- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 42 : ซูหว่าน ศิษย์สายตรงของนางเซียนเมฆาสีชาด!
บทที่ 42 : ซูหว่าน ศิษย์สายตรงของนางเซียนเมฆาสีชาด!
บทที่ 42 : ซูหว่าน ศิษย์สายตรงของนางเซียนเมฆาสีชาด!
บทที่ 42 : ซูหว่าน ศิษย์สายตรงของนางเซียนเมฆาสีชาด!
ลู่เย่พ่นลมหายใจขุ่นออกมาคำหนึ่ง พลางมองไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
เฉินหลิงเซียงที่มีอายุยี่สิบแปดปี อยู่ในขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง จึงถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์…มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ
ถ้าอย่างนั้น...แล้วเขา ลู่เย่ล่ะ?
ตอนนี้อายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆเท่านั้น เเละหากจะนับเวลาทั้งหมดจริงๆ ตั้งแต่ที่เข้าสู่นิกายเมฆาสีชาดจนกระทั่งมาแต่งเข้าตระกูลเจียง ก็ยังไม่ถึงปีเลยด้วยซ้ำ
อาศัยความพยายามอีกนิดหน่อยของตัวเอง และความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆจากนิ้วทองคำ...ในที่สุดก็ได้มาถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สอง!
เเต่เพราะเขาก็เป็นคนที่เดินทางข้ามมิติมา สภาพจิตใจจึงเหนือกว่าคนทั่วไป…ไม่นานนัก อารมณ์ของลู่เย่ก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
เมื่อมองไปยังป่าทึบโดยรอบที่ตอนนี้ราวกับเป็นสุญญากาศ ซึ่งกำลังค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยพลังปราณฟ้าดิน ลู่เย่ก็โคจรวิชาตัวเบา ก่อนจะจากไปในทันที
หลังจากเดินทางกลับมาถึงเมืองเมฆาใบไม้อย่างราบรื่นตลอดทาง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตระกูลเจียง ลู่เย่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
"ตระกูลเจียงมีแขกมาอย่างนั้นรึ?"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในใจของลู่เย่ก็พลันมีสามคำผุดขึ้นมา
นิกายเมฆาสีชาด
เมื่อคืนนี้ที่เจียงชิงเกอต้องให้เขาไปอยู่ที่ลานเล็กๆของนาง ก็ไม่ใช่เพื่อที่จะรับมือกับการมาเยือนของคนจากนิกายเมฆาสีชาดหรอกหรือ?
ตอนนี้เมื่อเห็นภาพเช่นนี้แล้ว ก็คงจะเป็นคนของนิกายเมฆาสีชาดมาถึงแล้วเป็นแน่
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่ลู่เย่กลับมาถึงลานเล็กเขตปิ่ง เขาก็ได้ยินชิงอวี้กล่าวว่า
"ท่านเขย ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? เมื่อครู่นี้มีคนมาบอกว่า หากท่านกลับมาแล้ว ให้รีบไปที่โถงใหญ่ในลานชั้นในโดยเร็วที่สุด มีแขกจากนิกายเมฆาสีชาดมาเจ้าค่ะ"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็มุ่งหน้าไปยังโถงใหญ่ของตระกูลเจียง
เขาเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า นิกายเมฆาสีชาดจะส่งใครมา
…
ณ โถงใหญ่
เมื่อเจียงเหลียนซานมองไปยังลู่เย่ที่เดินเข้ามาในลานอย่างเรียบเฉย ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาเล็กน้อย
ถึงแม้จะดูถูกพรสวรรค์ของลูกเขยคนนี้อยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า แค่ดูจากภายนอกแล้ว กับลูกสาวของเขาเองก็นับว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง
ในเมื่อนิกายเมฆาสีชาดยินดีที่จะแสร้งทำเป็นโง่ต่อไป และยังคงให้ตระกูลเจียงได้อาศัยบารมีอยู่
เจียงเหลียนซานย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เขาจึงพูดตามที่ซูหว่านได้พูดไว้ก่อนหน้านี้
ในตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ "ลืม" เรื่องที่ลู่เย่เคยเป็นศิษย์รับใช้ไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ราวกับว่าลู่เย่เป็นศิษย์ในนิกายเมฆาสีชาดจริงๆ
สายตาของซูหว่านจึงจับจ้องไปที่ศิษย์น้องรับใช้ที่แต่งเข้ามาผู้นี้โดยธรรมชาติ
เดิมทีนางคิดว่า หลังจากที่สถานะถูกเปิดโปงแล้ว การแต่งเข้ามาอยู่ครึ่งปีนี้ คงจะบดขยี้ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของศิษย์รับใช้คนนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
แต่เมื่อมาเห็นตอนนี้...มันดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น
สุขุม, มั่นใจ, เรียบเฉย!
นี่คือสามคำที่ผุดขึ้นมาในใจของซูหว่าน
ในสายตาของซูหว่านแล้ว แม้แต่ศิษย์สายในบางคนในนิกาย ก็เกรงว่าจะไม่สามารถบ่มเพาะบุคลิกเช่นนี้ออกมาได้
นี่...คือศิษย์รับใช้ที่แต่งเข้ามาตระกูล​เจ้าสาวจริงๆ อย่างนั้นรึ?
ในใจของนางเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ซูหว่านจึงยิ้มบางๆ ให้กับลู่เย่
"ศิษย์น้องลู่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ออกไปเดินเล่นข้างนอกกันหน่อยไหม?"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เย่ก็พยักหน้า
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้จักซูหว่าน แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเล่นละครไปตามน้ำ แค่แสดงตามไปก็พอแล้ว
เจียงชิงเกอนั่งอยู่บนเก้าอี้ พลางมองดูหญิงสาวสองคนจากนิกายเมฆาสีชาดพาสามีในนามของนางออกจากโถงใหญ่ไปอย่างไม่วางตา
ตั้งแต่ต้นจนจบ ลู่เย่... ดูเหมือนจะไม่ได้มองนางเลยแม้แต่แวบเดียว
รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่?
เจียงชิงเกอลองคิดอย่างจริงจังดูแล้ว ก็รู้สึกว่ามีอารมณ์เเบบนั้นอยู่บ้าง
แต่นางก็เข้าใจดีว่า การที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมาในปัจจุบันนั้น…ท่าทีของนางเองในตอนนั้นอาจจะเป็นสาเหตุส่วนใหญ่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าในอนาคตเจียงหลิงเยว่จะสามารถบรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ได้จริงหรือไม่
สัญญาแต่งงานนี้จะถูกยกเลิกหรือไม่ ลู่เย่ก็ยังคงเป็นสามีที่นางได้ทำพิธีไหว้ฟ้าดินด้วยอย่างแท้จริง
คนภายนอกขนานนามนางว่าเป็นนางฟ้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองเมฆาใบไม้ แต่สามีของนางเอง กลับไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย
ความแตกต่างเช่นนี้ ทำให้ในแววตาของเจียงชิงเกอฉายแววสับสนออกมาวูบหนึ่ง
"หรือว่า... ในตอนนั้นข้าทำผิดไปจริงๆอย่างนั้นรึ?"
….
ณ คฤหาสน์ตระกูลเจียง ร่างสามร่างกำลังเดินไปอย่างไม่มีจุดหมาย
"ศิษย์น้องลู่ อยู่ที่ตระกูลเจียงนี้ ทำความคุ้นเคยได้เเล้วหรือไม่?" ซูหว่านยกยิ้ม
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้ ลู่เย่ก็ส่ายหน้าเรียบๆ
"คุณหนูซู ข้าไม่ใช่ศิษย์นิกายเมฆาสีชาดอีกต่อไปแล้ว เรียกชื่อข้าว่าลู่เย่โดยตรงก็ได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูหว่านก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพิจารณาศิษย์รับใช้ผู้นี้ที่ได้ยินชื่อมานานอย่างละเอียด
คนอื่นต่างก็มองว่าสถานะศิษย์นิกายเมฆาสีชาดเป็นดั่งยันต์คุ้มกันในการเดินทางในแดนเหนือของซวนโจว
แต่ลู่เย่กลับเป็นฝ่ายละทิ้งเองอย่างนั้นรึ?
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้จะเป็นแค่ศิษย์รับใช้ แต่ด้วยเพราะมาจากนิกายเมฆาสีชาด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับขุมกำลังทั่วไป คนอื่นก็จะให้เกียรติอยู่สามส่วน
"มั่นใจ และดูจะแตกต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง"
ในใจของซูหว่าน พลันเกิดความคิดนี้ขึ้นมาอย่างเงียบๆ
"ข้าเรียกศิษย์น้องลู่ ก็เพราะเป็นการเรียกในฐานะคนรุ่นเดียวกัน ไม่ใช่ในฐานะของคนในนิกาย"
ลู่เย่เหลือบมอง
ซูหว่านเองก็แน่นอนว่าอายุยังไม่ถึงสามสิบปี แต่กลับเป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่!
สมแล้วที่เป็นศิษย์สายตรงในสังกัดของเจ้าสำนักซึ่งเป็นแกนกลางที่สุดของนิกายเมฆาสีชาด
พรสวรรค์ระดับนี้ แข็งแกร่งกว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์อย่างเฉินหลิงเซียงอย่างแน่นอน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่สามสุดยอดนิกายมักจะมีสายตาสูงอยู่เสมอ…สำหรับตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์เบื้องล่างแล้ว โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่อยู่ในสายตาของพวกเขา​เลย
พลังฝีมือของศิษย์สายตรงเพียงคนเดียว ก็สามารถเทียบเคียงกับตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ส่วนใหญ่ที่มีเพียงบรรพชนคอยค้ำจุนได้แล้ว
รากฐานของพวกเขา แข็งแกร่งกว่าตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ที่มีอายุเพียงไม่กี่ร้อยปีมากเกินไปจริงๆ
"เอ๊ะ ศิษย์น้องลู่ ตอนนี้เจ้าก็เป็นขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดแล้วอย่างนั้นรึ? ยินดีด้วยนะ"
ครู่ต่อมา ซูหว่านก็ลองสำรวจพลังฝีมือของลู่เย่ ก่อนจะกล่าวอย่างประหลาดใจ
ได้ยินมาว่าศิษย์น้องลู่ผู้นี้ ในตอนที่ถูกส่งมาแต่งเข้า เป็นเพียงแค่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งเท่านั้นเอง
ตอนนี้เมื่อเวลาผ่านไปเกือบครึ่งปี กลับพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แน่นอนว่า ในใจของซูหว่านนั้น อันที่จริงแล้วนางไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่ให้ศิษย์แต่งเข้าไปอยู่กับตระกูลอื่นสักเท่าไหร่…ต่อให้จะเป็นแค่ศิษย์รับใช้ก็ตามที
การแต่งเข้าตระกูล​เจ้าสาว...ไม่เคยเป็นเรื่องที่น่าเชิดชูเลยสักนิด
เพียงแต่ ท่านอาจารย์นางเซียนเมฆาสีชาดได้นำพานิกายเมฆาสีชาดให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในนิกายนางจึงมีอำนาจสูงสุด
ต่อให้เป็นผู้อาวุโสใหญ่หลายท่านในนิกาย ก็ไม่กล้าที่จะโต้แย้งความคิดเห็นของนางเซียนเมฆาสีชาดโดยพลการ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซูหว่านที่ยังเป็นเพียงแค่ศิษย์สายตรงในสังกัดของนาง อำนาจในการพูดจึงยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่
"ขอบคุณศิษย์พี่ซู" ลู่เย่ยิ้มบางๆ
ในโลกของการบำเพ็ญเพียร โดยทั่วไปแล้วจะมีการเรียกขานกันเพียงสามประเภทเท่านั้น คือ มดปลวก, สหาย หรือ ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่คบหากันในฐานะคนรุ่นเดียวกัน และที่สูงขึ้นไปอีกก็คือ ผู้อาวุโส
ในเมื่อตนเองได้แสดงพลังในระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดออกมาแล้ว
ซูหว่านก็ละทิ้งสถานะขอบเขตเหนือสวรรค์ของตัวเอง และยังคงต้องการที่จะคบหากับเขาในฐานะคนรุ่นเดียวกัน ลู่เย่ย่อมไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้
"อยู่ที่นี่ ศิษย์น้องลู่​ยังพอจะสุขสบายดีหรือไม่?" ซูหว่านเอ่ยถาม
"คนแต่งเข้า จะไปพูดถึงเรื่องสุขสบายหรือไม่สุขสบายได้อย่างไรกัน?" ลู่เย่กล่าวเรียบๆ
ซูหว่านถอนหายใจในใจ จากคำพูดนี้ นางก็ฟังออกแล้ว
ศิษย์น้องรับใช้คนนี้ การอยู่ที่นี่...เกรงว่าจะไม่ได้ดีนัก
"ศิษย์น้องลู่ ในวันงานเลี้ยงแต่งงาน ศิษย์นิกายที่พูดจาเหลวไหลคนนั้น ได้ไปบุกเบิกที่ทุ่งหินดำแล้ว"
บุกเบิก?
นิกายเมฆาสีชาดถึงกับส่งเขาไปบุกเบิกเลยอย่างนั้นรึ?
เเต่ไม่ว่านิกายเมฆาสีชาดจะทำอย่างไรต่อไป ลู่เย่ก็ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับนิกายนี้อีกต่อไปแล้ว
(จบตอน)