เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 167: ลู่เย่ช่วยนางขจัดพิษงั้นหรือ?!

บทที่ 167: ลู่เย่ช่วยนางขจัดพิษงั้นหรือ?!

บทที่ 167: ลู่เย่ช่วยนางขจัดพิษงั้นหรือ?!


บทที่ 167: ลู่เย่ช่วยนางขจัดพิษงั้นหรือ?!

และแล้วก็เป็นไปตามที่คาด เพียงชั่วอึดใจต่อมา ดวงจิตวิญญาณดวงหนึ่งก็ได้ลอยออกมาจากร่างไร้วิญญาณของอินอู๋หยา

อินอู๋หยาได้แต่ก่นด่าชิงชังอยู่ในใจ เพราะนี่เขาเพิ่งจะหลุดออกจากผนึกมาได้นานเท่าไหร่กันเชียว? ร่างกายที่อุตส่าห์หามาได้อย่างยากลำบาก กลับถูกทำลายย่อยยับในเวลาเพียงไม่กี่วัน!

เขาเหลือบมองไปรอบๆเมื่อสายตาจับจ้องไปยังชายชุดดำคนนั้น ในใจของอินอู๋หยาก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

กายาเทวะ! เพลงดาบระดับสวรรค์! แถมยังครอบครองวิชาพลังเหนือธรรมชาติที่ไม่รู้จักชื่ออีกหนึ่งกระบวนท่า!

ต้องบอกเลยว่าคุณสมบัติระดับนี้ ต่อให้ย้อนกลับไปในยุคเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปรมาจารย์ด้วยกัน ก็ยังนับว่าผิดมนุษย์มนาอย่างยิ่ง

เมื่อความคิดที่จะถอยหนีผุดขึ้นในใจ อินอู๋หยามองไปยังเหล่าผู้ฝึกตนสายมารที่ติดตามตนเองซึ่งบัดนี้ล้มตายไปกว่าครึ่ง พลันจิตวิญญาณของเขาก็ส่งคลื่นพลังผ่านความว่างเปล่าออกมาสายหนึ่ง เตรียมที่จะหลบหนีไปจากที่นี่

ลู่เย่ซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพลันหรี่ตาลงในทันที เพราะหากปล่อยให้อินอู๋หยาหนีไปได้ แล้วรอให้มันหวนกลับมาอีกครั้ง...เกรงว่าอันตรายจะตามมาอีกนับไม่ถ้วน!

ด้วยเหตุนี้ ลู่เย่จึงรีดเค้นปราณต้นกำเนิดระดับปรมาจารย์ออกมาจากทะเลปราณในตันเถียนอีกราวครึ่งหนึ่ง พร้อมกันนั้นแววตาของเขาก็พลันคมปลาบ ปราณดาบไร้ลักษณ์ทะลวงกายาสวรรค์สายที่สองก็ได้ถูกยิงออกไปในบัดดล!

เพียงชั่วครู่ต่อมา ในเสี้ยววินาทีที่จิตวิญญาณของอินอู๋หยากำลังจะพุ่งทะลุออกจากป่าหมอกไปได้นั้น เขาก็พลันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาคราหนึ่ง ก่อนที่ร่างวิญญาณจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!

ณ ลานกว้างในป่าหมอก ยูหลัวถึงกับยืนนิ่งอึ้งเป็นตอไม้ เมื่อมองไปยังร่างของลู่เย่ในชุดดำ ในแววตาของนางกลับฉายแววหวาดหวั่นออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาก็ใช้วิชาพลังเหนือธรรมชาติเป็นด้วยงั้นหรือ?!

แม้ว่าจะไม่รู้ว่านี่คือวิชาพลังเหนือธรรมชาติอะไร แต่ดูจากท่าทางแล้ว กลับดูเหี้ยมหาญและทรงอานุภาพยิ่งกว่าวิชาเนตรอสูรของอินอู๋หยาอยู่หลายส่วน!

….

ในบรรดาผู้ฝึกตนสายมารที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด อู๋เต๋อก็เป็นหนึ่งในนั้น

ในช่วงเวลาไม่ถึงสิบนาที อู๋เต๋อกลับรู้สึกราวกับว่าตนเองได้เดินทางจากสรวงสวรรค์ลงสู่นรกอเวจี!

เมื่อสิบนาทีก่อน อู๋เต๋อยังคงลิงโลดใจเปี่ยมด้วยความหวัง ถึงกับวาดฝันถึงอนาคตอันสดใส เขามโนภาพไปไกลว่าสักวันหนึ่ง จะได้เหยียบย่ำเทพธิดาเมฆาสีชาดผู้สูงส่งและหยิ่งทะนงแห่งแดนเหนือให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน

แต่พอสิบนาทีให้หลัง...แม้แต่ท่านผู้พิทักษ์จากนิกายเทพอสูรสวรรค์เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนที่เขาเทิดทูนบูชา กลับถูกสังหารลงตรงหน้า กระทั่งจิตวิญญาณสุดท้ายก็ยังไม่อาจรักษาไว้ได้!!

เมื่อมองไปยังเหล่าผู้ฝึกตนสายมารที่ถูกสังหารจนกลายเป็นกองศพ ในขณะที่ความหวาดกลัวอย่างสุดขีดกำลังเกาะกุมหัวใจของอู๋เต๋อ เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นในทิศทางที่ลู่เย่ทั้งสองคนยืนอยู่

“จอมยุทธ์ทั้งสอง...ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย!”

“ข้าคือศิษย์สายในของนิกายเมฆาสีชาด แต่เดิมถูกเจ้าปีศาจตนนี้ข่มขู่บังคับ ถึงได้จำใจเข้าร่วมกับมัน อันที่จริงแล้วข้าพยายามหาโอกาสรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมหนีออกจากถ้ำปีศาจแห่งนี้มาโดยตลอด!”

เมื่อเห็นว่าวิชาเนตรอสูรได้สลายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ลู่เย่จึงเก็บดาบยาวระดับสามัญกลับเข้าฝัก ก่อนจะพบว่าบนตัวดาบนั้นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยร้าว

ที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นการต่อสู้ที่เขาเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ข้อด้อยของดาบยาวระดับสามัญที่ทำจากวัสดุธรรมดาอย่างยิ่งจึงไม่เคยปรากฏออกมาให้เห็น…แต่ทว่าในตอนนี้ เมื่อต้องมาเจอกับปีศาจเฒ่าที่รับมือยากอย่างยิ่งยวดเช่นอินอู๋หยา จุดอ่อนร้ายแรงของมันก็พลันเผยออกมาในทันที

อันที่จริง หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ลู่เย่ตั้งใจใช้ปราณต้นกำเนิดห่อหุ้มมันเอาไว้ เกรงว่าในชั่วพริบตาที่ปะทะกับลำแสงมารจากเนตรไร้ขีดจำกัด มันก็คงจะแตกสลายไปแล้ว

แต่เมื่อคิดดูอีกที อย่างไรเสียก็เป็นของที่เจียงหลิงเยว่ซื้อมามอบให้ตน ลู่เย่จึงตัดสินใจเก็บมันไว้ในแหวนมิติ ถือเสียว่าเป็นของดูต่างหน้าชิ้นหนึ่ง

และในตอนนั้นเอง เสียงร้องขอชีวิตของอู๋เต๋อก็ดังมาถึงตรงนี้จนทำให้ลู่เย่ชะงักไปเล็กน้อย

เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่เข้ามาในป่าหมอก อินอู๋หยาสร้างแรงกดดันมหาศาลให้แก่เขา ลู่เย่จึงไม่มีแก่ใจจะไปใส่ใจเลยว่าเหล่าผู้ฝึกตนสายมารที่ติดตามมาแต่ละคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

แต่พอมองดูตอนนี้ กลับพบว่าเป็นอู๋เต๋อ ศิษย์นิกายเมฆาสีชาดคนนั้นจริงๆ

ในขณะเดียวกัน ยูหลัวไม่สนใจว่าใครจะมาจากนิกายเมฆาสีชาดหรือไม่ นางไล่สังหารเหล่าผู้ฝึกตนสายมารที่พยายามจะหลบหนีไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เพียงครู่ต่อมา นางก็ได้มาถึงเบื้องหน้าของอู๋เต๋อที่กำลังร้องขอชีวิตอยู่

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษในชุดคลุมดำที่ดูราวกับ "ปีศาจ" ความหวาดกลัวต่อความตายก็ถาโถมเข้าใส่ อู๋เต๋อขาสองข้างพลันอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกับพื้น

ก็เพราะหากไม่กลัวตาย อู๋เต๋อก็คงไม่ยอมตกลงเป็นผู้ติดตามของอินอู๋หยา แล้วเปลี่ยนมาฝึกฝนเคล็ดวิชาบรรพจารมารสวรรค์หรอก

แต่แล้ว ในขณะที่จิตสังหารอันเย็นเยียบของบุรุษชุดคลุมดำกำลังปกคลุมร่างของเขาอยู่นั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากบุรุษชุดดำที่อยู่ห่างออกไป

“เดี๋ยวก่อน เจ้าไปจัดการคนอื่นเถอะ คนผู้นี้ข้าจัดการเอง”

ยูหลัวหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไรมากความ

กล่าวได้ว่า หากในตอนแรกลึกๆแล้วยูหลัวคิดว่าลู่เย่ที่อยู่ไกลออกไปนั้นเป็นเพียงบุรุษผู้โชคดีที่ได้เกาะขาใหญ่ของท่านประมุข พอผ่านการต่อสู้ในวันนี้ ยูหลัวกลับพบว่า...ดูเหมือนเขาเองก็ไม่ธรรมดาอย่างยิ่งเช่นกัน!

อย่างน้อยที่สุด แม้ตัวนางจะมีพลังยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นที่เก้าช่วงต้น แต่ในสภาพที่แบกรับผนึกต้องห้ามเอาไว้ ยูหลัวก็ยังมั่นใจว่าสามารถจัดการกับเฒ่าสารเลวแห่งนิกายเทพอสูรสวรรค์ได้

ทว่านางกลับไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดนัก ว่าจะสามารถเอาชนะลู่เย่ผู้สำแดงกายาเทวะออกมาได้…ดังนั้น สำหรับสถานะ "สามีของท่านประมุข" นี้ ยูหลัวก็ยิ่งยอมรับมันได้มากขึ้นเรื่อยๆ

อู๋เต๋อพลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รู้สึกราวกับเพิ่งรอดชีวิตกลับมาจากปากประตูผีมาหมาดๆ

ลู่เย่ก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว ร่างก็วาบมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของอู๋เต๋อ

“ขอบคุณจอมยุทธ์! ขอบคุณจอมยุทธ์!” อู๋เต๋อรีบกล่าวอย่างร้อนรน

“ข้าคือศิษย์นิกายเมฆาสีชาด ได้รับความไว้วางใจจากสำนักเป็นอย่างสูง นี่คือป้ายศิษย์ของข้า โปรดท่านจอมยุทธ์ตรวจสอบ...”

“ไม่ต้องหรอก”

“เเละเจ้าควรจะรู้จักข้า”

สิ้นเสียงนั้น ลู่เย่ก็ดึงผ้าปิดหน้าของตนลง

ในตอนแรกอู๋เต๋อยังคงรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เพราะยอดฝีมือระดับที่เทียบเคียงได้กับเจ้าสำนัก หรืออาจจะเหนือกว่าเทพธิดาเมฆาชาดเสียด้วยซ้ำเช่นนี้ ตัวเขาอู๋เต๋อจะไปรู้จักได้อย่างไร?

แต่ทว่า เมื่อลู่เย่ดึงผ้าปิดหน้าลง ใบหน้าของอู๋เต๋อก็พลันซีดเผือดเป็นกระดาษ

เขาจะไม่รู้จักคนคนนี้ได้อย่างไรกัน?!

ชีวิตเขาจากศิษย์สายในที่เคยได้รับความสำคัญพอสมควร ต้องมาตกอับก็เพราะเข้าร่วมงานแต่งงานเข้ารับสู่ตระกูลของลู่เย่ เพียงเพราะคำพูดผิดพลาดพลั้งปากไปประโยคเดียวหลังดื่มสุรา

พอกลับไปถึงสำนัก สถานะของเขาก็ดิ่งลงเหวในชั่วข้ามคืน มิหนำซ้ำยังถูกส่งไปบุกเบิกที่ทุ่งร้างหินดำอีก!...ต้องบอกว่าตอนที่อยู่ที่ทุ่งร้างหินดำนั้น อู๋เต๋อสาปแช่งลู่เย่อยู่แทบทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ในวันนี้ ณ ป่าหมอกพิษแห่งนี้...เขาจะได้มาเห็นหน้าบุตรเขยตระกูลเจียงคนนี้อีกครั้ง?!

“เจ้า...เจ้าเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ไปได้อย่างไร?!!”

สติสัมปชัญญะของอู๋เต๋อทั้งคนพลันจมดิ่งลงสู่ภวังค์แห่งความสับสนและความหวาดกลัว…เมื่อสองปีก่อน ลู่เย่ยังเป็นเพียงศิษย์รับใช้ที่เขาเป็นคนพาตัวไปส่งให้กับตระกูลเจียงด้วยตัวเองอยู่เลย

เมื่อเทียบกับความเร็วในการเลื่อนขั้นอันน่าสะพรึงกลัวของลู่เย่แล้ว อู๋เต๋อก็พลันหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เพราะเคล็ดวิชาบรรพจารมารสวรรค์ที่ตนเปลี่ยนมาฝึกฝนนั้น ณ เวลานี้กลับดูน่าขันสิ้นดี

แต่ถึงอย่างนั้น ในใจของเขาก็ยังคงหลงเหลือความหวังที่จะมีชีวิตรอดอยู่ริบหรี่ อู๋เต๋อจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ

“ข้ารู้ว่าข้าทำผิดต่อเจ้า ข้ามันไม่ใช่คน แต่เห็นแก่ที่เราต่างก็เคยเป็นศิษย์นิกายเมฆาสีชาดด้วยกัน...จะปล่อยข้าไปได้หรือไม่? ข้าขอร้องล่ะ ศิษย์น้องลู่เย่!”

ลู่เย่แค่นหัวเราะเย็นชาคราหนึ่ง ปล่อยเจ้างั้นรึ?

เปรี้ยงงงง

และในตอนนั้นเอง การโจมตีอันเหี้ยมโหดสายหนึ่งก็พลันฟาดลงมาอย่างกะทันหัน

…ศีรษะของอู๋เต๋อพลันแยกออกจากร่างอย่างเด็ดขาด และก่อนสิ้นใจ บนใบหน้าของเขายังคงปรากฏร่องรอยแห่งความหวาดกลัวและการอ้อนวอนค้างอยู่

ลู่เย่หันไปมอง ก็เห็นยูหลัวเดินมาจากด้านข้าง

“ทำไมเจ้าถึงลงมือล่ะ?”

“มันบอกว่ามันทำผิดต่อเจ้า นั่นก็ย่อมหมายความว่ามันต้องเคยทำเรื่องเลวร้ายกับเจ้ามาก่อน คนแบบนี้สมควรตาย”

“ข้ากลัวว่าเจ้าจะใจอ่อน ก็เลยลงมือเสียเลย”

ลู่เย่ส่ายศีรษะเบาๆอันที่จริงแล้วเขาไม่เคยคิดจะปล่อยศัตรูไปอยู่แล้ว

เพียงครู่ต่อมา ลู่เย่ก็หยิบผงสลายกระดูกออกมา หลังจากเก็บรวบรวมของที่ริบมาได้จากศพในบริเวณนี้แล้ว เขาก็จัดการกับซากศพทั้งหมดจนสิ้นซาก

…..

จากนั้นไม่นาน

ณ เวลานี้ ใบหน้าของยูหลัวเริ่มกลายเป็นสีเขียวคล้ำ เพราะพิษได้กำเริบขึ้นมาอย่างเต็มที่แล้ว

“รีบไปกันเถอะ...พิษนี่มันร้ายกาจอยู่หน่อย” ยูหลัวรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย นางจึงดึงลู่เย่ให้ออกไปจากป่าหมอกพิษอย่างรวดเร็ว

ห่างออกไปกว่าร้อยลี้ ณ ข้างลำธารสายหนึ่ง ยูหลัวดื่มน้ำใสสะอาดจากลำธารเข้าไปเป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าพิษกำลังลุกลามไปทั่วร่างกาย

“ข้าทนไม่ไหวแล้ว แล้วเจ้าล่ะ?”

นางหันศีรษะไปมองลู่เย่ที่อยู่ข้างๆและพอพูดจบ ศีรษะของนางก็พลันเอียงวูบ ร่างทั้งร่างกำลังจะล้มคะมำลงไปบนหาดหิน

เมื่อเห็นนางกำลังจะล้มลงไปทั้งอย่างนั้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็ยื่นมือออกไปช่วยประคองไว้

เขามองไปยังใบหน้าที่มักจะดูเย็นชาอยู่เสมอซึ่งบัดนี้กลับกลายเป็นสีเขียวคล้ำ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆแล้วจึงพาร่างที่หมดสติของยูหลัวจากไปจากที่แห่งนั้น

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ยูหลัวก็ได้ฝันไปเรื่องหนึ่ง

ในความฝันนั้น หนุ่มน้อยในชุดผ้าป่านคนที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงคนที่โชคดีได้เกาะขาใหญ่ของท่านประมุข กำลังยื่นมือข้างหนึ่งออกมา ช่วยดูดซับพิษที่แพร่กระจายอยู่ในร่างกายของนาง

เมื่อฝันถึงฉากนี้ ยูหลัวก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้…เพราะมันจะเป็นไปได้อย่างไร?

พิษนั่นร้ายกาจถึงเพียงนั้น ขนาดนางเองยังพลาดท่า แล้วลู่เย่จะรอดพ้นไปได้อย่างไรกัน?

ป่านนี้คงจะล้มพับเพราะพิษอยู่ริมลำธารเหมือนกับนางแล้วกระมัง?

แต่ทว่า ความฝันนี้กลับยิ่งมายิ่งพิสดาร และแล้วในฉับพลันนั้นเอง ยูหลัวก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้นมา

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 167: ลู่เย่ช่วยนางขจัดพิษงั้นหรือ?!

คัดลอกลิงก์แล้ว