- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 29 : เจ้าลู่เย่ตัวเหม็นคนนี้ ข้าต้องเค้นถามเขาให้ได้!
บทที่ 29 : เจ้าลู่เย่ตัวเหม็นคนนี้ ข้าต้องเค้นถามเขาให้ได้!
บทที่ 29 : เจ้าลู่เย่ตัวเหม็นคนนี้ ข้าต้องเค้นถามเขาให้ได้!
บทที่ 29 : เจ้าลู่เย่ตัวเหม็นคนนี้ ข้าต้องเค้นถามเขาให้ได้!
เมื่อมองเห็นกลุ่มคนที่ถูกปล้นขึ้นมาบนเขา รวมถึงหญิงสาวที่ถูกฉุดมาเป็นฮูหยินประจำค่าย กำลังรีบหนีลงจากเขาไปอย่างรวดเร็ว
ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็มายืนนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ของค่ายโจรแห่งเขาซานฟง
เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว ป้ายชื่อของค่ายโจรก็พลันแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ เป็นการประกาศว่าสถานที่ซ่องสุมโจรแห่งนี้ได้สิ้นสลายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
"ไม่นึกเลยนะเจ้าคะ ว่าท่านจะมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่พอสมควร" เฉินหลิงเซียงกระซิบเสียงเบา
"ข้าแค่ขาดเงินนิดหน่อย เลยมาเก็บเงินไปใช้เล่นๆเท่านั้นเอง"
นี่คือความจริง
เขาต้องการเงิน เพื่อที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองต่อไป
และการหาเงินนั้น การมาเก็บเงินที่ค่ายโจรแห่งเขาซานฟงย่อมเป็นวิธีที่เร็วที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกทั้งยังเป็นจังหวะพอดีที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
ส่วนการปล่อยคนธรรมดาที่ถูกปล้นขึ้นมาบนเขาให้ลงไปนั้น ก็เป็นเพียงการกระทำที่ได้มาเห็นแล้ว…เลยถือโอกาสทำไปด้วย ไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไพศาล เรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เสมอ
หากจะให้เข้าไปจัดการจริงๆ ใครจะไปจัดการได้หมดกัน? อย่างน้อยลู่เย่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะไปยุ่ง
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เย่ เฉินหลิงเซียงก็กลั้นไว้ไม่อยู่ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
ช่างเป็นคำพูดที่ว่า "เก็บเงินไปใช้เล่นๆ" ได้ดีจริงๆ
คำตอบของลู่เย่ ทำให้เธอนึกไม่ถึงเลยจริงๆ
หากเป็นคนอื่น เกรงว่าคงจะตอบไปนานแล้วว่า "เพื่อผดุงคุณธรรม ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นหน้าที่ของคนรุ่นเราที่ไม่อาจปฏิเสธได้"
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครที่จะปฏิเสธคำชื่นชมได้หรอก
เมื่อมองเห็นกลุ่มคนที่หายลับไปตามเส้นทางลงเขา
ลู่เย่ก็กล่าวต่อเรียบๆ
"กลับกันเถอะ"
เฉินหลิงเซียงพยักหน้า
ตอนนี้ก็สมควรต้องรีบกลับแล้วจริงๆ
หากบังเอิญถูกเจียงหลิงเยว่พบว่า ตัวนางเองกับพี่เขยของเธอ เดินทางมาไกลถึงสองพันลี้ในยามกลางค่ำกลางคืน…เห็นทีคงจะอธิบายได้ยากแล้ว
….
เมื่อใกล้ถึงเวลารุ่งสางประมาณตีสามตีสี่ ทั้งสองคนจึงได้รีบกลับมาถึงเมืองลั่วฮวา
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นสงสัย เฉินหลิงเซียงจึงกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฉิน…ส่วนลู่เย่ได้ไปหาห้องพักในโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้ๆแทน และไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์
เมื่อแสงอรุณเริ่มจับขอบฟ้า เจียงหลิงเยว่ก็ค่อยๆตื่นขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน
วันนี้ กลุ่มคนของกองกำลังคุ้มกันเทียนเซี่ยเตรียมที่จะเดินทางกลับเมืองเมฆาใบไม้แล้ว
หลังจากที่เจียงหลิงเยว่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นางก็ไปรอให้ลู่เย่ออกมาจากห้องที่ลานบ้าน
และการรอนี้...ก็กินเวลาไปถึงครึ่งชั่วยาม
ในขณะเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไปค่อนคืน ข่าวการล่มสลายของโจรภูเขาแห่งเขาซานฟงก็ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วผ่านทางกลุ่มคนที่หนีลงมาจากเขาซานฟง
ข่าวดังกล่าวได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางต่างๆ และเครือข่ายข่าวกรอง
ในชั่วพริบตา ขุมกำลังมากมายต่างก็พากันตกตะลึง
เบื้องหลังของเขาซานฟงคือตระกูลหวังแห่งเมืองชิงซาน เรื่องนี้ขุมกำลังมากมายต่างก็รู้ดี
แม้แต่ตัวของจางหู่เอง ในอดีตก็เคยเป็นสมาชิกสายนอกของตระกูลหวังมาก่อน
ใครกันที่โหดเหี้ยมถึงขนาดที่กล้าทำลายล้างเขาซานฟงลงได้?
"เหอะๆ คราวนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว นิสัยของเฒ่าหวังนั่น ไม่ใช่คนที่จะพูดคุยด้วยง่ายๆหรอกนะ"
"ข้าได้ยินมาว่า ในช่วงหลังมานี้เฒ่าหวังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สองแล้ว และกำลังจะทะลวงสู่ขั้นที่สามในไม่ช้า เจ้าเฒ่านี่คงจะไปเจอวาสนาอะไรมาเป็นแน่ ถึงได้ยังคงแข็งแกร่งได้ในวัยชราเช่นนี้"
บทสนทนาทำนองนี้ปรากฏขึ้นในที่ต่างๆ
ขุมกำลังเหล่านี้ต่างก็อยากจะเห็นว่า ตระกูลหวังที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
จะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาซานฟง แล้วปล่อยเรื่องนี้ไป….หรือว่า จะต้องตามหาคนที่ทำลายล้างออกมาให้ได้
….
ณ เมืองชิงซาน
ในโถงใหญ่ตระกูลหวัง
ตอนนี้ ในโถงใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยสายเลือดหลักที่สำคัญที่สุดของตระกูลหวัง
ใต้ที่นั่งประธาน หวังหยุนเฉิง ผู้นำตระกูลหวังกล่าวเปิดว่า
"ท่านบรรพชน เพิ่งจะได้รับข่าวมาว่าเขาซานฟงถูกคนทำลายล้างแล้วขอรับ"
การดำรงอยู่ของโจรภูเขาแห่งเขาซานฟง ในสายตาของขุมกำลังที่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับตระกูลหวังนั้น ก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการหาเงินเท่านั้น
แต่สายเลือดหลักที่ใกล้ชิดที่สุดของตระกูลหวังกลับรู้ดีว่า... เครื่องมือหาเงิน เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าของเขาซานฟงเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการจัดหาอาหารโลหิตให้กับบรรพชนของตระกูลหวังอย่างต่อเนื่อง!
และสาเหตุที่ตระกูลหวังของพวกเขาสามารถเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ล้วนเป็นเพราะความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของบรรพชนทั้งสิ้น
บรรพชนของตระกูลหวังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ด้วยใบหน้าเงียบขรึม
แท้จริงแล้ว ทันทีที่ข่าวเริ่มแพร่กระจายออกไปและสายข่าวที่ตระกูลหวังวางไว้ได้ทราบเรื่อง บรรพชนของตระกูลหวังก็ได้เดินทางไปยังเขาซานฟงล่วงหน้าแล้ว
ก่อนที่จะไป บรรพชนของตระกูลหวังยังคงมีความหวังอยู่เล็กน้อย ว่าทางลับบนเขาจะไม่ถูกคนพบ
แต่หลังจากที่ไปถึงแล้ว เมื่อได้เห็นบ่อเลือดที่ถูกทำลายจนหมดสิ้น และชิ้นส่วนอาวุธต้องห้ามที่หายไป
บรรพชนของตระกูลหวังก็โกรธจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ในทันที
แค่ทำลายน้ำพักน้ำแรงที่เขาสร้างมาหลายปีก็ยังพอทนได้ แต่นี่ถึงกับขโมยชิ้นส่วนอาวุธต้องห้ามไปด้วย
การกระทำเช่นนี้ มันคือการหาเรื่องตายชัดๆ!
หลังจากที่แอบกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหวัง และได้ฟังรายงานจากหวังหยุนเฉิงอีกครั้ง บรรพชนของตระกูลหวังก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง
"หากคนผู้นี้แค่ทำลายล้างเขาซานฟง ข้าก็ยังพอจะปล่อยเรื่องนี้ไปได้ชั่วคราว"
"แต่...คนผู้นี้กลับขโมยชิ้นส่วนอาวุธต้องห้ามที่ข้าอุตส่าห์บ่มเพาะมาไปด้วย!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังหยุนเฉิงก็พลันมีสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที
"ท่านบรรพชน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆไม่ได้นะขอรับ"
อาวุธต้องห้ามชิ้นนั้น เป็นสิ่งที่ตระกูลหวังต้องลำบากยากเย็นกว่าจะได้มา….เมื่อมีมันแล้ว ตระกูลหวังก็มีความสามารถพอที่จะต่อกรกับตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สาม หรือแม้กระทั่งขั้นที่สี่ได้เลยทีเดียว
บรรพชนของตระกูลหวังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
"ทว่า เรื่องของคนอย่างเขาซานฟงนั้น สำหรับตระกูลหวังของเราแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเชิดชูเท่าไหร่นัก"
"เรื่องนี้ ไม่ควรรีบร้อนลงมือจนเกินไป..."
หวังหยุนเฉิงตกอยู่ในภวังค์ความคิด ทันใดนั้น ในหัวของเขาก็พลันมีประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมา
"ท่านบรรพชน อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของท่านแล้ว เหตุใดเราไม่ถือโอกาสนี้จัดงานเลี้ยงเชิญแขกจากทั่วสารทิศมาล่ะขอรับ?"
"บนอาวุธต้องห้ามนั้นมีรอยประทับที่ท่านทิ้งไว้ หากบังเอิญว่าคนที่ขโมยไปถูกเชิญมาด้วย และมาถึงเมืองชิงซาน ตราบใดที่เขาอยู่ในระยะที่กำหนด เขาหนีไม่รอดแน่!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรพชนของตระกูลหวังก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชา
บนอาวุธต้องห้ามชิ้นนั้น มีรอยประทับที่เขาได้วางเอาไว้จริงๆ
มันคือวิชาพิเศษจาก "คัมภีร์บรรพจารย์อสูรสวรรค์" ที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้
บรรพชนของตระกูลหวังมั่นใจว่า ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ช่วงปลาย ก็ไม่มีทางที่จะค้นพบรอยประทับอันลี้ลับนั้นได้อย่างแน่นอน!
ขอเพียงแค่อาวุธต้องห้ามปรากฏขึ้นในรัศมีสิบลี้รอบตัวเขา เขาก็จะสามารถสัมผัสได้ในทันที
"ดี! หยุนเฉิง เรื่องนี้ก็มอบให้เจ้าไปจัดการ"
ในดวงตาอันแก่ชราของบรรพชนตระกูลหวัง ราวกับมีหมอกโลหิตกำลังปั่นป่วนอยู่
"กล้าดียังไงมาทำลายน้ำพักน้ำแรงหลายปีของข้า อีกหนึ่งเดือนให้หลัง หากมันกล้ามา ข้าจะทำให้มันทรมานจนอยากตาย!"
"ขอรับ ท่านบรรพชน!"
….
ในรัศมีหลายพันลี้
เนื่องจากการล่มสลายของโจรภูเขาแห่งเขาซานฟง ก็พลันเกิดกระแสคลื่นใต้น้ำที่ปั่นป่วนขึ้นมาทันที
แน่นอนว่าเจียงหลิงเยว่ย่อมไม่รู้ถึงสถานการณ์ภายนอก
ในตอนนี้ นางยังคงรอให้ลู่เย่ตื่นนอนแล้วออกมาอยู่
ทันใดนั้น เฉินหลิงเซียงก็เดินออกจากห้อง พลางแสร้งทำเป็นว่าเพิ่งจะตื่นนอน
เมื่อมองเห็นเจียงหลิงเยว่ที่กำลังเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง นางก็ยิ้มบางๆ
"น้องหลิงเยว่ ทำไมถึงตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะ? หรือว่านอนไม่หลับ"
"เปล่าเจ้าค่ะ ข้านอนหลับสบายดี"
"เเต่เจ้าลู่เย่นี่ทำไมถึงได้นอนหลับสบายกว่าข้าอีกนะ?" เจียงหลิงเยว่พึมพำเสียงเบา
"เจ้ากำลังรอคุณชายลู่อยู่หรือ?" เฉินหลิงเซียงชายตามองไปยังห้องที่เคยจัดให้ลู่เย่นอนเมื่อคืน ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ลืมบอกเจ้าไปเลยว่า เมื่อคืนนี้คุณชายลู่ออกไปดื่มเหล้าข้างนอก แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับมาเลย"
เจียงหลิงเยว่: "???"
กลางค่ำกลางคืนวิ่งออกไปดื่มเหล้างั้นรึ?
ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวนางซึ่งเป็นน้องภรรยาแท้ๆ กลับไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย…แต่เฉินหลิงเซียงกลับรู้เรื่องนี้?
เจียงหลิงเยว่กัดฟันเบาๆ
เจ้าลู่เย่ตัวเหม็นคนนี้ อุตส่าห์เคยซ้อมดาบด้วยกันมาแล้วแท้ๆ ตกลงแล้วเขาเห็นนางเป็นคนกันเองบ้างไหมเนี่ย?
รอให้เขากลับมาก่อนเถอะ ต้องเค้นถามเขาให้หนักๆ เลยคอยดู
ถึงแม้ดูเหมือนว่าจะเค้นถามอะไรออกมาไม่ได้ก็เถอะ...แต่ไม่สนแล้ว
เค้นถามก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
จบตอน