เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: ข้าทุ่มเทใจให้นิกาย แต่นิกายกลับส่งข้าไปแต่งงานเข้าบ้านหญิง?

บทที่ 1: ข้าทุ่มเทใจให้นิกาย แต่นิกายกลับส่งข้าไปแต่งงานเข้าบ้านหญิง?

บทที่ 1: ข้าทุ่มเทใจให้นิกาย แต่นิกายกลับส่งข้าไปแต่งงานเข้าบ้านหญิง?


บทที่ 1: ข้าทุ่มเทใจให้นิกาย แต่นิกายกลับส่งข้าไปแต่งงานเข้าบ้านหญิง?

ณ แคว้นต้าจิ่ง ในเขตซวนโจว

ที่ตั้งของนิกายเมฆาสีชาด...

ค่ำคืนนั้นเงียบสงัดดั่งผืนน้ำ ทว่าเบื้องหลังหอตำราอันสูงตระหง่าน กลับมีกระท่อมมุงจากสองหลังตั้งอยู่เคียงกัน

ภายในกระท่อมหลังหนึ่ง ลู่เย่กำลังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่

ทันใดนั้น พลันปรากฏพลังปราณอันแข็งแกร่งสายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างแล้วเลือนหายไปในพริบตา

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมกับพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่

“ข้ามมิติมาได้สองเดือน ในที่สุดก็บรรลุขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สี่เสียที”

อันที่จริงแล้ว ลู่เย่ไม่ใช่คนจากโลกยุคจลาจลแห่งผู้ฝึกตนแห่งนี้โดยกำเนิด…แต่เป็นผู้โชคดีที่ได้เดินทางข้ามมิติมา

เมื่อข้ามมาถึง และได้รู้ว่าที่นี่คือโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของการต่อสู้ เหล่าผู้กล้าต่างแบ่งแยกดินแดน ขุนศึกอ๋องต่างทำสงครามกันไม่หยุดหย่อน อีกทั้งยังมีภูตผีปีศาจออกอาละวาดอีกด้วย

และประจวบเหมาะกับที่นิกายเมฆาสีชาด ซึ่งเป็นนิกายใหญ่ชั้นแนวหน้าของเขตซวนโจว กำลังเปิดรับศิษย์พอดี…ด้วยเหตุนี้ ลู่เย่จึงตัดสินใจเดินทางไกลมาที่นี่

หลังจากผ่านการทดสอบต่างๆนานา เขาก็มีคุณสมบัติพอที่จะได้เป็นศิษย์รับใช้ของนิกายอย่างฉิวเฉียด

แต่ทว่า เนื่องจากไม่มีเงินสินบนมอบให้ เขาจึงถูกส่งมาทำหน้าที่ดูแลหอตำราแห่งนี้

หอตำราของนิกายนั้นแตกต่างจากหอคัมภีร์โดยสิ้นเชิง

เพราะในหอคัมภีร์นั้นเก็บรวบรวมเคล็ดวิชา วรยุทธ์ และคัมภีร์ลับต่างๆ ที่นิกายเสาะหามา …ถือเป็นสถานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของนิกาย

แต่สำหรับหอตำรา สิ่งที่อยู่ข้างในส่วนใหญ่กลับเป็นเพียงบันทึกเรื่องราวแปลกประหลาดต่างๆในแผ่นดินใหญ่ รวมถึงข้อมูลที่ไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไหร่นัก

ดังนั้น ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่เงียบสงบเอามากๆ

บางทีทั้งเดือนอาจจะไม่ได้เห็นหน้าศิษย์คนอื่นเลยแม้แต่คนเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้ตักตวงได้เลยเช่นกัน

ถึงกระนั้น โชคดีที่ว่าตอนที่ข้ามมิติมาใหม่ๆ ลู่เย่ไม่ได้มาตัวเปล่า

ตัวเขายังมี "หอหมื่นวิถี" ติดมาในห้วงความคิดของเขาด้วย

ทุกๆสิบวัน หอแห่งนี้จะสามารถฟักตัวสร้างสิ่งของต่างๆออกมาได้

ไม่ว่าจะเป็นโอสถ เคล็ดวิชา วรยุทธ์ ยันต์ หรือแม้กระทั่งพรสวรรค์ก็ตาม

ด้วยความช่วยเหลือจากพลังวิเศษนี้เอง ทำให้ลู่เย่ที่เพิ่งข้ามมิติมาได้เพียงสองเดือน ก็สามารถเลื่อนระดับขึ้นสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สี่ได้สำเร็จ

เเละสำหรับเส้นทางของผู้ฝึกตนนั้น แบ่งเป็น:

ขอบเขตรวบรวมปราณ

ขอบเขตปราณก่อกำเนิด

ขอบเขตเหนือสวรรค์!

….

ขอบเขตรวบรวมปราณ:

ขอบเขตนี้คือการรวบรวมพลังปราณจากฟ้าดินมาหลอมรวมและขัดเกลาร่างกาย ทำให้มีพละกำลังและความเร็วเหนือคนธรรมดา

ขอบเขตปราณก่อกำเนิด:

ขอบเขตนี้ เพียงแค่สะบัดมือเบาๆก็มีพลังทำลายล้างน่าสะพรึงกลัวถึงขั้นทลายแผ่นศิลาได้ หากใครบรรลุถึงขั้นนี้ ก็หมายความว่าสามารถตั้งตัวในเมืองใหญ่ๆ หรือแม้กระทั่งเปิดนิกายยุทธ์ของตนเองได้เลยทีเดียว

ขอบเขตเหนือสวรรค์:

ขอบเขตนี้ก็จะยิ่งเหนือล้ำไปอีกขั้น สามารถเหาะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่องไปบนนภาได้อย่างอิสระ ทั้งยังสามารถก่อตั้งตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ที่รุ่งเรืองต่อไปได้อีกหลายร้อยปี

ในโลกที่วุ่นวายเช่นนี้ การที่มีสถานที่ให้บำเพ็ญเพียรได้อย่างสงบสุข ก็นับว่าเป็นบุญของเขาแล้ว

….

“อยู่ที่นิกายเมฆาสีชาดนี่ก็สบายดีเหมือนกันนะ ในอนาคตถ้าเราบรรลุขอบเขตเหนือสวรรค์ได้เมื่อไหร่ ค่อยตอบแทนดูแลนิกายสักหน่อยก็แล้วกัน”

แต่การที่ศิษย์รับใช้คนหนึ่งจะเลื่อนระดับได้รวดเร็วปานนี้ ย่อมต้องเป็นที่จับตามองของผู้อื่นอย่างแน่นอน

ดังนั้น เขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และเพื่อป้องกันไม่ให้ความลับของตนเองรั่วไหลออกไปก่อนที่จะมีพลังแข็งแกร่งพอ

ลู่เย่จึงใช้ความสามารถในการซ่อนเร้นของหอหมื่นวิถี ปรับระดับพลังของตนเองให้แสดงผลอยู่แค่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งเท่านั้น

แต่แล้ว

หลังจากที่ลู่เย่ซ่อนระดับพลังของตนเองได้ไม่นาน จู่ๆก็มีพลังปราณอันแข็งแกร่งสายหนึ่งพุ่งตรงมายังหน้าหอตำราโดยไม่มีการปิดบังอำพรางแม้แต่น้อย

“ผู้ดูแลหออยู่ที่ใด?”

หัวใจของลู่เย่พลันกระตุกวูบ

พลังกล้าแกร่งอะไรเช่นนี้!

หรือว่านี่จะเป็นยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์?!

เขารีบวิ่งไปยังหน้าหอตำราทันที

พอไปถึงก็เห็นสตรีในชุดชาววังนางหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า

นางมีใบหน้าเย็นชาดุจจันทรา ทว่ากลับงดงามอย่างไร้ที่ติ ทั่วร่างแผ่อำนาจน่าเกรงขามจางๆ อันเป็นผลมาจากการอยู่ในตำแหน่งสูงส่งมาเนิ่นนาน

“ข้าคือ ‘เซียนเมฆาสีชาด’”

ภายใต้แสงจันทร์ สตรีในชุดชาววังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ศิษย์ยอดเขาจิปาถะ ลู่เย่ ขอคารวะท่านเจ้านิกาย”

ลู่เย่โค้งคำนับแสดงความเคารพ

“เปิดประตูหอตำรา”

ครู่ต่อมา หลังจากมองส่งเซียนเมฆาสีชาดเข้าไปในหอตำราแล้ว หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของลู่เย่ก็คลายลง

ที่แท้ คนที่มาก็คือเจ้านิกายคนปัจจุบันของนิกายเมฆาสีชาดนั่นเอง

นับว่ายังโชคดี ที่นางเพียงแค่สั่งให้เขาเปิดประตูเท่านั้น ไม่ได้มีเรื่องอื่นใด

หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยาม เซียนเมฆาสีชาดก็เดินออกมา

อันที่จริงนางมาที่นี่ก็เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ "เขตต้องห้ามกระแสคลื่นทมิฬ" ซึ่งเป็นเขตต้องห้ามของซวนโจว และเดิมทีก็ตั้งใจจะกลับไปทันที

ทว่า เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นลู่เย่ที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างประตู

ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาหมดจดของเขา ทำให้นางนึกถึงคำขอร้องของตระกูลเจียงแห่งเมืองเมฆาใบไม้ขึ้นมา

ประกอบกับของกำนัลล้ำค่าที่พวกเขาส่งมาให้ ซึ่งในนั้นมีของที่นางต้องการอยู่พอดี ดวงตาของเซียนเมฆาสีชาดจึงไหววูบขึ้นเล็กน้อย

การส่งศิษย์รับใช้ที่มีคุณสมบัติเพียงเท่านี้ไปแต่งงานเข้าบ้านตระกูลอื่น

ก็ถือเป็นการทำประโยชน์ให้นิกายเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน

….

รุ่งเช้าของวันถัดมา...

คำสั่งฉบับหนึ่งถูกส่งมาถึงมือของลู่เย่ ผ่านผู้ดูแลของยอดเขาจิปาถะ

“ว่ายังไงนะ!?”

“ท่านหมายความว่า...ข้าได้รับการเลื่อนขั้นเป็นพิเศษให้เป็นศิษย์สายในแล้ว และยังต้องแต่งงานกับคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียง ซึ่งเป็นตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์แห่งเมืองเมฆาใบไม้งั้นหรือ?”

ลู่เย่ถึงกับนิ่งอึ้งไป

นี่...นิกายส่งเขาไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์จริงๆหรือ?

ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทใจให้นิกาย แต่นิกายกลับส่งข้าไปแต่งงานเข้าบ้านผู้หญิงเนี่ยนะ?

...

ณ เมืองเมฆาใบไม้

ตระกูลเจียง

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสองตระกูลใหญ่ขอบเขตเหนือสวรรค์ของเมือง ตระกูลเจียงนั้นรุ่งโรจน์และมีหน้ามีตามาโดยตลอด

แต่ทว่าในวันนี้ บรรยากาศภายในโถงใหญ่ของตระกูลกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด

สตรีในชุดกระโปรงสีขาวผู้มีใบหน้างดงามราวกับผลงานชิ้นเอกของสวรรค์ กำลังนั่งนิ่งด้วยแววตาที่มืดมน

บนที่นั่งประมุข เจียงเหลียนซาน ผู้เป็นเจ้าบ้านตระกูลเจียง มองไปยังบุตรสาวที่เพียบพร้อมในทุกด้าน แต่กลับไม่สามารถฝึกตนได้ แล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

“ชิงเกอ พ่อรู้ว่าในใจเจ้ากำลังทุกข์ทน”

“แต่ว่า บรรพชนท่านนั้นเดิมทีพลังชีวิตและโลหิตก็อ่อนแออยู่แล้ว ตอนนี้ยังทะลวงสู่ขอบเขตเหนือสวรรค์ขั้นสี่ล้มเหลวอีก ด้วยความร้อนใจจึงถูกพลังย้อนกลับเข้าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสปางตาย”

“หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปให้คนนอกรู้ล่ะก็ ตระกูลเจียงของเราคงได้ล่มสลายในชั่วพริบตาเป็นแน่”

“ดังนั้น ก็เลยต้องให้ข้าไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับนิกายเมฆาสีชาดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”

น้ำเสียงของเจียงชิงเกอแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย

“นิกายเมฆาสีชาดเป็นถึงนิกายใหญ่แห่งซวนโจว พ่อได้ยินมาว่าศิษย์ที่พวกเขาเตรียมไว้ให้แต่งงานด้วยก็เป็นถึงศิษย์สายในที่โดดเด่น ถือเป็นยอดบุรุษหนุ่มที่หาได้ยากยิ่ง”

“แต่ข้ายังไม่เคยพบหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ ต่อให้เขาจะโดดเด่นเพียงใด แต่ลูกก็ไม่ได้ชอบพอเขา”

“การแต่งงานครั้งนี้ ลูกไม่ต้องการเจ้าค่ะ”

การต้องแต่งงานกับคนแปลกหน้าที่ไม่มีความรู้สึกใดๆต่อกัน เจียงชิงเกอรู้สึกว่าตนเองทำไม่ได้จริงๆ

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจียงเหลียนซานถึงกับหน้าเครียดขรึมขึ้นทันที

“เหลวไหล! ตอนนี้มันเวลาไหนกันแล้ว เจ้ายังจะมาทำตัวงอแงเป็นเด็กๆ อยู่ได้”

“เจ้าคิดว่าสถานะคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงของเจ้าได้มาแต่ใด?”

“ทั้งที่เจ้าไม่สามารถฝึกตนได้ แต่กลับยังคงได้รับสิทธิพิเศษต่างๆนานา ทั้งหมดนี้ก็เพราะเจ้าพึ่งใบบุญของตระกูลเจียงไม่ใช่หรือ!”

“และตอนนี้ตระกูลเจียงกำลังเผชิญกับมหันตภัย ในฐานะที่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียง มันถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องเสียสละบางอย่างเพื่อตระกูล”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความกล้าหาญทั้งหมดที่เจียงชิงเกอรวบรวมมาเมื่อครู่ก็พลันมลายหายไปในพริบตา

“นั่นสินะ... ข้าเจียงชิงเกอ... ฝึกตนไม่ได้นี่นา”

เจียงชิงเกอเผยรอยยิ้มเยาะหยันตนเองออกมา

ประกายในดวงตาของนางดับวูบลง กลับสู่ความสงบนิ่งโดยสมบูรณ์

เจียงชิงเกอลุกขึ้นยืนและเตรียมเดินจากไป

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชิงเกอขอน้อมรับการตัดสินใจของท่านเจ้าบ้านทุกประการเจ้าค่ะ”

เจียงเหลียนซานมองตามแผ่นหลังของเจียงชิงเกอที่เดินจากไป เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

อย่างน้อยตอนนี้ ข่าวที่ว่าบรรพชนของตระกูลทะลวงระดับล้มเหลวจนบาดเจ็บสาหัสปางตายยังไม่แพร่งพรายออกไป ตระกูลเจียงของเขาก็ยังพอจะอาศัยการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับศิษย์สายในของนิกายเมฆาสีชาดเพื่อดึงบารมีของนิกายมาเป็นเกราะป้องกันได้บ้าง

แต่ถ้าหากว่า ข่าวลือนี้หลุดออกไปเมื่อใด...

ถึงตอนนั้นต่อให้คิดจะไปเชื่อมสัมพันธ์อีกครั้ง…หากฝั่งนิกายเมฆาสีชาดยอมส่งแค่ศิษย์รับใช้มาให้ ก็ถือว่าดีถมไปแล้ว

และเมื่อถึงเวลานั้น เจียงชิงเกอที่มีรูปโฉมงดงามล่มเมืองแต่กลับฝึกตนไม่ได้...ก็จะต้องตกเป็นเป้าหมายของผู้อื่นอย่างแน่นอน และจุดจบของนางคงน่าเศร้าสลดเป็นแน่

เจียงเหลียนซานรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้... และเป็นเรื่องที่จำใจต้องทำอย่างแท้จริง

อีกด้าน

เมื่อมองไปยังเมืองเมฆาใบไม้อันกว้างใหญ่ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

จนถึงตอนนี้ลู่เย่ก็ยังคงรู้สึกงุนงงอยู่ไม่หาย

เดี๋ยวนะ...นี่นิกายเมฆาสีชาดส่งว่าที่ยอดฝีมือขอบเขตเหนือสวรรค์ในอนาคตอย่างเขาออกมาง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ?

ลู่เย่ได้พยายามคัดค้านแล้ว แต่ก็ถูกผู้ดูแลที่ติดตามมาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

ส่วนศิษย์สายในและศิษย์สืบทอดคนอื่นๆของนิกายเมฆาสีชาดที่ติดตามมาเพื่อร่วมแสดงความยินดี ต่างก็มองมายัง "ศิษย์น้องสายใน" คนใหม่ผู้นี้ด้วยสายตาที่แตกต่างกันไป

บางคนก็มีแววตาสะใจ

บางคนที่รู้ว่าคุณหนูเจียงชิงเกอแห่งตระกูลเจียงนั้นงดงามเพียงใด ก็คิดว่าลู่เย่คงจะโชคดีเหมือนเหยียบขี้หมามากกว่า

ทางด้านตระกูลเจียงเองก็จัดการเรื่องการแต่งงานครั้งนี้อย่างรวดเร็วมาก

ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ลู่เย่เดินทางมาถึงเมืองเมฆาใบไม้ ก็มีการประกาศจัดงานมงคลสมรสระหว่างคุณหนูใหญ่เจียงชิงเกอแห่งตระกูลเจียง กับศิษย์สายในแห่งนิกายเมฆาสีชาด นามลู่เย่ทันที

การแต่งงานระหว่างตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์อย่างตระกูลเจียง กับศิษย์สายในของนิกายเมฆาสีชาด

ในสายตาของคนภายนอกแล้ว นี่คือการจับมือกันของสองขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นการร่วมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นไปอีก

เพียงชั่วพริบตา แขกเหรื่อก็หลั่งไหลมาดั่งเมฆฝน

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีคารวะฟ้าดิน ลู่เย่ที่ถูกส่งตัวเข้าห้องหอก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

ชาติที่แล้วยังไม่ได้แต่งงานเลยแท้ๆ

พอข้ามมิติมาที่นี่...กลับได้แต่งงานซะงั้น?

แต่เอาเถอะ ในเมื่อตนเองเป็นเพียงคนตัวเล็กๆคนหนึ่ง คำคัดค้านก็ถูกผู้ดูแลปฏิเสธไปแล้ว ก็คงทำได้แค่ยอมรับสถานการณ์ไปตามน้ำเท่านั้น

อย่างไรเสีย ตระกูลเจียงก็เป็นถึงตระกูลขอบเขตเหนือสวรรค์ มีพลังแข็งแกร่ง การอยู่ที่นี่ก็น่าจะทำให้เขาบำเพ็ญเพียรได้อย่างสงบสุขเช่นกัน

ลู่เย่มองไปยังคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงราวกับหุ่นไม้ จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เดินเข้าไปแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าของนางออก

ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดนั้น ปรากฏใบหน้างดงามหมดจด คิ้วโก่งดุจวงเดือนของเจียงชิงเกอที่กำลังแสดงสีหน้าสิ้นหวังและยอมจำนน

“ท่านพี่... ให้ข้าช่วยท่านเปลี่ยนเสื้อผ้านะเจ้าคะ...”

ลู่เย่: “......”

เขามองไปยังฝ่ามือขาวผ่องที่ยื่นออกมา เตรียมจะถอดเสื้อผ้าให้เขาและเริ่มจัดการเขาตามหน้าที่

ลู่เย่จึงเอ่ยขึ้นว่า

“นี่...มันจะไม่เร็วไปหน่อยหรือ?”

หัวใจของเจียงชิงเกอแหลกสลายเป็นผุยผง นางกัดริมฝีปากแล้วตอบว่า

“ไม่เร็วหรอกเจ้าค่ะ...”

ทันใดนั้นเอง

มันก็มีเสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนของเด็กสาวดังมาจากข้างนอก

“ท่านพี่! รีบออกมาเร็วเข้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”

เจียงชิงเกอที่เพิ่งจะถอดเสื้อคลุมชั้นนอกของลู่เย่ออกถึงกับชะงักไป

นางเผยสีหน้าขอโทษออกมาเล็กน้อยแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 1: ข้าทุ่มเทใจให้นิกาย แต่นิกายกลับส่งข้าไปแต่งงานเข้าบ้านหญิง?

คัดลอกลิงก์แล้ว