- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...
บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...
บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...
บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...
เมื่อได้ยินเสียงใครบางคนเอ่ยทักทายจากด้านข้าง เจียงชิงเกอซึ่งปกติมักจะวางท่าทีเย็นชาก็หันขวับไปมองทันที
“ท่านคือ...ท่านผู้อาวุโสเถียน?”
ทันใดนั้น เจียงชิงเกอก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
คนที่ดูเหมือนคุณปู่ใจดี มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาผู้นี้ ที่แท้ก็คืออดีตบรรพบุรุษขอบเขตเหนือสวรรค์ของตระกูลเถียนนั่นเอง
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลเถียนแล้วก็ตาม แต่ด้วยพลังฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ของเขาก็ยังคงปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงนี้
ในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ เขายังคงนับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือเพียงไม่กี่คน
เพียงแต่ว่า ในความทรงจำของเจียงชิงเกอนั้น ดูเหมือนว่าปกติแล้วอดีตบรรพบุรุษตระกูลเถียนผู้นี้ จะไม่ใช่คนที่ดูอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผู้คนถึงขนาดนี้เลยนี่นา
“ใช่แล้ว คือข้าเอง คุณหนูเจียงต้องดูแลกิจการมากมาย ยังไงก็ควรจะใส่ใจพักผ่อนให้มากหน่อยนะ”
เถียนชิงมองใบหน้าที่ดูอ่อนล้าอยู่บ้างของเจียงชิงเกอ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง
“หากเหนื่อยจนล้มป่วยไป มีหวังว่าคงมีบางคนต้องปวดใจเป็นแน่”
แต่ก่อนตอนที่เถียนชิงยังดำรงตำแหน่งบรรพบุรุษตระกูลเถียน เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการปิดด่านฝึกตนในห้องลับ น้อยครั้งนักที่จะสนใจข่าวซุบซิบของเด็กรุ่นหลังที่เกิดขึ้นภายนอก
ดังนั้น เขาจึงไม่รู้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจียงชิงเกอกับลู่เย่นั้น เป็นเพียงสามีภรรยาแค่ในนามเท่านั้น
ณ เวลานี้ เขาจึงเผลอคิดไปเองว่าคนทั้งสองน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ปรองดองและรักใคร่กันดี ถึงได้เอ่ยคำพูดเช่นนั้นออกไป
ยิ่งในตอนนี้ หลังจากที่แยกตัวออกจากตระกูลเถียนแล้ว เขาก็ยิ่งไม่มีเครือข่ายข่าวกรองขนาดใหญ่ไว้คอยรวบรวมข้อมูลจากทั่วสารทิศเหมือนเคย จึงยังคงไม่ล่วงรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของทั้งคู่
เเละพอเจียงชิงเกอได้ฟังเช่นนั้น นางก็อดที่จะชะงักไปไม่ได้
ถ้านางเหนื่อยจนล้มป่วย...จะมีคนปวดใจงั้นหรือ?
ใครกันล่ะ?
เดิมทีนางไม่ได้สนใจเรื่องทำนองนี้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อมองดูสีหน้าที่ยิ้มแย้มของเถียนชิง ประกอบกับนึกขึ้นได้ว่าคราวก่อนที่เจ้าคนน่าชังนั่นกลับมายังตระกูลเจียง...
ตอนนั้น…ดูเหมือนว่าเขาจะมาพร้อมกับเถียนชิงที่อยู่ตรงหน้านี่!
ด้วยเหตุนี้เอง ราวกับมีบางอย่างดลใจ เจียงชิงเกอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป
“ไม่ทราบว่าคนที่ท่านผู้อาวุโสเถียนพูดถึง...คือผู้ใดหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นว่าเจียงชิงเกอเอ่ยถาม เถียนชิงก็กล่าวตอบด้วยรอยยิ้มว่า
“ก็ย่อมต้องเป็นคุณชายลู่เย่สิ…จะเป็นใครไปได้เล่า”
ทันทีที่คำว่า “ลู่เย่” หลุดออกมาจากปาก เจียงชิงเกอก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
เขา...เขาจะปวดใจเพราะข้าด้วยอย่างนั้นรึ?!
ตามหลักเหตุผลแล้ว เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่ลู่เย่มีต่อนางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ เจียงชิงเกอก็ไม่เชื่อในทันทีโดยสัญชาตญาณ
เพราะว่าที่ผ่านมา นางพยายามแสดงไมตรีจิตให้เขาเห็นหลายต่อหลายครั้ง แต่เขา...เจ้าคนน่าชังนั่นกลับเอาแต่บอกให้นางไปกินยาอยู่ร่ำไป
แต่ว่า ในฐานะผู้อาวุโสแล้ว ดูจากที่เถียนชิงกลับมาพร้อมกับลู่เย่ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็น่าจะดีไม่น้อย
ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องมาหลอกลวงตนเอง...
ความคิดทั้งสองอย่างปะทะกันอยู่ภายในใจของเจียงชิงเกอ ก่อให้เกิดความรู้สึกสับสนซับซ้อนขึ้นมาในเบื้องลึก
หรือว่า...เขายังเป็นห่วงเป็นใยนางอยู่จริงๆ?
เพียงแต่เป็นเพราะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองเอาไว้ เขาจึงไม่เคยแสดงมันออกมาต่อหน้านางเลยอย่างนั้นหรือ?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว เจียงชิงเกอก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
หากว่ากาลเวลาย้อนกลับไปได้ เมื่อตอนนั้นนางจะไม่พูดจาทำร้ายจิตใจเขาเช่นนั้นเป็นอันขาด
น่าเสียดาย... ที่กาลเวลาก็เปรียบดั่งสายน้ำ มีแต่จะไหลไปข้างหน้าเสมอ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเถียนที่บอกให้ข้าทราบเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว”
เจียงชิงเกอโค้งคำนับให้เถียนชิงอย่างนอบน้อม จากนั้นดวงตาของนางกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
ในจังหวะนั้นเอง ร่างของชายผู้หนึ่งซึ่งมีสีหน้าหยิ่งผยอง ก็เดินมุ่งตรงมายังร้านของเถียนชิงทันที
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เเล้วมองเห็นเจียงชิงเกอในชุดสีขาวเรียบง่ายทว่ากลับงดงามเหนือใครยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าร้าน
ทันใดนั้นในแววตาของเขาก็พลันฉายประกายแห่งความตะลึงงันออกมาวูบหนึ่ง
คาดไม่ถึงเลยว่า ในเมืองเล็กๆชายขอบแดนเหนืออย่างเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ จะมีสตรีที่มีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้อยู่ด้วย
แม้แต่ในดินแดนตะวันออกอันกว้างใหญ่ไพศาล ชายผู้นี้ก็ยังไม่เคยเห็นใครที่มีรูปโฉมเหนือกว่าสตรีในชุดขาวที่อยู่ไม่ไกลนี้มาก่อน
ด้านข้าง….เมื่อมองเห็นผู้มาใหม่ สีหน้าของเถียนชิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ชายผู้นี้ก็คือหนึ่งในสมาชิกหน่วยปราบมารจากแดนตะวันออกที่เพิ่งจะผ่านมาหน้าร้านไปเมื่อครู่นี้เอง
ถึงแม้จะไม่ใช่หัวหน้าหน่วย และมีพลังฝีมือเพียงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้า
แต่ด้วยฐานะของเขา แม้แต่เจ้าเมืองเมฆาใบไม้เองก็ยังไม่อยากจะล่วงเกินโดยง่าย
“แขกผู้มีเกียรติท่านนี้ ต้องการจะซื้อสิ่งใดหรือขอรับ?”
เมื่อเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องไปที่เจียงชิงเกอเป็นอันดับแรก เถียนชิงก็รีบเอ่ยปากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขาทันที
นับว่ายังโชคดี ที่ถึงแม้ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าผู้นี้จะรู้สึกว่าสตรีในชุดขาวนั้นงดงามจนน่าตกตะลึง และสามารถเทียบเคียงกับสองเทพธิดาแห่งแดนตะวันออกที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดได้เลยก็ตามที
แต่กฎที่ว่า "ห้ามล่วงเกินสตรีท้องถิ่น" ก็เป็นคำสั่งที่ท่านแม่ทัพใหญ่กำชับนักกำชับหนามาตั้งแต่แรกแล้ว
หากพบว่ามีผู้ใดฝ่าฝืน จะต้องถูกลงโทษอย่างหนักสถานเดียว
บรรดาหัวหน้าหน่วยย่อยนั้นล้วนมีพลังฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ ส่วนท่านแม่ทัพใหญ่ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงและคอยควบคุมหน่วยย่อยเหล่านี้ ก็เป็นผู้ที่มีพลังอยู่เหนือขอบเขตเหนือสวรรค์ขึ้นไปอีก...นั่นคือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง!
เขตแดนตะวันออกนั้นกว้างใหญ่กว่าเขตแดนทางเหนือ อีกทั้งระดับยุทธ์โดยรวมก็สูงกว่าเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้น ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ในแดนตะวันออก ก็ยังคงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงสุดที่สามารถครองความเป็นใหญ่ในดินแดนส่วนหนึ่งได้อยู่ดี
และก็มีเพียงท่านแม่ทัพใหญ่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือแม้ในแดนตะวันออกเท่านั้น ที่จะสามารถควบคุมเหล่ายอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่หยิ่งผยองและพยศร้ายเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
สุดท้ายเมื่อได้สติ ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าผู้นั้นจึงละสายตากลับมา แล้วเอ่ยถามว่า
“ได้ยินว่าที่นี่มีแหวนมิติขายใช่หรือไม่? ข้าขอดูหน่อย”
เถียนชิงยิ้มแล้วตอบว่า
“ต้องขออภัยแขกผู้มีเกียรติด้วยขอรับ แหวนมิตินั้นมีอยู่จริง แต่ว่าเพิ่งจะถูกลูกค้ารายอื่นซื้อไปเมื่อครู่นี้เอง”
ในขณะเดียวกัน ในใจของเถียนชิงก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ยอดฝีมือจากแดนตะวันออกนี่ร่ำรวยกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ยังไม่ทันจะก้าวสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ด้วยซ้ำ ก็สามารถนำเงินเก็บอย่างน้อยห้าแสนตำลึงออกมาใช้ได้แล้วอย่างนั้นรึ?
หรือว่า...ชายผู้นี้เองก็มีเบื้องหลังมาจากตระกูลผู้มีอิทธิพลเช่นกัน?
การที่เขามาร่วมหน่วยปราบมารเพื่อจัดการเรื่องความวุ่นวายของผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารในแดนเหนือ เป็นเพราะมีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอย่างนั้นรึ?
กลอุบายทำนองนี้ สำหรับเถียนชิงซึ่งเคยเป็นถึงบรรพบุรุษของตระกูลหนึ่งมาแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่อะไร
“ขายไปแล้วรึ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตัวเขานั้นมีเบื้องหลังอยู่จริงๆ แต่ก็เป็นเพียงบุตรนอกสมรสของประมุขตระกูลหนึ่งในแดนตะวันออกเท่านั้น และยังไม่เป็นที่โปรดปรานเท่าใดนัก
ภรรยาที่ประมุขตระกูลของเขาแต่งงานด้วยนั้นเป็นสตรีที่มาจากตระกูลที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ถึงแม้ว่านางจะมีรูปร่างค่อนข้างท้วม หน้าตาธรรมดาอย่างที่สุด แต่กลับมีความหึงหวงรุนแรงมาก
บิดาของเขาเคยตักเตือนอย่างจริงจังไว้ว่า ห้ามเผยพิรุธใดๆออกมาในขณะที่อยู่ในแดนตะวันออกเป็นอันขาด
และการหาซื้อแหวนมิติในแดนตะวันออก ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงินที่คนขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าเช่นเขาควรจะมี
ครานี้พอดีได้มาประจำการอยู่ที่นี่ เเละพอได้ยินว่าในเมืองเมฆาใบไม้มีร้านค้าขายแหวนมิติ ชายผู้นี้จึงรีบมาในทันที แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาช้าไปก้าวหนึ่ง
“หากมีแหวนมิติเข้ามาอีกเมื่อไหร่ ข้าจองไว้” ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้ากล่าว
“ข้าชื่อ หานโม่”
……
ณ ตระกูลเจียง…
หลังจากเจียงชิงเกอบอกลาเถียนชิง นางก็เดินนำองครักษ์เข้ามาในลานบ้าน
“เอาล่ะ พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ” นางเอ่ยเสียงเบาให้องครักษ์กลับไปพักผ่อน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินตรงไปยังสถานที่อันเงียบสงบแห่งหนึ่งในลานชั้นนอก
ณ เรือนน้อยเขตปิ่ง…
ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่มีใครอาศัยอยู่มาพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน
เมื่อเดินเข้าไปในลานเล็กๆ เจียงชิงเกอก็ผลักบานประตูที่แง้มอยู่เข้าไป นางกวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะหยุดลงที่เก้าอี้กว้างตัวหนึ่ง
ในครรลองสายตาของนาง พลันปรากฏภาพของชายหนุ่มในชุดผ้าป่านหยาบๆ ที่กำลังนั่งขัดสมาธดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างขะมักเขม้นตลอดทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอน
ในห้วงคำนึงของนาง พลันมีถ้อยคำของเถียนชิงเมื่อครู่นี้ดังก้องขึ้นมา
นางค่อยๆ ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น พลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
ในแววตาฉายแววทั้งยินดีและเศร้าสร้อยระคนกันไป
“กับคนอื่น...เจ้าบอกว่าก็รู้จักปวดใจเป็นห่วงข้าเหมือนกัน แต่เหตุใดต่อหน้าข้า เจ้าถึงต้องทำท่าทีเย็นชาแข็งกระด้างใส่ข้าอยู่เสมอ”
“หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ...ก็ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย”
“พูดดีๆกับข้าบ้าง…ข้าก็ยอมเจ้าแล้ว”
(จบตอน)