- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรอย่างสงบสุขในตระกูลเจ้าสาว
- บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง
บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง
บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง
บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง
ลู่เย่ยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกล่าวเรียบๆว่า
"คุณหนูเฉินจะคารวะข้านั้นไม่จำเป็นหรอกขอรับ…ในการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าหมดแรงจนสลบไป นับว่าน่าละอายอย่างยิ่ง"
เฉินหลิงเซียงแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน แล้วกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล
"ก็เพราะเหตุนี้แหละเจ้าค่ะ หลิงเซียงถึงยิ่งต้องคารวะท่านหนึ่งจอก"
"สาเหตุที่ท่านหมดแรงจนสลบไป ก็คงเป็นเพราะท่านต่อสู้อย่างกล้าหาญจนเกินกำลังใช่หรือไม่เจ้าคะ"
"ท่านออกแรงถึงเพียงนี้เพื่อสินค้าของตระกูลเฉิน หากหลิงเซียงไม่คารวะท่าน มีหวังคงถูกคนอื่นด่าว่าไม่รู้จักแยกแยะคุณโทษเป็นแน่"
"คุณชายลู่...ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ หากมีโอกาส หลิงเซียงจะตอบแทนอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
เจียงหลิงเยว่: "..."
นางได้แต่จ้องมองคนทั้งสองที่พูดคุยโต้ตอบกันอย่างงุนงง
ตอนนี้ ในหัวของนางมีแต่คำถามเดียว...
พวกเขากำลังพูดอะไรกันอยู่???
ทุกคำล้วนเป็นคำที่นางเข้าใจ แต่ทำไมพอเอามารวมกันแล้วกลับฟังไม่รู้เรื่องเลยล่ะ?
แล้วอีกอย่าง บทสนทนานี้ ฟังดูแล้วทำไมมันคลับคล้ายคลับคลา... เหมือนกับว่าพี่สาวหลิงเซียงกำลังเอาใจลู่เย่อยู่เลย?
เจียงหลิงเยว่รีบสลัดความคิดอันพิลึกพิลั่นนี้ทิ้งไปในทันที พยายามหยุดยั้งความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง
ล้อกันเล่นหรือเปล่า
เฉินหลิงเซียงคือสตรีอัจฉริยะที่บรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ได้ก่อนอายุสามสิบเชียวนะ…แถมยังเป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลเฉินแห่งเมืองลั่วฮวาอีกด้วย!
แล้วพี่เขยของนางล่ะคืออะไร?
แค่ยอดฝีมือระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด เเถมเป็นเขยแต่งเข้าของตระกูลเจียงอีก
เมื่อนำคนทั้งสองมาเทียบกัน เกรงว่าแม้แต่เจ้าสองสลึงที่อยู่ท้ายเมืองฝั่งตะวันออกก็ยังรู้ว่าสถานะของทั้งคู่มันเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
แล้วเฉินหลิงเซียงจะยอมลดตัวมาเอาอกเอาใจพี่เขยลู่เย่ทำไมกัน?
เป็นไปไม่ได้…มันเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด!
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ลู่เย่ก็ไม่คิดจะพูดอะไรมากอีกต่อไป
เขาเพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นมาอย่างเรียบเฉย แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
….
อีกด้านหนึ่ง ณ คฤหาสน์ตระกูลเจียง
นับตั้งแต่ถูกลอบโจมตีครั้งล่าสุด ทุกครั้งที่เจียงชิงเกอออกจากคฤหาสน์ ก็จะมีคนคอยคุ้มกันอยู่ข้างกายเสมอ
จนกระทั่งกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลเจียง องครักษ์เหล่านั้นจึงจะแฝงตัวเข้าไปในเงามืด
ขณะที่กำลังเดินผ่านลานด้านนอก เพื่อเตรียมจะกลับเข้าไปยังลานด้านใน สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นลานเล็กๆ อันเงียบสงัดแห่งหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ เจียงชิงเกอจึงหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย
นางรู้ว่าในตอนนี้ลู่เย่ไม่ได้อยู่ที่ตระกูลเจียง แต่ติดตามเจียงหลิงเยว่ไปคุ้มกันสินค้า
"ในเมื่อพลังฝีมือต่ำต้อย ก็ยิ่งควรจะรีบใช้เวลาในการฝึกตนบนเส้นทางแห่งยุทธสิ"
ในแววตาของเจียงชิงเกอฉายแววผิดหวังออกมาจางๆ
มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาเงินไม่กี่ตำลึงนั่น แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?
ต้องรู้ไว้ว่าในโลกแห่งยุทธที่ยิ่งใหญ่นี้ พลังฝีมือคือรากฐานของทุกสิ่ง!
เรื่องนี้ แม้แต่เจียงชิงเกอซึ่งเป็นคนที่ไม่สามารถฝึกตนได้ ยังเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
สาเหตุที่ตระกูลเจียงสามารถพัฒนามาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะมีบรรพชนขอบเขตเหนือสวรรค์คอยค้ำจุนอยู่หรอกหรือ
หากวันใดที่บรรพชนไม่อยู่แล้ว กิจการอันใหญ่โตนี้ก็จะถูกผู้อื่นรุมทึ้งแบ่งปันกันไป ซึ่งคงใช้เวลาเพียงไม่นาน
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าลู่เย่ไปพบเจอวาสนาอันใดมาในภายหลัง จนทำให้พลังฝีมือพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนมาถึงระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดได้
แต่บนเส้นทางแห่งยุทธ หากไม่ใช้เวลาให้มากพอในการฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเอง…ผลลัพธ์สุดท้าย ย่อมไม่เป็นไปตามที่หวังอย่างแน่นอน
"สามี" ในนามของนาง กลับกลายเป็นคนที่มีสายตาสั้นเช่นนี้ไปได้
นางเองก็รู้ดีว่า บนเส้นทางแห่งยุทธนั้น เงินทองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน
แต่ขอเพียงแค่เขายอมอ่อนข้อให้กับนาง พูดจาดีๆกับนางสักหน่อย เห็นแก่ความเป็นสามีภรรยากันมา นางก็ใช่ว่าจะให้เงินเขาไม่ได้เสียหน่อย
เจียงชิงเกอถอนหายใจออกมาเบาๆในใจ ทั้งสงสารในโชคร้ายของเขา และโกรธเคืองในความไม่เอาไหนของเขา
….
ณ คฤหาสน์ตระกูลเฉิน
เมื่องานเลี้ยงเลิกราลง เฉินหลิงเซียงก็สั่งให้คนรับใช้ในตระกูลเฉินจัดหาที่พักสำหรับคนของกองกำลังคุ้มกันในคืนนี้ทันที
"น้องหลิงเยว่ พวกเจ้าตามข้ามาสิ" เฉินหลิงเซียงยิ้มอย่างอ่อนหวาน พลางนำทางเจียงหลิงเยว่ไปหาที่พักด้วยตนเอง
"ข้าพักที่ไหนก็ได้"
เมื่อเห็นว่าเฉินหลิงเซียงกำลังนำคนทั้งสองเดินตรงไปยังลานด้านในของตระกูลเฉิน ลู่เย่จึงเอ่ยปากขึ้นอย่างเรียบเฉย
"ท่านก็เป็นแขกผู้มีเกียรติของตระกูลเฉินเช่นกัน จะละเลยไม่ได้" เฉินหลิงเซียงกล่าวพลางนำคนทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าลานเล็กๆ ที่เงียบสงบและงดงามแห่งหนึ่ง
ลู่เย่กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ดูจากการตกแต่งแล้ว ลานเล็กๆแห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่พักของเฉินหลิงเซียง
นางถึงกับพาคนนอก มาที่ลานของตัวเองเลยอย่างนั้นรึ?
และก็เป็นไปตามคาด เฉินหลิงเซียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า
"นี่คือลานของข้าเอง คืนนี้พวกเจ้าก็พักที่นี่แล้วกันนะ ห้องพักแขกสองห้องข้าให้คนมาทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว"
"นี่... นี่จะดีหรือเจ้าคะ พวกเราหาที่พักที่ไหนก็ได้" เจียงหลิงเยว่รีบโบกมือปฏิเสธ
"พักที่ไหน มันก็คือการพักเหมือนกันไม่ใช่หรือ?" เฉินหลิงเซียงกล่าวอย่างจนใจ
"อีกอย่าง ที่อื่นๆก็จัดเตรียมไว้หมดแล้ว…น้องหลิงเยว่ เจ้าคงจะไม่เห็นแก่หน้าข้ากับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอกนะ?"
เจียงหลิงเยว่ไม่ได้ตอบในทันที แต่หันไปมองลู่เย่เสียก่อน
เมื่อเห็นว่าลู่เย่ไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธใดๆ เจียงหลิงเยว่จึงค่อยพยักหน้าตอบรับ
"ถ้าอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ รบกวนพี่สาวหลิงเซียงแล้ว"
เมื่อได้เข้าพักในลานเล็กๆ ของเฉินหลิงเซียงแล้ว …ภายในห้องพัก ลู่เย่ก็หลับตาลงพลางสัมผัสถึงสภาพร่างกายของตนเอง
ตลอดหลายวันที่เดินทางคุ้มกันสินค้ามานี้ เขาแทบไม่ได้ฝึกตนอย่างจริงจังเลย
ทำได้เพียงแค่รีบใช้เวลาในช่วงกลางดึกเพื่อฝึกฝนประมาณหนึ่งหรือสองชั่วยามเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น ภายใต้การเสริมพลังจากพรสวรรค์เสริมพลังร้อยเท่า การจะบรรลุถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมแล้ว
ณ ลานเล็กๆของเฉินหลิงเซียงแห่งนี้ น่าจะมีการเชิญนักสร้างค่ายกลมาจัดวางค่ายกลที่ใช้สำหรับดึงดูดพลังปราณฟ้าดินโดยเฉพาะ
ตั้งแต่ที่ลู่เย่ก้าวเข้ามาในตอนแรก เขาก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณ ณ ที่แห่งนี้ เข้มข้นกว่าข้างนอกอยู่ไม่น้อย
คิดๆดูแล้วก็คงใช่
เฉินหลิงเซียงคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเฉิน การได้รับการดูแลเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
และในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลู่เย่ก็ยังไม่เคยลองฝึกฝนมาก่อน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เย่ก็โคจรคัมภีร์ดาราโบราณในทันที โดยควบคุมขอบเขตไว้ภายในรัศมีสองเมตร
ถึงแม้ขอบเขตจะไม่กว้างนัก แต่พลังปราณฟ้าดินก็จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ว่างโดยอัตโนมัติ
เมื่อพลังปราณฟ้าดินรอบกายถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น พลังปราณจำนวนมากจากรอบด้านก็จะรีบไหลทะลักเข้ามาเติมเต็มทันที
ภายใต้แสงจันทร์ยามราตรี คัมภีร์ดาราโบราณก็ได้หลอมรวมพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังปราณภายใน
ระดับพลังของลู่เย่เองก็ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วไม่หยุดยั้ง
ครู่ต่อมา เขาก็มาถึงหน้ากำแพงขวางกั้นของขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดแล้ว!
ห้องที่อยู่ถัดจากห้องของลู่เย่ ก็คือห้องของเฉินหลิงเซียง
ในเวลานี้ เฉินหลิงเซียงยังไม่ได้นอนหลับ
ทันใดนั้น นางก็สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของการฝึกฝนอันแผ่วเบาที่มาจากข้างๆ เฉินหลิงเซียงจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
"ขยันถึงขนาดนี้เลยหรือ?"
ทว่า เมื่อนึกถึงพลังฝีมือที่เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวของลู่เย่แล้ว เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่า...ถ้าไม่ขยัน แล้วจะไปมีระดับพลังที่น่าตกตะลึงจนสะท้านโลกเช่นนี้มาจากไหนกัน?
ในวินาทีต่อมา เมื่อสัมผัสได้ถึงการควบคุมการดูดซับพลังปราณฟ้าดินอันละเอียดอ่อนของลู่เย่ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้แค่เพียงห้องของเขาเท่านั้น
เฉินหลิงเซียงก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
นี่มันจะยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
ในระหว่างกระบวนการดูดซับและหลอมรวมพลังปราณ ยังสามารถแบ่งสมาธิออกมาควบคุมขอบเขตการดูดซับได้อีก
"เป็นไปตามคาด ข้ารู้อยู่แล้วว่ายอดฝีมือปริศนาคนนั้นก็คือเจ้า!"
มุมปากของเฉินหลิงเซียงยกขึ้นเล็กน้อย นางยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้นไปอีก
หากเป็นเพียงยอดฝีมือระดับรวบรวมปราณอย่างที่เห็นภายนอกจริงๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางมีการควบคุมพลังปราณที่ละเอียดอ่อนและยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ได้อย่างแน่นอน!
….
ทางด้านลูเย่
ตอนนี้ พลังปราณฟ้าดินไหลเข้ามาเติมเต็มอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ราวกับค้อนทุบกำแพงเมืองที่เปิดประตูสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดได้อย่างง่ายดาย
ลู่เย่พ่นลมหายใจขุ่นออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นในทันที
หลังจากฝึกฝนอย่างหนักมาหลายวัน อาศัยความพยายามของตนเองและความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ จากหอหมื่นวิถี ในที่สุดคืนนี้เขาก็บรรลุขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดได้เเล้ว!
"โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง...งั้นก็เริ่มจากพวกเจ้าก่อนแล้วกัน"
ลู่เย่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ประดับด้วยดวงดาว ในแววตาของเขามีแสงดาวจางๆ ไหลเวียนอยู่
สำหรับชายชุดดำขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่และหอนำ้พุเหลืองแห่งเมืองเมฆาใบไม้ ตอนนี้ยังไม่สามารถลงมือได้
ถ้าอย่างนั้นก็ประเดิมคมดาบด้วยโจรภูเขาแห่งเขาซานฟงก่อนเลยก็แล้วกัน!
และก็เป็นจังหวะพอดีที่การสุ่มครั้งที่สามของเขายังขาดเงินอยู่อีกเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าจางหู่จะอยู่ในขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดเช่นกัน แต่ในตอนนั้นลู่เย่รู้ดีว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก จึงไม่ได้ลงมืออย่างเต็มที่
มิฉะนั้นแล้ว ตอนที่เขายังอยู่แค่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด เขาก็สามารถสังหารจางหู่ได้อย่างง่ายดายแล้ว
บัดนี้เขาอยู่ในขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปด แถมยังเป็นเวลากลางคืนอีกด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้ปราณดาบไร้ลักษณ์ทะลวงกายาสวรรค์เลย
เพียงแค่อาศัยการเสริมพลังจากกายาดาบดารา... ลู่เย่ก็สามารถต่อสู้กับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งได้อย่างสบายๆ!
(จบตอน)