- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 27: แหวนมิติ และถ้ำลับ!
บทที่ 27: แหวนมิติ และถ้ำลับ!
บทที่ 27: แหวนมิติ และถ้ำลับ!
บทที่ 27: แหวนมิติ และถ้ำลับ!
"ปล่อยเจ้างั้นรึ?" จางหู่แสยะยิ้มอย่างหื่นกระหาย
"ถ้าปล่อยเจ้าไปแล้ว ข้าจะไปหาแม่นางน้อยที่น่ารักน่าชังเช่นนี้มาจากที่ไหนได้อีก?"
หลังจากปิดประตูห้องลง จางหู่เพิ่งจะก้าวเข้ามาได้เพียงสองก้าว…แต่แล้วจู่ๆ ร่างของเขาก็พลันล้มลงไปกองกับพื้นอย่างอ่อนแรง
หญิงสาวบริสุทธิ์ในชุดเจ้าสาวที่เพิ่งจะคิดที่จะกัดลิ้นตัวเองฆ่าตัวตาย ก็พลันได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอื่นดังขึ้นในห้อง
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เสียงแหวกอากาศอันแผ่วเบาดังขึ้นสองครั้ง ติดตามมาด้วยร่างในชุดดำสองร่างที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน
คนที่ลงมือเมื่อครู่เป็นเฉินหลิงเซียง...
หัวหน้าใหญ่แห่งเขาซานฟง ผู้เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปด กลับต้องจบชีวิตลงโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูคือใคร
ในตอนนี้ ลู่เย่เชื่อสนิทใจแล้วกับคำพูดของหัวหน้าชุดดำขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ในคืนนั้นจริงๆ…สำหรับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์แล้ว ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตเหนือสวรรค์ ล้วนเป็นเพียงมดปลวกเท่านั้น
ลู่เย่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะลงมือค้นศพของจางหู่อย่างคล่องแคล่วเช่นเคย
ส่วนเฉินหลิงเซียงที่อยู่ข้างๆ กลับนิ่งเงียบไป
ถึงแม้ว่าตลอดทางที่ผ่านมา ลู่เย่จะแสดงท่าทีที่ไม่ยอมปล่อยแม้แต่เงินเล็กๆน้อยๆให้หลุดมือไปก็ตามที
แต่เฉินหลิงเซียงก็ยังคงรู้สึกผิดแปลก​
คุณชายลู่หนอ…ท่านเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ผู้แข็งแกร่ง ที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่ยังต้องหวาดกลัว
การกระทำเช่นนี้ มันจะไม่เป็นการลดเกียรติของตัวเองไปหน่อยหรือ?
มียอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์คนไหน ที่แม้แต่เงินไม่กี่ตำลึงของลูกกระจ๊อกก็ยังไม่ยอมปล่อยไป?
"......"
หญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงก็หมดคำจะพูด
นางได้แต่จ้องมองคนทั้งสองที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันด้วยความงุนงง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างหวาดๆ
"พวกท่านคือ..."
ภายใต้ผ้าคลุมหน้า เฉินหลิงเซียงก็ดัดน้ำเสียงของตนเล็กน้อย
"ไม่ต้องกลัว พวกเรามาเพื่อช่วยเจ้า"
ลู่เย่รู้ดีว่าการที่เฉินหลิงเซียงแสร้งดัดเสียงนั้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นจำได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวในชุดเจ้าสาวก็ดีใจอย่างยิ่ง
นางรีบคุกเข่าลงกับพื้นในทันที "ขอบคุณผู้มีพระคุณทั้งสองที่ช่วยชีวิต!"
เฉินหลิงเซียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองลู่เย่
"คุณชายลู่ พวกเราแบ่งศัตรู​กันคนละครึ่งดีหรือไม่เจ้าคะ?"
"ได้"
ด้วยบทสนทนาอันสั้นกระชับนี้ ชะตากรรมของเหล่าโจรภูเขาแห่งค่ายโจรเขาซานฟงก็ได้ถูกกำหนดลงในทันที
ทว่าในขณะที่เฉินหลิงเซียงกำลังจะพุ่งออกจากห้องเพื่อเตรียมลงมือ นางก็ได้ยินลู่เย่กล่าวต่อ "เอ่อ... อย่าให้ถุงเงินต้องเสียเปล่านะ"
เฉินหลิงเซียง: "..."
…
ครู่ต่อมา การสังหารหมู่ใต้แสงจันทร์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น!
ในโถงใหญ่ โจรภูเขาส่วนใหญ่ยังคงดื่มด่ำอยู่กับงานเลี้ยงฉลองที่หัวหน้าใหญ่ของพวกเขาบังคับแต่งงานกับฮูหยินประจำค่าย
ฉึก, ฉึก!
ทันใดนั้น ร่างของโจรภูเขาก็ล้มลงทีละคน…ลมหายใจขาดสะบั้นลงในทันที
โจรภูเขาที่อยู่ด้านในสุดมองเห็นเงาดำที่ย่องเข้ามาสังหารอย่างเงียบๆ ก็ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ
ปกติแล้วมีแต่พวกเขาที่เชือดเฉือนคนอื่นเหมือนเชือดไก่ แล้วเมื่อไหร่กันที่จะมีช่วงเวลาที่สิ้นหวังเช่นนี้?
โจรภูเขาไม่กี่คนที่ยังรอดชีวิตอยู่ ล้วนสร่างเมาจากฤทธิ์สุรา ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีในทันที
ลู่เย่ซัดวิชาดัชนีออกไปหลายสาย
ฟุ่บๆๆๆ
ในพริบตาทั้งโถงใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
หลังจากเก็บถุงเงินอีกครั้ง ลู่เย่ก็พบว่า...บนตัวเขาแทบจะไม่มีที่ให้เก็บแล้ว
เศษเงินกว่าร้อยตำลึง เมื่อยัดไว้ในอกเสื้อก็เริ่มกลายเป็นก้อนใหญ่เทอะทะ
คลังเก็บของของหอหมื่นวิถีนั้นสามารถเก็บได้อยู่ แต่ตอนนี้เฉินหลิงเซียงก็อยู่ด้วย…ลู่เย่ไม่อยากจะเปิดเผยต่อหน้านางว่าตัวเองมีวิธีการเก็บของอย่างอื่นอีก
ถึงแม้เฉินหลิงเซียงจะเคยตั้งคำสาบานแห่งสวรรค์ไว้ก็ตาม…แต่ความลับบางอย่าง มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่รู้จึงจะปลอดภัยที่สุด
"หรือว่าจะเอาไปฝังไว้ที่ไหนสักแห่งก่อน แล้วค่อยกลับมาเอาดี?"
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจ ลู่เย่ก็รู้สึกว่าเป็นไปได้
เศษเงินที่นี่อย่างน้อยก็มีหนึ่งถึงสองร้อยตำลึง เทียบเท่ากับหนึ่งในห้าของความคืบหน้าในการเติมเงินของหอหมื่นวิถีแล้ว
ในวินาทีต่อมา ร่างในชุดดำอีกคนก็พุ่งเข้ามา
เมื่อเหลือบมองถุงเศษเงินในมือของลู่เย่ เฉินหลิงเซียงก็กลับมาใช้เสียงเดิมของตนเอง พลางยกยิ้มอย่างนุ่มนวล
"คุณชายลู่ ไม่มีที่เก็บเงินแล้วหรือเจ้าคะ?"
"โชคดีที่ท่านพาหลิงเซียงมาด้วย…นี่เจ้าค่ะ ข้าให้ท่านยืมใช้"
หลังจากพูดจบ เฉินหลิงเซียงก็ถอดแหวนวงหนึ่งที่สวมอยู่บนนิ้วออกมา
"นี่คือ..."
เฉินหลิงเซียงยิ้มอย่างมีเลศนัย ดูเหมือนจะแอบภูมิใจอยู่เล็กน้อย
ในที่สุดก็มีของที่ลู่เย่ไม่รู้จักสักที!
"นี่คือแหวนที่สามารถเก็บของได้ เป็นอย่างไรล่ะเจ้าคะ มหัศจรรย์ใช่ไหม"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็เข้าใจในทันที
"แหวนมิติ?"
แหวนมิติพิเศษประเภทนี้ที่คล้ายกับถุงเก็บของ
ลู่เย่เคยอ่านเจอคำแนะนำสั้นๆอยู่สองสามประโยคในหอตำราของนิกายเมฆาสีชาดมาก่อนแล้ว
มันแบ่งออกเป็นระดับล่าง กลาง และสูง…โดยแหวนมิติระดับล่างจะมีพื้นที่เก็บของประมาณยี่สิบลูกบาศก์เมตร
แต่ทว่า...ราคามันแพงจนน่าตกใจ!
แหวนมิติระดับล่างเพียงวงเดียว หากไม่มีเงินหลายแสนตำลึง ก็ไม่มีทางได้มาครอบครองอย่างแน่นอน
แม้แต่เจียงหลิงเยว่ที่เป็นถึงเด็กสาวอัจฉริยะของตระกูลเจียง ก็ยังไม่มีของสิ่งนี้ใช้เลย
จากจุดนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า ตระกูลเฉินให้ความสำคัญกับเฉินหลิงเซียงผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจคนนี้มากเพียงใด
"ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมาก ข้าขอยืมใช้ก่อนแล้วกัน"
ลู่เย่พยักหน้า ก่อนจะเตรียมยัดเงินในมือเข้าไปในแหวนมิติ
ทว่าเมื่อใช้จิตสำรวจเข้าไป ก็พบว่าภายในแหวนมิตินั้น มีถุงเงินยัดอยู่เต็มไปหมดแล้ว
"ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบของโจรภูเขา…ข้าก็ช่วยท่านเก็บมาให้แล้วเจ้าค่ะ" เฉินหลิงเซียงกล่าวขึ้น
ลู่เย่ถึงกับอดทอดถอนใจไม่ได้
คุณหนูแห่งตระกูลเฉินผู้นี้ ช่างเป็นคนที่รู้ความและทำงานได้เข้าขากันอย่างยิ่ง
"จริงสิเจ้าคะ นอกจากหญิงสาวคนก่อนหน้านี้แล้ว ข้ายังพบคนที่ถูกมัดไว้อีกหลายคนในห้องเก็บของด้านหลังด้วย" เฉินหลิงเซียงกล่าวอย่างช้าๆ
"ส่วนคลังสมบัติ ข้ายังไม่ได้เข้าไปดูเจ้าค่ะ"
คำพูดของเฉินหลิงเซียงนี้เทียบเท่ากับการบอกเป็นนัยๆ ว่าสถานที่อื่นๆส่วนใหญ่ได้ตรวจสอบหมดแล้ว
แต่คลังสมบัติของโจรภูเขานั้น นางยังไม่ได้เข้าไปยุ่ง และกำลังรอให้ลู่เย่ไปด้วยกัน
ลู่เย่เองก็ไม่ใช่คนที่มีจิตใจเป็นพระโพธิสัตว์อะไร…สำหรับเขาแล้ว การสำรวจคลังสมบัติของโจรย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การช่วยคนที่ถูกจับตัวมาและปล่อยให้พวกเขาลงจากเขาก่อนนั้น ย่อมต้องทำให้เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างอย่าง
เเละแน่นอนว่า หากทำให้คนอื่นรู้ตัวเข้าจะไม่เป็นการดี
…
หลังจากที่ได้พบที่ตั้งของคลังสมบัติกับเฉินหลิงเซียงแล้ว ทั้งสองคนก็เข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โจรภูเขาแห่งเขาซานฟงได้ปล้นชิงผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก และยังเคยปล้นขบวนรถสินค้ามาแล้วหลายครั้ง
แต่ของที่ได้มาส่วนใหญ่นั้น โดยพื้นฐานแล้วก็ถูกขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังเก็บไปหมดแล้ว
เมื่อมองดูคลังสมบัติที่ไม่ค่อยจะเต็มสักเท่าไหร่ ลู่เย่ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก
เพราะจากเหตุการณ์ในคืนนั้นก็พอจะดูออกแล้วว่า โจรภูเขาแห่งเขาซานฟงก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น
หลังจากตรวจสอบทรัพย์สินที่เหลืออยู่ในคลังสมบัติคร่าวๆแล้ว ก็มีมูลค่าประมาณสองพันตำลึงเงิน
ลู่เย่ถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ
โชคยังดีที่รวบรวมเงินทุนสำหรับการสุ่มแบบเจาะจงในครั้งต่อไปได้ครบถ้วนแล้ว แถมยังมีเหลืออยู่อีกไม่น้อย
ครู่ต่อมา ลู่เย่ก็บังเอิญพบกับช่องลับแห่งหนึ่งเข้า
เมื่อเปิดช่องลับออก ปากถ้ำที่มืดมิดก็ปรากฏขึ้น…เเละในชั่วพริบตา ลู่เย่ก็ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆที่ลอยออกมา
"เอ๋ ที่นี่มีทางลับอยู่ด้วยหรือเจ้าคะ?" เฉินหลิงเซียงกล่าวอย่างประหลาดใจ
"มีกลิ่นคาวเลือดด้วย..."
"ท่านว่าอย่างไรเจ้าคะ พวกเราจะลงไปดูกันดีหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ก็เดินไปอยู่ด้านหลังของเฉินหลิงเซียงอย่างใจเย็น แล้วดันให้นางไปอยู่ข้างหน้าเพื่อป้องกันเขาไว้ (แมนมาก)​
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินหลิงเซียงก็หลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
คนอย่างลู่เย่นี่ช่าง...น่าสนใจจริงๆ
การกระทำที่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าให้นางเป็นคนนำทางเช่นนี้ เฉินหลิงเซียงกลับไม่ได้รู้สึกไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่ภายนอกดูเป็นมิตร แต่ลับหลังกลับแทงข้างหลัง….การกระทำที่แสดงออกมาตรงๆ ของลู่เย่ กลับทำให้เขายิ่งดูเป็นคนที่เปิดเผยและจริงใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินหลิงเซียงก็รู้ดีว่าลู่เย่ก็แค่ทำท่าไปอย่างนั้นเอง
หากเจออันตรายอะไรที่นางรับมือไม่ไหวจริงๆ สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นลู่เย่ที่ลงมืออยู่ดี
ครู่ต่อมา เฉินหลิงเซียงก็เป็นผู้นำทางอยู่ข้างหน้า…ส่วนลู่เย่ก็ตามติดอยู่ด้านหลังเพื่อคอยคุ้มกันนาง
เมื่อทั้งสองคนเดินผ่านอุโมงค์มาได้ระยะหนึ่งจนมาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง
ทั้งคู่ก็ถึงกับต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้าทันที!
(จบตอน)