- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?
บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?
บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?
บทที่ 168: คนในใจของเฉินหลิงเซียงงั้นหรือ?
สิ่งแรกที่ยูหลัวเห็นหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาก็คือ ลู่เย่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้านาง
มือข้างหนึ่งของเขากำลังจับอยู่ที่แขนของนาง พร้อมกันนั้น ก็มีไอพิษสีเขียวเข้มอันน่าใจหายถูกเขาใช้ปราณต้นกำเนิดอันกร้าวแกร่งดูดซับออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาไป
“ท่าน...ท่านบ้าไปแล้วหรือ?!”
เมื่อเห็นภาพนั้น ยูหลัวก็พลันตกใจจนใบหน้าซีดเผือด รีบชักแขนของตนกลับมาทันที พลางถลึงตาใส่ลู่เย่
“ท่านเองก็ถูกพิษเหมือนกัน แล้วยังจะมาดูดพิษของข้าเข้าไปอีก...ท่านไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือไร?!”
ยูหลัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดขึ้นว่า
“ยื่นมือมา เดี๋ยวข้าจะดูดพิษของท่านกลับคืนมาเอง พิษมากมายขนาดนี้ซ้อนทับกัน ท่านรับไม่ไหวหรอก!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เย่ก็รู้สึกขบขันอยู่บ้าง
“เจ้าคิดว่านี่กำลังเล่นขายของกันอยู่หรืออย่างไร?”
“ท่านคิดว่าข้ากำลังเล่นขายของอยู่หรือ?! บอกตามตรงนะ หากท่านช่วยข้าจนตัวตาย...ท่านจะให้ข้าติดค้างบุญคุณใหญ่หลวงขนาดนี้ แล้วจะให้ชดใช้คืนได้อย่างไรกัน?!”
“ท่านรีบยื่นมือมา…พิษน่าจะยังไม่ทันลุกลามไปไกล!”
เมื่อเห็นว่าลู่เย่ยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติง ยูหลัวก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา
นางโถมตัวเข้าไป คว้าแขนข้างหนึ่งของลู่เย่ไว้ แล้วตั้งท่าจะโคจรปราณต้นกำเนิดเพื่อดูดพิษออกจากร่างกายของเขาทันที
แต่ทว่า ในตอนที่ยูหลัวพยายามจะดูดพิษออกจากเส้นลมปราณบนแขนของลู่เย่ย้อนกลับมานั้น นางกลับพบว่า...พิษมันหายไปไหนแล้ว?!
ในชั่วขณะนั้น ยูหลัวที่แต่เดิมกำลังโกรธอยู่ถึงกับนิ่งอึ้งเป็นตอไม้
พิษที่เพิ่งจะถูกดูดเข้าไปเมื่อครู่นี้ กลับหายวับไปราวกับก้อนดินที่จมลงสู่มหาสมุทรอย่างไร้ร่องรอยอย่างนั้นหรือ?!
“แล้วพิษที่ท่านดูดเข้าไปเล่า? ถูกท่านดูดซึมเข้าไปแล้วงั้นรึ?!” ใบหน้าของยูหลัวซีดเผือดเป็นกระดาษ
เพราะทันทีที่พิษหลอมรวมเข้ากับร่างกายได้อย่างสมบูรณ์...นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับว่าต่อให้ทวยเทพเสด็จลงมาก็ยากจะช่วยได้แล้ว
“ข้ามีเคล็ดวิชาพิเศษอยู่แขนงหนึ่งที่สามารถสลายพิษเหล่านี้ได้”
“เจ้าลองมองข้าดูสิ เหมือนคนโดนพิษตรงไหนกัน” ลู่เย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
เฉย
ยูหลัวจึงเงยหน้าขึ้นมอง…แต่ทว่าใบหน้าของลู่เย่กลับไม่มีความผิดปกติใดๆเลยแม้แต่น้อย
นี่ช่างแตกต่างจากนางโดยสิ้นเชิง เพราะทั้งแขนและใบหน้าของนางยังมีร่องรอยสีเขียวคล้ำจากการถูกพิษปรากฏให้เห็นอยู่
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พิษนี่มันร้ายกาจมากนะ ท่านแน่ใจหรือว่าจะรับมือไหวจริงๆ?”
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว…นอนลง”
ยูหลัว: “...”
เมื่อมองไปยังลู่เย่ที่จู่ๆก็ทำหน้าตาจริงจังขึ้นมา ไม่รู้ว่าเหตุใดในใจของยูหลัวจึงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง จากที่เดิมทีนางยังคิดจะพูดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ณ เวลานี้กลับไม่กล้าเอ่ยปากออกมาแม้แต่คำเดียว
นางทำได้เพียงนอนลงบนกองฟางในกระท่อมไม้ตามที่ลู่เย่บอกแต่โดยดี
นางเห็นเพียงแค่ลู่เย่วางมือข้างหนึ่งลงบนแขนของนาง และในชั่วพริบตา ไอพิษสีเขียวเข้มอันน่าสะพรึงกลัวสายแล้วสายเล่าก็ถูกส่งผ่านเข้าสู่แขนของลู่เย่
ในวินาทีต่อมา ยูหลัวก็เห็นว่าแขนทั้งข้างของลู่เย่พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และในขณะที่หัวใจของนางกำลังเต้นระทึกอยู่นั้นเอง สีเขียวคล้ำเหล่านั้นก็พลันสลายหายไปราวกับคลื่นที่ซัดกลับสู่ทะเล
“หา?”
เขามีวิธีจัดการกับพิษพวกนี้จริงๆงั้นหรือ?!
ครู่ใหญ่ต่อมา ยูหลัวมองแขนของตนที่กลับมาเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
เล่ห์กลอันชั่วร้ายที่เจ้าเฒ่าอินอู๋หยาวางเอาไว้ ถูกสลายไปง่ายๆเช่นนี้เลยหรือ?
“เดิมทีในมือของพวกมันน่าจะมีตัวยาแก้พิษที่สอดคล้องกันอยู่ แต่พวกมันคงจะกินเข้าไปล่วงหน้าจนหมดแล้ว มิเช่นนั้นก็คงไม่อาจอยู่ในป่าหมอกได้โดยไม่ได้รับผลกระทบหรอก” ลู่เย่ดึงฝ่ามือกลับมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ขอบคุณ...แต่ท่านไม่เป็นอะไรจริงๆใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไร พิษนี่ไม่ได้แก้ได้ยากอย่างที่เจ้าคิดหรอก อันที่จริงต่อให้ข้าไม่ช่วยเจ้าขจัดพิษ รออีกสักสองสามวัน ด้วยพลังของเจ้าก็สามารถขับมันออกมาได้ช้าๆอยู่ดี เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย”
“ขับออกมาน่ะพอทำได้อยู่ แต่ต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจอยู่มากโขเลยทีเดียว”
“คนอื่นล้วนแต่อยากจะป่าวประกาศความดีความชอบของตนให้ใหญ่โต...เเต่ทำไมท่านถึงได้ชอบลดทอนความดีความชอบของตัวเองเช่นนี้เล่า?” ยูหลัวกล่าวด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง
ลู่เย่แย้มยิ้ม ก่อนจะกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า
“อาจเป็นเพราะข้ามาจากสถานที่ซึ่งมีวัฒนธรรมสืบทอดกันมาอย่างยาวนานกระมัง”
“ท่านแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ” ยูหลัวจ้องมองใบหน้าของลู่เย่เขม็ง
“ในตอนแรก ข้าบอกให้ท่านไป ท่านก็ไม่ไป แถมยังจะดึงดันไปตามหาอินอู๋หยาอีก ต้องบอกเลยว่าในตอนนั้น ข้าคิดว่าท่านเป็นคนที่หยิ่งยโสโอหังเสียจริง ไม่รู้จักความน่าสะพรึงกลัวของอินอู๋หยาเอาเสียเลย”
“จนกระทั่งตอนหลัง ข้าถึงได้พบว่า ท่านไม่ได้หยิ่งยโส หากแต่เป็นความเชื่อมั่นในตนเองต่างหาก และคาดไม่ถึงเลยว่า...ท่านจะมีความสามารถพอที่จะสังหารอินอู๋หยาได้จริงๆ!”
มีความเชื่อมั่นแต่ไม่หยิ่งยโส ช่วยเหลือผู้อื่นแต่ไม่โอ้อวดความดีความชอบ กลับกันยังถ่อมตนอย่างยิ่ง
ยูหลัวยอมรับว่าตนเคยพบเจอผู้คนมามากมาย แต่กลับมีเพียงไม่กี่คนที่จะเป็นเหมือนหนุ่มน้อยในชุดผ้าป่านที่อยู่เบื้องหน้านางผู้นี้
ลู่เย่แย้มยิ้มจางๆก่อนจะกล่าวว่า
“เจ้าพักผ่อนฟื้นฟูพลังสักหน่อยก่อนเถอะ หลังจากนั้นค่อยออกเดินทางกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ยูหลัวจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงแล้วเริ่มฟื้นฟูพลังในทันที
ส่วนลู่เย่นั้น เขาเดินออกจากกระท่อมไม้ร้างของนายพรานซึ่งใช้เป็นที่พักชั่วคราวแห่งนี้ พอมาถึงด้านนอก เขาก็หยิบกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่งออกมา
อันที่จริง ชายชราที่ถูกผนึกอยู่ภายในนั้นได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วตั้งแต่ตอนที่ลู่เย่ลงมือสังหารเจ้านิกายโลหิตอสูรและผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายอัสนีครามในครั้งก่อน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ลู่เย่พยายามจะสื่อสารกับเขาอยู่เป็นระยะๆแต่ทว่ากลับไม่มีการตอบสนองใดๆกลับมาเลย
ลู่เย่ส่ายศีรษะเบาๆก่อนจะเก็บกล่องกลับเข้าไป
เดิมทีเขาอยากจะปล่อยเสี่ยวหลิงออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง แต่แหวนมิติกลับไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตเอาไว้ได้…หากจู่ๆตนหยิบสิ่งมีชีวิตออกมา ย่อมต้องทำให้ยูหลัวประหลาดใจเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงปล่อยให้อยู่ในหอหมื่นวิถีต่อไป
…..
อีกฟากหนึ่ง ณ เมืองลั่วฮวา ตระกูลเฉิน
เฉินหลิงเซียงได้เดินออกมาจากห้องลับเงียบๆ
นับตั้งแต่ที่นางกลับมาจากเมืองเมฆาใบไม้ในครั้งก่อน นางก็ได้เข้าสู่การปิดด่านฝึกตนจนกระทั่งบัดนี้จึงสิ้นสุดลง
ณ เวลานี้ ระดับพลังของนางได้ขยับเข้าใกล้ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่เข้าไปอีกก้าวหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
เดิมทีนางคิดจะกลับไปที่เรือนเล็กของตนเพื่อลงแช่น้ำอุ่นให้สบายตัวสักหน่อย แต่ทว่าในขณะที่เดินผ่านโถงใหญ่ของตระกูล ในใจของเฉินหลิงเซียงก็พลันปรากฏภาพของใครบางคนขึ้นมา…หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงเปลี่ยนทิศทางแล้วเดินตรงไปยังโถงใหญ่
ภายในโถงใหญ่นั้น เฉินติ่งสิง ประมุขตระกูลเฉิน กำลังนั่งจิบชาอยู่ เมื่อเห็นบุตรสาวของตนเดินเข้ามา เขาก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“หลิงเซียง เจ้าออกจากด่านแล้วรึ?”
เมื่อมองไปยังกลิ่นอายของเฉินหลิงเซียงที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนปิดด่านอยู่ส่วนหนึ่ง เฉินติ่งสิงก็พลันฉายแววภาคภูมิใจออกมาวูบหนึ่ง
“ดูท่าแล้ว การปิดด่านครั้งนี้ของเจ้าคงจะทำสำเร็จอีกแล้วสินะ เอาเป็นว่าหากขาดแคลนทรัพยากรใด ก็บอกพ่อได้ทุกเมื่อ”
เพราะนี่คือหน่ออ่อนแห่งตระกูลเฉินของพวกเขาผู้มีความหวังที่จะทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์มากที่สุด!
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ ทรัพยากรตอนนี้ยังพอมีอยู่ หากขาดเหลือเมื่อใด จะมาขอจากท่านพ่อเจ้าค่ะ”
เฉินหลิงเซียงกล่าวจบก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า
“ที่ข้ามานี่ ก็เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากจะเรียนให้ท่านพ่อทราบเจ้าค่ะ”
“โอ้? เรื่องอันใดรึ” เฉินติ่งสิงถามด้วยความอยากรู้
ต้องบอกว่าที่ผ่านมา เฉินหลิงเซียงเป็นศิษย์ในตระกูลที่โดดเด่นที่สุดมาโดยตลอด นอกจากเรื่องการฝึกตนแล้ว เรื่องอื่นๆก็แทบไม่ต้องให้ใครเป็นห่วงเลย
แต่บัดนี้เมื่อเฉินหลิงเซียงบอกว่ามีเรื่องจะพูด เฉินติ่งสิงก็เริ่มตั้งใจฟังขึ้นมา…เพราะเรื่องที่สามารถทำให้บุตรสาวคนนี้ต้องมาพูดด้วยตนเองโดยเฉพาะ ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างแน่นอน
เฉินหลิงเซียงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากออกมาว่า
“หากว่าลูกมีคนที่พึงใจแล้ว ทางตระกูลจะมองเรื่องนี้อย่างไรหรือเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ในตอนแรกเฉินติ่งสิงก็ถึงกับชะงักงันไป
มีคนในใจแล้วงั้นหรือ?
ก่อนหน้านี้ อู๋จวิ้นแห่งจวนเจ้าเมืองลั่วฮวาก็เคยตามเกี้ยวพาราสีบุตรสาวของตนอย่างร้อนแรงอยู่พักหนึ่ง…แต่ว่า ไหนหลิงเซียงไม่ได้สนใจอู๋จวิ้นเลยแม้แต่น้อยไม่ใช่หรือ อีกทั้งยังไม่เคยให้สีหน้าดีๆกับเขาเลยสักครั้ง
นอกเหนือไปจากนั้น ก็ไม่เคยเห็นบุตรสาวไปสนิทสนมใกล้ชิดกับคุณชายผู้มีความสามารถจากตระกูลใดเป็นพิเศษ
แล้วไฉนจู่ๆถึงได้มีคนในใจโผล่ขึ้นมาได้เล่า?
(จบตอน)