- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 157: ประมุขลึกลับแห่งนิกายยูหลัว
บทที่ 157: ประมุขลึกลับแห่งนิกายยูหลัว
บทที่ 157: ประมุขลึกลับแห่งนิกายยูหลัว
บทที่ 157: ประมุขลึกลับแห่งนิกายยูหลัว
สิ่งที่ทำให้หรูเสวี่ยรู้สึกเสียดายอยู่บ้างก็คือ เมื่อนางเอ่ยปากชวนเขาให้เดินทางไปยังดินแดนบูรพาด้วยกันในตอนนั้น เขากลับปฏิเสธโดยตรง...โดยให้เหตุผลว่ามีนัดอยู่แล้ว
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอตัวกลับล่วงหน้าเลยดีกว่า"
อันที่จริงแล้ว นางเป็นคนของดินแดนบูรพาอยู่แล้ว การที่มายังเมืองเมฆาใบไม้แห่งเเดนเหนือ ก็เป็นเพียงการมาพำนักอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
หลังจากเดินออกจากสมาคมการค้าไป่ชวนแล้วโผล่ออกมาจากตรอกแห่งหนึ่ง ลู่เย่ก็เงยหน้าขึ้นมองแสงตะวัน ตอนนี้น่าจะใกล้เข้าสู่ช่วงบ่ายแล้ว
เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็ยังไม่รีบร้อนที่จะกลับ แต่ตัดสินใจออกจากเมืองเมฆาใบไม้อีกครั้งเพื่อหาสถานที่อันเงียบสงบ แล้วตั้งใจว่าจะดูดซับพลังจากผลึกปราณสักสองเม็ดก่อนค่อยว่ากัน
…
ภายในจวนตระกูลเจียง เจียงชิงเกอและเจียงหลิงเยว่กลับมาถึงได้สักพักใหญ่แล้ว
เจียงหลิงเยว่เองก็ตั้งใจแวะมานั่งเล่นที่ลานเรือนของพี่สาวอยู่ครู่หนึ่ง และก็ไม่เห็นเงาของลู่เย่จริงๆด้วย
"ข้าบอกแล้วว่าคนอย่างเขาน่ะต้องกำลังยุ่งอยู่เป็นแน่ มิเช่นนั้นแล้ว ก็น่าจะออกไปดูการต่อสู้นอกเมืองด้วยเหมือนกันนั่นแหละ" เจียงชิงเกอกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"จริงด้วยสินะเจ้าคะ!"
"น่าเสียดายจังเลยเจ้าค่ะ ท่านพี่เขยไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาได้ไปดู บางทีอาจจะได้อะไรดีๆกลับมาบ้างก็ได้นะเจ้าคะ" เจียงหลิงเยว่รู้สึกเสียดายแทนพี่เขยของตนอยู่บ้าง
เจียงชิงเกอพยายามอมยิ้ม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความเสียดายว่า
"นั่นสินะ...ก็น่าเสียดายอยู่จริงๆนั่นแหละ คนอะไร มาหายตัวไปตอนช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ได้"
"ใช่ไหมล่ะเจ้าคะ? ขนาดท่านพี่ยังคิดว่าน่าเสียดายเลย" เจียงหลิงเยว่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยสุดๆ
"เอ้อ จริงสิหลิงเยว่ คราวก่อนที่เจ้าถามเรื่องอะไรแปลกๆพวกนั้นน่ะ..."
"ข้าเห็นว่าหลังจากนั้น เวลาที่เจ้าไปโรงครัวทีไร ก็มักจะชอบตักพวกฟักอะไรพวกนั้นมา...มันได้ผลบ้างหรือเปล่า?" เจียงชิงเกอเอ่ยขึ้นมาอย่างแนบเนียน
"หืมมม?!"
เจียงหลิงเยว่ถึงกับงงงันไปชั่วขณะ เหตุใดท่านพี่ถึงได้เริ่มถามเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาด้วยเล่า?!
ในวินาทีนั้นเอง ความรู้สึกถึงวิกฤตอันเข้มข้นก็พลันผุดขึ้นมาในใจของเจียงหลิงเยว่
ท่านพี่ก็สมบูรณ์แบบขนาดนี้อยู่แล้ว...ถ้าหากปล่อยให้นาง ‘ใหญ่’ ขึ้นไปอีก แล้วตัวเองจะเอาอะไรไปสู้ล่ะ!
ด้วยเหตุนี้ เจียงหลิงเยว่จึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ไม่ได้ผลเลยเจ้าค่ะ ไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย!"
ไม่ได้ผลหรอกรึ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของเจียงชิงเกอก็พลันรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย
"ท่านพี่เจ้าคะ ท่านจะมาใส่ใจเรื่องแบบนี้ไปทำไมกัน ท่านน่ะสมบูรณ์แบบในทุกๆด้านอยู่แล้ว ไม่ได้ขาดเหลืออะไรเลยนะเจ้าคะ" เจียงหลิงเยว่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เพราะกลัวว่าหากอยู่นานกว่านี้ ท่านพี่อาจจะถามเรื่องแปลกๆขึ้นมาอีก เจียงหลิงเยว่จึงรีบกล่าวว่า
"เอ่อ...ข้ากลับไปฝึกยุทธ์ก่อนนะเจ้าคะ ไว้เจอกันใหม่เจ้าค่ะท่านพี่"
...
ณ ดินแดนโกลาหล, นครโกลาหล
ตามปกติแล้ว ภายในนครโกลาหลแห่งนี้ แทบจะสามารถพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์เปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือดนอกเมืองได้ตลอดเวลา…ทว่าในวันนี้ บรรยากาศภายในนครโกลาหลกลับ "ปรองดอง" กันเป็นพิเศษ
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มีสีหน้าดุร้ายมากมาย ต่างพากันทอดสายตาไปยังที่ตั้งของนิกายโลหิตอสูรด้วยความยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น
หลายคนต่างรู้ดีว่า ขุมกำลังที่เคยผงาดง้ำอย่างองอาจในดินแดนโกลาหลแห่งนี้...กำลังจะถึงคราวล่มสลายแล้ว!
เพราะถึงอย่างไร ข่าวที่ว่าประมุขนิกายโลหิตอสูรถูกสังหารด้วยกระบวนท่าเดียว ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วนครโกลาหลผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้ว่ากำลังพลที่เหลืออยู่ของนิกายโลหิตอสูรจะไม่ได้อ่อนแอจนเกินไปนัก และยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเหนือสวรรค์เหลืออยู่อีกหลายคน…แต่ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่อีกสามขุมกำลังที่เหลือต่างก็มียอดฝีมือระดับปรมาจารย์อยู่ด้วยนั้น พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะที่รอวันถูกเชือด
….
ในวินาทีต่อมา ณ หัวมุมถนน ขบวนคนกลุ่มหนึ่งก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ
เมื่อดูจากเป้าหมายแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังมุ่งตรงไปยังที่ตั้งของนิกายโลหิตอสูร และในเวลาเดียวกันนั้นเอง จากอีกฟากหนึ่งของถนน ก็มีคนอีกกลุ่มปรากฏตัวขึ้น ผู้นำของพวกเขามีสีหน้าหยิ่งผยองและแผ่กลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาออกมา
เหล่าไทยมุงที่ตั้งใจมารอดูสถานการณ์อยู่ริมถนนหน้านิกายโลหิตอสูร พลันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันใด
...ละครฉากเด็ดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!
คนทั้งสองกลุ่มที่มาถึงนั้น ก็คือสองขุมกำลังใหญ่ที่เหลือซึ่งมียอดฝีมือระดับปรมาจารย์อยู่ในครอบครองแห่งดินแดนโกลาหลนั่นเอง!
นิกายเงาอสูร และ นิกายอินทรีเหล็ก
ผู้ฝึกยุทธ์บางคนรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง สองขุมกำลังใหญ่นี้ หากนับรวมนิกายโลหิตอสูรที่ประมุขนิกายเพิ่งจะตายไปเข้าไปด้วย ก็ล้วนเป็นสามในสี่ขุมกำลังใหญ่แห่งดินแดนโกลาหล…แต่พวกเขากลับไม่ใช่ขุมกำลังที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุด
"แปลกจริง ทั้งนิกายเงาอสูรและนิกายอินทรีเหล็กต่างก็มากันแล้ว...แล้วนิกายยูหลัวเล่า?"
"นั่นสิ หรือว่านิกายยูหลัวจะไม่สนใจทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ของนิกายโลหิตอสูรกัน?....ถึงอย่างไร ของที่มีค่าที่สุดอย่างเช่นผลึกปราณซึ่งมีประโยชน์ต่อยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ส่วนใหญ่ก็น่าจะอยู่บนตัวของประมุขนิกายโลหิตอสูรไปหมดแล้ว"
"อาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆก็ได้ ถึงแม้ว่านิกายยูหลัวจะถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสี่ขุมกำลังใหญ่แห่งดินแดนโกลาหลร่วมกับอีกสามนิกายที่เหลือ แต่พวกเราต่างก็รู้ดีแก่ใจว่า ต่อหน้านิกายยูหลัวแล้ว...สามขุมกำลังใหญ่นี้ต้องรวมพลังกัน ถึงจะพอต้านทานพวกเขาได้"
"ใช่แล้ว ข้าจะบอกความลับสุดยอดให้พวกเจ้าฟังอีกเรื่องหนึ่ง แต่ห้ามเอาไปพูดต่อเด็ดขาดนะ! มีครั้งหนึ่งข้าไปดื่มเหล้ากับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ในนิกายยูหลัว แล้วเจ้านั่นก็เผลอหลุดปากออกมาโดยไม่ตั้งใจ เขาบอกว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่ของนิกายยูหลัวน่ะ ไม่ได้เห็นดินแดนโกลาหลอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย! เหตุผลที่นิกายยูหลัวมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ก็เพื่อตามหาอะไรบางอย่างอยู่ต่างหาก..."
คำพูดนี้ ทำเอาเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังเงี่ยหูฟังอยู่โดยรอบต่างก็พากันตกตะลึงไปตามๆกัน
นิกายยูหลัว...กำลังตามหาอะไรกัน?
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชายผู้นี้พูดก็ไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด ประมุขของนิกายยูหลัวนั้นลึกลับกว่าผู้นำของอีกสามขุมกำลังที่เหลืออยู่มากนัก
หลายคนที่อาศัยอยู่ในนครโกลาหลมานานหลายปี แม้กระทั่งไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของประมุขนิกายยูหลัวเลยด้วยซ้ำ
เพียงแค่ได้ยินมาว่า ประมุขนิกายยูหลัวมักจะสวมใส่ชุดคลุมสีดำตัวใหญ่ที่บดบังรูปร่างเอาไว้ตลอดทั้งปี และมีพลังฝีมือสูงส่งอย่างยิ่ง
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขาเพิ่งมาถึงใหม่ๆที่นี่ก็มีสามขุมกำลังใหญ่หยั่งรากฝังลึกอยู่ก่อนแล้ว….และการที่จะต้องมีขุมกำลังที่เหนือกว่าโผล่ขึ้นมาอีกหนึ่ง เพื่อที่จะมาแบ่งปันทรัพยากรในดินแดนโกลาหลแห่งนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่สามขุมกำลังใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ดังนั้น ในวันที่สองหลังจากที่ประมุขนิกายยูหลัวเดินทางมาถึงดินแดนโกลาหลเพียงลำพังและประกาศว่าจะก่อตั้งนิกายยูหลัวขึ้น สามขุมกำลังใหญ่ต่างก็ส่งผู้อาวุโสของตนไปยังที่นั่นทันที
แต่ใครจะคาดคิดว่า เพียงไม่ถึงสิบนาที ผู้อาวุโสระดับเหนือสวรรค์ขั้นปลายทั้งสามคนก็ถูกหักขาไปคนละข้าง! อีกทั้งยังถูกฝากคำพูดกลับมาด้วยว่า หวังว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่ถ้าหากพวกเขาไม่ต้องการจะรักษาหน้า...ประมุขนิกายยูหลัวก็จะช่วยพวกเขา ‘รักษาหน้า’ เอง
ผู้นำทั้งสามของขุมกำลังใหญ่ต่างก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟในทันที ทว่าจากคำบอกเล่าของเหล่าผู้อาวุโสที่กลับมา ประมุขนิกายยูหลัวผู้สวมชุดคลุมสีดำนั้น เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ของแท้อย่างแน่นอน และมีวิธีการที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
แต่ว่า...ในบรรดาผู้นำทั้งสาม ใครกันบ้างที่จะไม่ใช่ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์?
คราวนี้ ผู้นำทั้งสามคน ซึ่งรวมถึงประมุขนิกายโลหิตอสูรด้วย ก็ได้เดินทางไปยังที่นั่นพร้อมกัน เพื่อต้องการจะสั่งสอนคนนอกที่บังอาจมายื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับดินแดนโกลาหลให้ได้รู้สำนึกเสียบ้าง
และจากนั้น...ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย
นิกายยูหลัวได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างราบรื่นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และจนถึงบัดนี้ก็เป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ปัจจุบัน นิกายแห่งนี้ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนโกลาหล
...
ในขณะเดียวกัน ณ เเดนเหนือ, บึงพงไพรทมิฬ
บึงพงไพรทมิฬที่โดยปกติแล้วแทบจะไม่มีผู้คนย่างกรายเข้ามาตลอดทั้งปี บัดนี้บริเวณรอบนอกกลับปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งที่ปกคลุมร่างกายทั้งหมดไว้ด้วยชุดคลุมสีดำตัวใหญ่
ดูเหมือนว่าคนในชุดคลุมสีดำจะมีเป้าหมายของตนเองอยู่แล้ว หลังจากที่เข้ามาในบึง เขาก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อผ่านบริเวณบึงโคลนที่เต็มไปด้วยจระเข้บึง และมองเห็นจระเข้บึงแต่ละตัวที่กำลังแหวกว่ายตรงเข้ามาหาตนราวกับต้องการจะลิ้มลองอาหารมื้อใหญ่ ในส่วนลึกของดวงตาของคนในชุดคลุมสีดำ ก็พลันปรากฏประกายแสงอันเยียบเย็นราวกับมาจากขุมนรกอันลึกล้ำวาบผ่านไป
วินาทีต่อมา...จระเข้บึงทั้งหมดในรัศมีหลายลี้ ก็พลันสิ้นใจราวกับถูกสังหารด้วยการโจมตีอันไร้รูปร่าง บนร่างของพวกมันมีไอสีดำทมิฬแห่งยมโลกจางๆผุดขึ้นมา!
(จบตอน)