เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง

บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง

บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง


บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง

ลู่เย่ยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกล่าวเรียบๆว่า

"คุณหนูเฉินจะคารวะข้านั้นไม่จำเป็นหรอกขอรับ…ในการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าหมดแรงจนสลบไป นับว่าน่าละอายอย่างยิ่ง"

เฉินหลิงเซียงแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน แล้วกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล

"ก็เพราะเหตุนี้แหละเจ้าค่ะ หลิงเซียงถึงยิ่งต้องคารวะท่านหนึ่งจอก"

"สาเหตุที่ท่านหมดแรงจนสลบไป ก็คงเป็นเพราะท่านต่อสู้อย่างกล้าหาญจนเกินกำลังใช่หรือไม่เจ้าคะ"

"ท่านออกแรงถึงเพียงนี้เพื่อสินค้าของตระกูลเฉิน หากหลิงเซียงไม่คารวะท่าน มีหวังคงถูกคนอื่นด่าว่าไม่รู้จักแยกแยะคุณโทษเป็นแน่"

"คุณชายลู่...ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ หากมีโอกาส หลิงเซียงจะตอบแทนอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"

เจียงหลิงเยว่: "..."

นางได้แต่จ้องมองคนทั้งสองที่พูดคุยโต้ตอบกันอย่างงุนงง

ตอนนี้ ในหัวของนางมีแต่คำถามเดียว...

พวกเขากำลังพูดอะไรกันอยู่???

ทุกคำล้วนเป็นคำที่นางเข้าใจ แต่ทำไมพอเอามารวมกันแล้วกลับฟังไม่รู้เรื่องเลยล่ะ?

แล้วอีกอย่าง บทสนทนานี้ ฟังดูแล้วทำไมมันคลับคล้ายคลับคลา... เหมือนกับว่าพี่สาวหลิงเซียงกำลังเอาใจลู่เย่อยู่เลย?

เจียงหลิงเยว่รีบสลัดความคิดอันพิลึกพิลั่นนี้ทิ้งไปในทันที พยายามหยุดยั้งความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง

ล้อกันเล่นหรือเปล่า

เฉินหลิงเซียงคือสตรีอัจฉริยะที่บรรลุถึงขอบเขตเหนือสวรรค์ได้ก่อนอายุสามสิบเชียวนะ…แถมยังเป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลเฉินแห่งเมืองลั่วฮวาอีกด้วย!

แล้วพี่เขยของนางล่ะคืออะไร?

แค่ยอดฝีมือระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด เเถมเป็นเขยแต่งเข้าของตระกูลเจียงอีก

เมื่อนำคนทั้งสองมาเทียบกัน เกรงว่าแม้แต่เจ้าสองสลึงที่อยู่ท้ายเมืองฝั่งตะวันออกก็ยังรู้ว่าสถานะของทั้งคู่มันเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

แล้วเฉินหลิงเซียงจะยอมลดตัวมาเอาอกเอาใจพี่เขยลู่เย่ทำไมกัน?

เป็นไปไม่ได้…มันเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด!

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ลู่เย่ก็ไม่คิดจะพูดอะไรมากอีกต่อไป

เขาเพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นมาอย่างเรียบเฉย แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด

….

อีกด้านหนึ่ง ณ คฤหาสน์ตระกูลเจียง

นับตั้งแต่ถูกลอบโจมตีครั้งล่าสุด ทุกครั้งที่เจียงชิงเกอออกจากคฤหาสน์ ก็จะมีคนคอยคุ้มกันอยู่ข้างกายเสมอ

จนกระทั่งกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลเจียง องครักษ์เหล่านั้นจึงจะแฝงตัวเข้าไปในเงามืด

ขณะที่กำลังเดินผ่านลานด้านนอก เพื่อเตรียมจะกลับเข้าไปยังลานด้านใน สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นลานเล็กๆ อันเงียบสงัดแห่งหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ เจียงชิงเกอจึงหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย

นางรู้ว่าในตอนนี้ลู่เย่ไม่ได้อยู่ที่ตระกูลเจียง แต่ติดตามเจียงหลิงเยว่ไปคุ้มกันสินค้า

"ในเมื่อพลังฝีมือต่ำต้อย ก็ยิ่งควรจะรีบใช้เวลาในการฝึกตนบนเส้นทางแห่งยุทธสิ"

ในแววตาของเจียงชิงเกอฉายแววผิดหวังออกมาจางๆ

มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาเงินไม่กี่ตำลึงนั่น แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?

ต้องรู้ไว้ว่าในโลกแห่งยุทธที่ยิ่งใหญ่นี้ พลังฝีมือคือรากฐานของทุกสิ่ง!

เรื่องนี้ แม้แต่เจียงชิงเกอซึ่งเป็นคนที่ไม่สามารถฝึกตนได้ ยังเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

สาเหตุที่ตระกูลเจียงสามารถพัฒนามาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะมีบรรพชนขอบเขตเหนือสวรรค์คอยค้ำจุนอยู่หรอกหรือ

หากวันใดที่บรรพชนไม่อยู่แล้ว กิจการอันใหญ่โตนี้ก็จะถูกผู้อื่นรุมทึ้งแบ่งปันกันไป ซึ่งคงใช้เวลาเพียงไม่นาน

ถึงแม้จะไม่รู้ว่าลู่เย่ไปพบเจอวาสนาอันใดมาในภายหลัง จนทำให้พลังฝีมือพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนมาถึงระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดได้

แต่บนเส้นทางแห่งยุทธ หากไม่ใช้เวลาให้มากพอในการฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเอง…ผลลัพธ์สุดท้าย ย่อมไม่เป็นไปตามที่หวังอย่างแน่นอน

"สามี" ในนามของนาง กลับกลายเป็นคนที่มีสายตาสั้นเช่นนี้ไปได้

นางเองก็รู้ดีว่า บนเส้นทางแห่งยุทธนั้น เงินทองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน

แต่ขอเพียงแค่เขายอมอ่อนข้อให้กับนาง พูดจาดีๆกับนางสักหน่อย เห็นแก่ความเป็นสามีภรรยากันมา นางก็ใช่ว่าจะให้เงินเขาไม่ได้เสียหน่อย

เจียงชิงเกอถอนหายใจออกมาเบาๆในใจ ทั้งสงสารในโชคร้ายของเขา และโกรธเคืองในความไม่เอาไหนของเขา

….

ณ คฤหาสน์ตระกูลเฉิน

เมื่องานเลี้ยงเลิกราลง เฉินหลิงเซียงก็สั่งให้คนรับใช้ในตระกูลเฉินจัดหาที่พักสำหรับคนของกองกำลังคุ้มกันในคืนนี้ทันที

"น้องหลิงเยว่ พวกเจ้าตามข้ามาสิ" เฉินหลิงเซียงยิ้มอย่างอ่อนหวาน พลางนำทางเจียงหลิงเยว่ไปหาที่พักด้วยตนเอง

"ข้าพักที่ไหนก็ได้"

เมื่อเห็นว่าเฉินหลิงเซียงกำลังนำคนทั้งสองเดินตรงไปยังลานด้านในของตระกูลเฉิน ลู่เย่จึงเอ่ยปากขึ้นอย่างเรียบเฉย

"ท่านก็เป็นแขกผู้มีเกียรติของตระกูลเฉินเช่นกัน จะละเลยไม่ได้" เฉินหลิงเซียงกล่าวพลางนำคนทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าลานเล็กๆ ที่เงียบสงบและงดงามแห่งหนึ่ง

ลู่เย่กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

ดูจากการตกแต่งแล้ว ลานเล็กๆแห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่พักของเฉินหลิงเซียง

นางถึงกับพาคนนอก มาที่ลานของตัวเองเลยอย่างนั้นรึ?

และก็เป็นไปตามคาด เฉินหลิงเซียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า

"นี่คือลานของข้าเอง คืนนี้พวกเจ้าก็พักที่นี่แล้วกันนะ ห้องพักแขกสองห้องข้าให้คนมาทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว"

"นี่... นี่จะดีหรือเจ้าคะ พวกเราหาที่พักที่ไหนก็ได้" เจียงหลิงเยว่รีบโบกมือปฏิเสธ

"พักที่ไหน มันก็คือการพักเหมือนกันไม่ใช่หรือ?" เฉินหลิงเซียงกล่าวอย่างจนใจ

"อีกอย่าง ที่อื่นๆก็จัดเตรียมไว้หมดแล้ว…น้องหลิงเยว่ เจ้าคงจะไม่เห็นแก่หน้าข้ากับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอกนะ?"

เจียงหลิงเยว่ไม่ได้ตอบในทันที แต่หันไปมองลู่เย่เสียก่อน

เมื่อเห็นว่าลู่เย่ไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธใดๆ เจียงหลิงเยว่จึงค่อยพยักหน้าตอบรับ

"ถ้าอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ รบกวนพี่สาวหลิงเซียงแล้ว"

เมื่อได้เข้าพักในลานเล็กๆ ของเฉินหลิงเซียงแล้ว …ภายในห้องพัก ลู่เย่ก็หลับตาลงพลางสัมผัสถึงสภาพร่างกายของตนเอง

ตลอดหลายวันที่เดินทางคุ้มกันสินค้ามานี้ เขาแทบไม่ได้ฝึกตนอย่างจริงจังเลย

ทำได้เพียงแค่รีบใช้เวลาในช่วงกลางดึกเพื่อฝึกฝนประมาณหนึ่งหรือสองชั่วยามเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น ภายใต้การเสริมพลังจากพรสวรรค์เสริมพลังร้อยเท่า การจะบรรลุถึงขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมแล้ว

ณ ลานเล็กๆของเฉินหลิงเซียงแห่งนี้ น่าจะมีการเชิญนักสร้างค่ายกลมาจัดวางค่ายกลที่ใช้สำหรับดึงดูดพลังปราณฟ้าดินโดยเฉพาะ

ตั้งแต่ที่ลู่เย่ก้าวเข้ามาในตอนแรก เขาก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณ ณ ที่แห่งนี้ เข้มข้นกว่าข้างนอกอยู่ไม่น้อย

คิดๆดูแล้วก็คงใช่

เฉินหลิงเซียงคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเฉิน การได้รับการดูแลเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

และในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลู่เย่ก็ยังไม่เคยลองฝึกฝนมาก่อน

เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เย่ก็โคจรคัมภีร์ดาราโบราณในทันที โดยควบคุมขอบเขตไว้ภายในรัศมีสองเมตร

ถึงแม้ขอบเขตจะไม่กว้างนัก แต่พลังปราณฟ้าดินก็จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ว่างโดยอัตโนมัติ

เมื่อพลังปราณฟ้าดินรอบกายถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น พลังปราณจำนวนมากจากรอบด้านก็จะรีบไหลทะลักเข้ามาเติมเต็มทันที

ภายใต้แสงจันทร์ยามราตรี คัมภีร์ดาราโบราณก็ได้หลอมรวมพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังปราณภายใน

ระดับพลังของลู่เย่เองก็ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วไม่หยุดยั้ง

ครู่ต่อมา เขาก็มาถึงหน้ากำแพงขวางกั้นของขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดแล้ว!

ห้องที่อยู่ถัดจากห้องของลู่เย่ ก็คือห้องของเฉินหลิงเซียง

ในเวลานี้ เฉินหลิงเซียงยังไม่ได้นอนหลับ

ทันใดนั้น นางก็สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของการฝึกฝนอันแผ่วเบาที่มาจากข้างๆ เฉินหลิงเซียงจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

"ขยันถึงขนาดนี้เลยหรือ?"

ทว่า เมื่อนึกถึงพลังฝีมือที่เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวของลู่เย่แล้ว เฉินหลิงเซียงก็รู้สึกว่า...ถ้าไม่ขยัน แล้วจะไปมีระดับพลังที่น่าตกตะลึงจนสะท้านโลกเช่นนี้มาจากไหนกัน?

ในวินาทีต่อมา เมื่อสัมผัสได้ถึงการควบคุมการดูดซับพลังปราณฟ้าดินอันละเอียดอ่อนของลู่เย่ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้แค่เพียงห้องของเขาเท่านั้น

เฉินหลิงเซียงก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง

นี่มันจะยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!

ในระหว่างกระบวนการดูดซับและหลอมรวมพลังปราณ ยังสามารถแบ่งสมาธิออกมาควบคุมขอบเขตการดูดซับได้อีก

"เป็นไปตามคาด ข้ารู้อยู่แล้วว่ายอดฝีมือปริศนาคนนั้นก็คือเจ้า!"

มุมปากของเฉินหลิงเซียงยกขึ้นเล็กน้อย นางยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้นไปอีก

หากเป็นเพียงยอดฝีมือระดับรวบรวมปราณอย่างที่เห็นภายนอกจริงๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางมีการควบคุมพลังปราณที่ละเอียดอ่อนและยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ได้อย่างแน่นอน!

….

ทางด้านลูเย่

ตอนนี้ พลังปราณฟ้าดินไหลเข้ามาเติมเต็มอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ราวกับค้อนทุบกำแพงเมืองที่เปิดประตูสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดได้อย่างง่ายดาย

ลู่เย่พ่นลมหายใจขุ่นออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นในทันที

หลังจากฝึกฝนอย่างหนักมาหลายวัน อาศัยความพยายามของตนเองและความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ จากหอหมื่นวิถี ในที่สุดคืนนี้เขาก็บรรลุขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดได้เเล้ว!

"โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง...งั้นก็เริ่มจากพวกเจ้าก่อนแล้วกัน"

ลู่เย่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ประดับด้วยดวงดาว ในแววตาของเขามีแสงดาวจางๆ ไหลเวียนอยู่

สำหรับชายชุดดำขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่สี่และหอนำ้พุเหลืองแห่งเมืองเมฆาใบไม้ ตอนนี้ยังไม่สามารถลงมือได้

ถ้าอย่างนั้นก็ประเดิมคมดาบด้วยโจรภูเขาแห่งเขาซานฟงก่อนเลยก็แล้วกัน!

และก็เป็นจังหวะพอดีที่การสุ่มครั้งที่สามของเขายังขาดเงินอยู่อีกเล็กน้อย

ถึงแม้ว่าจางหู่จะอยู่ในขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปดเช่นกัน แต่ในตอนนั้นลู่เย่รู้ดีว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก จึงไม่ได้ลงมืออย่างเต็มที่

มิฉะนั้นแล้ว ตอนที่เขายังอยู่แค่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด เขาก็สามารถสังหารจางหู่ได้อย่างง่ายดายแล้ว

บัดนี้เขาอยู่ในขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นที่แปด แถมยังเป็นเวลากลางคืนอีกด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้ปราณดาบไร้ลักษณ์ทะลวงกายาสวรรค์เลย

เพียงแค่อาศัยการเสริมพลังจากกายาดาบดารา... ลู่เย่ก็สามารถต่อสู้กับยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นที่หนึ่งได้อย่างสบายๆ!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 25 : มุ่งเป้าสู่โจรภูเขาแห่งเขาซานฟง

คัดลอกลิงก์แล้ว