เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...

บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...

บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...


บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...

เมื่อได้ยินเสียงใครบางคนเอ่ยทักทายจากด้านข้าง เจียงชิงเกอซึ่งปกติมักจะวางท่าทีเย็นชาก็หันขวับไปมองทันที

“ท่านคือ...ท่านผู้อาวุโสเถียน?”

ทันใดนั้น เจียงชิงเกอก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

คนที่ดูเหมือนคุณปู่ใจดี มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาผู้นี้ ที่แท้ก็คืออดีตบรรพบุรุษขอบเขตเหนือสวรรค์ของตระกูลเถียนนั่นเอง

ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลเถียนแล้วก็ตาม แต่ด้วยพลังฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ของเขาก็ยังคงปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงนี้

ในเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ เขายังคงนับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือเพียงไม่กี่คน

เพียงแต่ว่า ในความทรงจำของเจียงชิงเกอนั้น ดูเหมือนว่าปกติแล้วอดีตบรรพบุรุษตระกูลเถียนผู้นี้ จะไม่ใช่คนที่ดูอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผู้คนถึงขนาดนี้เลยนี่นา

“ใช่แล้ว คือข้าเอง คุณหนูเจียงต้องดูแลกิจการมากมาย ยังไงก็ควรจะใส่ใจพักผ่อนให้มากหน่อยนะ”

เถียนชิงมองใบหน้าที่ดูอ่อนล้าอยู่บ้างของเจียงชิงเกอ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง

“หากเหนื่อยจนล้มป่วยไป มีหวังว่าคงมีบางคนต้องปวดใจเป็นแน่”

แต่ก่อนตอนที่เถียนชิงยังดำรงตำแหน่งบรรพบุรุษตระกูลเถียน เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการปิดด่านฝึกตนในห้องลับ น้อยครั้งนักที่จะสนใจข่าวซุบซิบของเด็กรุ่นหลังที่เกิดขึ้นภายนอก

ดังนั้น เขาจึงไม่รู้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจียงชิงเกอกับลู่เย่นั้น เป็นเพียงสามีภรรยาแค่ในนามเท่านั้น

ณ เวลานี้ เขาจึงเผลอคิดไปเองว่าคนทั้งสองน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ปรองดองและรักใคร่กันดี ถึงได้เอ่ยคำพูดเช่นนั้นออกไป

ยิ่งในตอนนี้ หลังจากที่แยกตัวออกจากตระกูลเถียนแล้ว เขาก็ยิ่งไม่มีเครือข่ายข่าวกรองขนาดใหญ่ไว้คอยรวบรวมข้อมูลจากทั่วสารทิศเหมือนเคย จึงยังคงไม่ล่วงรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของทั้งคู่

เเละพอเจียงชิงเกอได้ฟังเช่นนั้น นางก็อดที่จะชะงักไปไม่ได้

ถ้านางเหนื่อยจนล้มป่วย...จะมีคนปวดใจงั้นหรือ?

ใครกันล่ะ?

เดิมทีนางไม่ได้สนใจเรื่องทำนองนี้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อมองดูสีหน้าที่ยิ้มแย้มของเถียนชิง ประกอบกับนึกขึ้นได้ว่าคราวก่อนที่เจ้าคนน่าชังนั่นกลับมายังตระกูลเจียง...

ตอนนั้น…ดูเหมือนว่าเขาจะมาพร้อมกับเถียนชิงที่อยู่ตรงหน้านี่!

ด้วยเหตุนี้เอง ราวกับมีบางอย่างดลใจ เจียงชิงเกอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป

“ไม่ทราบว่าคนที่ท่านผู้อาวุโสเถียนพูดถึง...คือผู้ใดหรือเจ้าคะ?”

เมื่อเห็นว่าเจียงชิงเกอเอ่ยถาม เถียนชิงก็กล่าวตอบด้วยรอยยิ้มว่า

“ก็ย่อมต้องเป็นคุณชายลู่เย่สิ…จะเป็นใครไปได้เล่า”

ทันทีที่คำว่า “ลู่เย่” หลุดออกมาจากปาก เจียงชิงเกอก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย

เขา...เขาจะปวดใจเพราะข้าด้วยอย่างนั้นรึ?!

ตามหลักเหตุผลแล้ว เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่ลู่เย่มีต่อนางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ เจียงชิงเกอก็ไม่เชื่อในทันทีโดยสัญชาตญาณ

เพราะว่าที่ผ่านมา นางพยายามแสดงไมตรีจิตให้เขาเห็นหลายต่อหลายครั้ง แต่เขา...เจ้าคนน่าชังนั่นกลับเอาแต่บอกให้นางไปกินยาอยู่ร่ำไป

แต่ว่า ในฐานะผู้อาวุโสแล้ว ดูจากที่เถียนชิงกลับมาพร้อมกับลู่เย่ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็น่าจะดีไม่น้อย

ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องมาหลอกลวงตนเอง...

ความคิดทั้งสองอย่างปะทะกันอยู่ภายในใจของเจียงชิงเกอ ก่อให้เกิดความรู้สึกสับสนซับซ้อนขึ้นมาในเบื้องลึก

หรือว่า...เขายังเป็นห่วงเป็นใยนางอยู่จริงๆ?

เพียงแต่เป็นเพราะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองเอาไว้ เขาจึงไม่เคยแสดงมันออกมาต่อหน้านางเลยอย่างนั้นหรือ?

พอความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว เจียงชิงเกอก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก

หากว่ากาลเวลาย้อนกลับไปได้ เมื่อตอนนั้นนางจะไม่พูดจาทำร้ายจิตใจเขาเช่นนั้นเป็นอันขาด

น่าเสียดาย... ที่กาลเวลาก็เปรียบดั่งสายน้ำ มีแต่จะไหลไปข้างหน้าเสมอ

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเถียนที่บอกให้ข้าทราบเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว”

เจียงชิงเกอโค้งคำนับให้เถียนชิงอย่างนอบน้อม จากนั้นดวงตาของนางกลับมาสงบนิ่งดังเดิม

ในจังหวะนั้นเอง ร่างของชายผู้หนึ่งซึ่งมีสีหน้าหยิ่งผยอง ก็เดินมุ่งตรงมายังร้านของเถียนชิงทันที

เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เเล้วมองเห็นเจียงชิงเกอในชุดสีขาวเรียบง่ายทว่ากลับงดงามเหนือใครยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าร้าน

ทันใดนั้นในแววตาของเขาก็พลันฉายประกายแห่งความตะลึงงันออกมาวูบหนึ่ง

คาดไม่ถึงเลยว่า ในเมืองเล็กๆชายขอบแดนเหนืออย่างเมืองเมฆาใบไม้แห่งนี้ จะมีสตรีที่มีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้อยู่ด้วย

แม้แต่ในดินแดนตะวันออกอันกว้างใหญ่ไพศาล ชายผู้นี้ก็ยังไม่เคยเห็นใครที่มีรูปโฉมเหนือกว่าสตรีในชุดขาวที่อยู่ไม่ไกลนี้มาก่อน

ด้านข้าง….เมื่อมองเห็นผู้มาใหม่ สีหน้าของเถียนชิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

ชายผู้นี้ก็คือหนึ่งในสมาชิกหน่วยปราบมารจากแดนตะวันออกที่เพิ่งจะผ่านมาหน้าร้านไปเมื่อครู่นี้เอง

ถึงแม้จะไม่ใช่หัวหน้าหน่วย และมีพลังฝีมือเพียงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้า

แต่ด้วยฐานะของเขา แม้แต่เจ้าเมืองเมฆาใบไม้เองก็ยังไม่อยากจะล่วงเกินโดยง่าย

“แขกผู้มีเกียรติท่านนี้ ต้องการจะซื้อสิ่งใดหรือขอรับ?”

เมื่อเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องไปที่เจียงชิงเกอเป็นอันดับแรก เถียนชิงก็รีบเอ่ยปากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขาทันที

นับว่ายังโชคดี ที่ถึงแม้ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าผู้นี้จะรู้สึกว่าสตรีในชุดขาวนั้นงดงามจนน่าตกตะลึง และสามารถเทียบเคียงกับสองเทพธิดาแห่งแดนตะวันออกที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดได้เลยก็ตามที

แต่กฎที่ว่า "ห้ามล่วงเกินสตรีท้องถิ่น" ก็เป็นคำสั่งที่ท่านแม่ทัพใหญ่กำชับนักกำชับหนามาตั้งแต่แรกแล้ว

หากพบว่ามีผู้ใดฝ่าฝืน จะต้องถูกลงโทษอย่างหนักสถานเดียว

บรรดาหัวหน้าหน่วยย่อยนั้นล้วนมีพลังฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ ส่วนท่านแม่ทัพใหญ่ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงและคอยควบคุมหน่วยย่อยเหล่านี้ ก็เป็นผู้ที่มีพลังอยู่เหนือขอบเขตเหนือสวรรค์ขึ้นไปอีก...นั่นคือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง!

เขตแดนตะวันออกนั้นกว้างใหญ่กว่าเขตแดนทางเหนือ อีกทั้งระดับยุทธ์โดยรวมก็สูงกว่าเช่นกัน

แต่ถึงกระนั้น ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ในแดนตะวันออก ก็ยังคงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงสุดที่สามารถครองความเป็นใหญ่ในดินแดนส่วนหนึ่งได้อยู่ดี

และก็มีเพียงท่านแม่ทัพใหญ่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือแม้ในแดนตะวันออกเท่านั้น ที่จะสามารถควบคุมเหล่ายอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ที่หยิ่งผยองและพยศร้ายเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย

สุดท้ายเมื่อได้สติ ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าผู้นั้นจึงละสายตากลับมา แล้วเอ่ยถามว่า

“ได้ยินว่าที่นี่มีแหวนมิติขายใช่หรือไม่? ข้าขอดูหน่อย”

เถียนชิงยิ้มแล้วตอบว่า

“ต้องขออภัยแขกผู้มีเกียรติด้วยขอรับ แหวนมิตินั้นมีอยู่จริง แต่ว่าเพิ่งจะถูกลูกค้ารายอื่นซื้อไปเมื่อครู่นี้เอง”

ในขณะเดียวกัน ในใจของเถียนชิงก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

ยอดฝีมือจากแดนตะวันออกนี่ร่ำรวยกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

ยังไม่ทันจะก้าวสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ด้วยซ้ำ ก็สามารถนำเงินเก็บอย่างน้อยห้าแสนตำลึงออกมาใช้ได้แล้วอย่างนั้นรึ?

หรือว่า...ชายผู้นี้เองก็มีเบื้องหลังมาจากตระกูลผู้มีอิทธิพลเช่นกัน?

การที่เขามาร่วมหน่วยปราบมารเพื่อจัดการเรื่องความวุ่นวายของผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารในแดนเหนือ เป็นเพราะมีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอย่างนั้นรึ?

กลอุบายทำนองนี้ สำหรับเถียนชิงซึ่งเคยเป็นถึงบรรพบุรุษของตระกูลหนึ่งมาแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่อะไร

“ขายไปแล้วรึ?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ตัวเขานั้นมีเบื้องหลังอยู่จริงๆ แต่ก็เป็นเพียงบุตรนอกสมรสของประมุขตระกูลหนึ่งในแดนตะวันออกเท่านั้น และยังไม่เป็นที่โปรดปรานเท่าใดนัก

ภรรยาที่ประมุขตระกูลของเขาแต่งงานด้วยนั้นเป็นสตรีที่มาจากตระกูลที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ถึงแม้ว่านางจะมีรูปร่างค่อนข้างท้วม หน้าตาธรรมดาอย่างที่สุด แต่กลับมีความหึงหวงรุนแรงมาก

บิดาของเขาเคยตักเตือนอย่างจริงจังไว้ว่า ห้ามเผยพิรุธใดๆออกมาในขณะที่อยู่ในแดนตะวันออกเป็นอันขาด

และการหาซื้อแหวนมิติในแดนตะวันออก ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงินที่คนขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้าเช่นเขาควรจะมี

ครานี้พอดีได้มาประจำการอยู่ที่นี่ เเละพอได้ยินว่าในเมืองเมฆาใบไม้มีร้านค้าขายแหวนมิติ ชายผู้นี้จึงรีบมาในทันที แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาช้าไปก้าวหนึ่ง

“หากมีแหวนมิติเข้ามาอีกเมื่อไหร่ ข้าจองไว้” ชายขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้ากล่าว

“ข้าชื่อ หานโม่”

……

ณ ตระกูลเจียง…

หลังจากเจียงชิงเกอบอกลาเถียนชิง นางก็เดินนำองครักษ์เข้ามาในลานบ้าน

“เอาล่ะ พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ” นางเอ่ยเสียงเบาให้องครักษ์กลับไปพักผ่อน

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินตรงไปยังสถานที่อันเงียบสงบแห่งหนึ่งในลานชั้นนอก

ณ เรือนน้อยเขตปิ่ง…

ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่มีใครอาศัยอยู่มาพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน

เมื่อเดินเข้าไปในลานเล็กๆ เจียงชิงเกอก็ผลักบานประตูที่แง้มอยู่เข้าไป นางกวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะหยุดลงที่เก้าอี้กว้างตัวหนึ่ง

ในครรลองสายตาของนาง พลันปรากฏภาพของชายหนุ่มในชุดผ้าป่านหยาบๆ ที่กำลังนั่งขัดสมาธดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างขะมักเขม้นตลอดทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอน

ในห้วงคำนึงของนาง พลันมีถ้อยคำของเถียนชิงเมื่อครู่นี้ดังก้องขึ้นมา

นางค่อยๆ ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น พลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบา

ในแววตาฉายแววทั้งยินดีและเศร้าสร้อยระคนกันไป

“กับคนอื่น...เจ้าบอกว่าก็รู้จักปวดใจเป็นห่วงข้าเหมือนกัน แต่เหตุใดต่อหน้าข้า เจ้าถึงต้องทำท่าทีเย็นชาแข็งกระด้างใส่ข้าอยู่เสมอ”

“หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ...ก็ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย”

“พูดดีๆกับข้าบ้าง…ข้าก็ยอมเจ้าแล้ว”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 112 : หัวใจของข้าเจียงชิงเกอ ก็ไม่ใช่ว่าทำมาจากเหล็กเสียหน่อย...

คัดลอกลิงก์แล้ว