น้อยไม่ใช่หรือ อีกทั้งยังไม่เคยให้สีหน้าดีๆกับเขาเลยสักครั้ง

นอกเหนือไปจากนั้น ก็ไม่เคยเห็นบุตรสาวไปสนิทสนมใกล้ชิดกับคุณชายผู้มีความสามารถจากตระกูลใดเป็นพิเศษ

แล้วไฉนจู่ๆถึงได้มีคนในใจโผล่ขึ้นมาได้เล่า?

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว