- หน้าแรก
- สุดยอดนักอัญเชิญ
- OS ตอนที่ 106 ความสุขของผู้นำทาง
OS ตอนที่ 106 ความสุขของผู้นำทาง
OS ตอนที่ 106 ความสุขของผู้นำทาง
ไม่กี่นาทีก่อนที่จะเทเลพอร์ตออกไป อีควิน็อกซ์มองดูคำอธิบายของไลฟ์คริสตัล
==
ชื่อ: ไลฟ์คริสตัล
ระดับ: ตำนาน
ประเภท: ใช้งาน, อัญมณี
เอฟเฟ็กต์: ใช้ได้เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ทางสายพันธุ์หรือพลังของแต่ละบุคคล 500% เป็นเวลา 5 วินาที
คำอธิบาย: คริสตัลที่มีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งซึ่งอาจใช้เป็นวิธีการเสริมพลังให้กับบุคคลในช่วงเวลาหนึ่งหรือใช้เป็นอัญมณีเพื่อผลิตไม้เท้ารักษาสำหรับนักบวช เป็นอัญมณีที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในการทำอุปกรณ์ของนักบวช ไม่ทราบว่าอัญมณีเหล่านี้ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไรหรือเพาะพันธุ์ขึ้นมาได้อย่างไร กล่าวกันว่าพบได้เพียงศตวรรษละครั้งเท่านั้น
==
อีควิน็อกซ์ตกตะลึงกับผลของไลฟ์คริสตัล น่าเสียดายที่เขามีเพียงสองอันเท่านั้น เขาหวังว่าถ้าได้มันมามากกว่านี้ก็คงดี
หากผู้เล่นคนใดรู้ว่าอีควิน็อกซ์คิดอะไรอยู่ล่ะก็ พวกเขาคงโยนเขาลงไปในหุบเขาแล้ว และหากเขารอดชีวิต เขาจะถูกทิ้งไว้ให้ตายอยู่ที่นั่น
อีควิน็อกซ์เปิดใช้งานคริสตัล พร้อมจินตนาการถึงสถานที่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งเป็นที่ที่ครอบครัวของแอสเทเรียนกำลังรอเขาอยู่
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงพลังเดียวกับตอนที่เลาม่าเสริมแรงให้เขา เมื่อร่างกายเต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์ต้นกำเนิด เขารีบเปิดใช้งานเวทมนตร์นั้นทันที เพื่อ ‘พาเขาไปยังที่นั่น’
ในชั่วพริบตา อีควิน็อกซ์และแอสเทเรียนก็หายวับไปจากแอล์ฟไฮม์
...
[คุณได้มาถึงเขาวงกตแห่งแอสเทเรียนแล้ว]
อีควิน็อกซ์อ่านข้อความแจ้งเตือนจากระบบ ก่อนจะมองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง เขามั่นใจแล้วว่าไม่ได้อยู่ในอาณาจักรหลัก เนบิวลอน เพราะตอนนี้เป็นเวลากลางคืน และบนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ถึงแปดดวง ในขณะที่เนบิวลอนมีเพียงดวงเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ อีควิน็อกซ์จึงมั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้กลับไปยังอาณาจักรหลัก
เขาหันไปมองแอสเทเรียน และเห็นว่าเด็กชายมีรอยยิ้มแฝงความคิดถึงเบา ๆ ปรากฏบนใบหน้า ทั้งคู่เดินทางมาถึงทางเข้าเขาวงกต
แอสเทเรียนส่งสัญญาณให้เขาเข้าไป โดยเกาะชายเสื้อของอีควิน็อกซ์ไว้พร้อมชี้ไปที่ทางเข้าด้วยท่าทางมั่นใจ
จากนั้น อีควิน็อกซ์ก็เข้าไปในเขาวงกต และรู้สึกประหลาดใจที่มันเป็นดันเจี้ยน
มันมีกำแพงสูงประมาณยี่สิบเมตรและหนาหนึ่งเมตร อีควิน็อกซ์พยายามบินขึ้นไป แต่ก็พบกับบาเรียที่มองไม่เห็น บาเรียนั้นมีผลกับเขาหรือกับสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่า เนื่องจากนกและแมลงทั่วไปสามารถผ่านไปได้โดยไม่มีแรงต่อต้าน อีควิน็อกซ์ใช้เวลาประมาณสี่สิบนาทีในการไปถึงใจกลาง เนื่องจากเขาวงกตนั้นชวนให้หลงทาง
มันแตกต่างจากเขาวงกตบิดเบี้ยวที่เขามีผู้นำทางชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาใช้สมองมากนัก โชคดีที่เขาวงกตของแอสเทเรียนยังเล็กกว่ามาก เมื่อเทียบกับเขาวงกตบิดเบี้ยว เวทมนตร์บางส่วนที่เคยถูกจารึกไว้บนผนังก็เริ่มเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้ผนังบางส่วนพังทลาย กลายเป็นทางเดินใหม่
อีควิน็อกซ์ใช้เนตรปีศาจสีครามของเขาตรวจสอบ ก็สามารถเห็นรูปแบบเวทมนตร์ที่เหลืออยู่และร่องรอยของทางเดินที่เปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงทางเข้ากลางของเขาวงกต แอสเทเรียนวิ่งนำหน้าอีควิน็อกซ์ไปอย่างตื่นเต้นราวกับไม่อาจอดใจรอได้ แต่ทันทีที่อีควิน็อกซ์วิ่งตามไปถึง สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นแอสเทเรียนที่เปลี่ยนเป็นสีหน้าสิ้นหวังและหมดกำลังใจอย่างชัดเจน
ใบหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยความเศร้า ราวกับเขาคาดหวังว่าจะได้พบวิญญาณของสมาชิกในครอบครัวสักคนอย่างน้อยในสวนแห่งนี้ แต่สุดท้ายกลับต้องผิดหวังอย่างแรง
อีควิน็อกซ์ต้องการปลอบใจเขา แต่เขากลับตกใจกับการแจ้งเตือนที่กะทันหัน
[ฉายาของคุณ 'ผู้ชี้นำเหล่าวิญญาณที่หลงทาง' สะท้อนอยู่ในบริเวณนั้น]
[วิญญาณที่เหนื่อยล้าและหดหู่ที่อ่อนแอได้รับการฟื้นคืนชีพและจะมาหาคุณเพื่อขอความช่วยเหลือ]
ทุก ๆ สองถึงสามวินาที วิญญาณแต่ละดวงจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น พร้อมกับยกแขนขึ้นราวกับเพิ่งตื่นจากการหลับใหลยาวนาน วิญญาณสองดวงแรกที่ปรากฏคือชายและหญิง ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับแอสเทเรียนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคู่สบตากัน ก่อนจะเหลือบไปเห็นเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างอีควิน็อกซ์ และเริ่มก้าวเท้าเดินตรงไปหาเขาอย่างเงียบงัน
อย่างไรก็ตาม แอสเทเรียนซ่อนตัวอยู่ข้างหลังอีควิน็อกซ์ราวกับว่าเขากลัวหรือเขินอายด้วยเหตุผลบางอย่าง ผ่านไปอีกไม่กี่วินาที วิญญาณก็ปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ วิญญาณตอนนี้มีทั้งหมดหกดวง หากนับแอสเทเรียนรวมเข้าไปด้วยก็จะมีทั้งหมดเจ็ดดวง
แอสเทเรียนยังคงเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองต้นโอ๊กยักษ์ที่ค่อย ๆ ส่องแสงเจิดจ้าออกมา
วิญญาณของชายหนุ่มเริ่มปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา แอสเทเรียนเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ ก่อนจะโอบกอดชายหนุ่มนั้นอย่างอบอุ่น
ในตอนแรก วิญญาณดูเหมือนจะตกใจ แต่เมื่อรู้ว่าเป็นแอสเทเรียน เขาก็โอบกอดตอบกลับด้วยความรู้สึกผูกพันไม่ต่างกัน
วิญญาณสองดวงแรกที่ปรากฎตัวขึ้น ชายและหญิง ดูเหมือนจะต้องการกอดจากแอสเทอเรียนด้วย แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้แอสเทอเรียนระแวงพวกเขา
อีควิน็อกซ์คาดเดาว่าชายหญิงคู่นั้นน่าจะเป็นพ่อแม่ของแอสเทเรียน เด็กน้อยอาจรู้สึกระแวงหรือไม่ไว้วางใจพวกเขา เพราะบาดแผลทางใจและความสับสนที่เกิดขึ้นตอนที่เขาถูกส่งมายังเขาวงกตแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม อีควิน็อกซ์สังเกตว่าทันทีที่สายตาของชายหญิงคู่รักนั้นไปหยุดอยู่ที่แอสเทเรียน พวกเขาก็จำเด็กน้อยได้ทันที ราวกับพวกเขาเฝ้ารอเขาเสมอมา
วิญญาณชายหนุ่มที่แอสเทเรียนกอดอยู่ แตะเบา ๆ ที่หลังเด็กน้อยเหมือนส่งสัญญาณบอกว่า ไม่เป็นไรที่จะได้กอดชายหญิงคู่รักในตอนนี้
แอสเทเรียนจึงคลายอ้อมกอด ก่อนเลื่อนตัวไปซ่อนอยู่ข้างหลังชายหนุ่มอย่างระมัดระวัง
ในขณะเดียวกัน วิญญาณของชายหญิงคู่รัก พร้อมด้วยวิญญาณอีกสี่ดวง ก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้นอย่างช้า ๆ
วิญญาณชายหนุ่มดูเหมือนจะพูดบางอย่างกับแอสเทเรียน จากนั้นเขาก็มองไปที่วิญญาณของชายหญิงคู่รักอย่างเขินอาย พวกเขากางแขนออกกว้าง และรอให้แอสเทอเรียนเดินมาหาพวกเขา
จากนั้น แอสเทเรียนก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ ทีละก้าว จนกระทั่งยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสอง วิญญาณชายหญิงคู่รักโอบกอดเขาไว้แน่นด้วยความรักจนเด็กน้อยเริ่มร้องไห้ออกมา และในไม่ช้า น้ำตาของทั้งสองวิญญาณก็หลั่งไหลตามมา วิญญาณดวงอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงก็ทยอยเข้ามาล้อมรอบ และร่วมโอบกอดพวกเขาด้วยความอบอุ่น
อีควิน็อกซ์ที่เห็นภาพตรงหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดและเปี่ยมสุขในเวลาเดียวกัน น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้ตัว เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นหยดที่หนึ่งหรือที่สองแล้ว
เขารีบเช็ดน้ำตาออก เมื่อเห็นแอสเทเรียนเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับบางสิ่งบางอย่างในมือเล็ก ๆ นั้น
จากนั้น เด็กชายก็ยื่นของสิ่งนั้นให้อีควิน็อกซ์ พร้อมกับโบกมือลาอย่างเงียบงัน ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
อีควิน็อกซ์รับสิ่งของไว้ในมือซ้าย โดยไม่แม้แต่จะก้มลงมอง ขณะยกมือขวาขึ้นโบกตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา
แอสเทเรียนได้หันหลังกลับ เดินกลับไปหาครอบครัวของเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุข ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะก้าวเข้าไปในประตูที่สร้างขึ้นจากแสงสว่างอันอบอุ่น และค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตา
[คุณได้เคลียร์ภารกิจ 'ความปรารถนาของวิญญาณบริสุทธิ์' แล้ว]
[แอสเทเรียนได้มอบรางวัลของคุณแล้ว]
ความสุขของอีควิน็อกซ์ไม่ได้มาจากสิ่งของหรือรางวัลใด ๆ แต่เกิดจากความอิ่มเอมในใจ ที่ได้เห็นพวกเขา... กลับมาอยู่พร้อมหน้าหร้อมตากันอีกครั้ง
เมื่อเขากลับมาสงบสติอารมณ์ได้ เขาจึงตรวจสอบไอเทมที่แอสเทเรียนมอบให้ แต่ปฏิกิริยาเดียวของเขาคือการอ้าปากค้าง
==
ชื่อ: เศษวิญญาณฮีโร่ครึ่งคนครึ่งกระทิง
ระดับ: ตำนาน
ประเภท: ไอเทมเปลี่ยนเผ่าพันธุ์
เอฟเฟ็กต์: เปิดใช้งานเพื่อเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ของตัวละครของคุณเป็นครึ่งกระทิง ค่าสถาะของตัวละครจะถูกปรับเทียบใหม่ให้เหมาะกับเผ่าพันธุ์ใหม่ของคุณ และรับฉายา 'ลูกหลานของเรเกอร์ เท็กตัน หลังจากทำภารกิจเปลี่ยนเผ่าพันธุ์สำเร็จ (จำกัดเฉพาะสายอาชีพนักรบ)
คำอธิบาย: ส่วนหนึ่งของวิญญาณของฮีโร่คนหนึ่งของเผ่าพันธุ์เซลวาจเจียที่เข้าร่วมในสงครามกับเทพแห่งความมืด เขาเป็นชาวเทอร์รามอฟที่มีพละกำลังและความอดทนมหาศาล กล่าวกันว่าเขาสามารถฟันภูเขาได้ด้วยการฟันขวานเพียงครั้งเดียว
วิญญาณของเขาแหลกสลายเพราะศัตรูคือเทพแห่งความมืด ส่งผลให้จิตวิญญาณของเขาบางส่วนสลายไป ชิ้นส่วนนี้ประกอบด้วยมรดกของเขาที่บุคคลสามารถสืบทอดทักษะ และความสามารถในการต่อสู้ของเขาได้
==
อีควิน็อกซ์เข้าใจแล้วว่าทำไมคริสโตบัลจึงต้องการให้แอสเทเรียนเป็นผู้พิทักษ์เขาวงกตของเขา หากเขาสามารถดึงพลังของแอสเทเรียนออกมาได้สำเร็จ อีควิน็อกซ์ก็คงทำได้แค่ฝันที่จะปลดปล่อยเลาม่าจากผนึกที่จองจำเธอ
เขาอยากจะคาดเดาเรื่องราวต่าง ๆ ต่อไป แต่ตอนนี้กลับมีบางอย่างที่น่ากังวลยิ่งกว่า นั่นก็คือข้อความจากระบบที่ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา ทันทีที่พวกเขาหลบหนีออกมาจากเขาวงกตบิดเบี้ยว
[ใบหน้าของคุณถูกจารึกไว้ในใจของคริสโตบัล เกรดิก และเขาติดป้ายว่าคุณเป็นบุคคลที่ต้องฆ่า ระวังพันธมิตรของคริสโตบัลไว้ เพราะพวกเขาจะตามล่าคุณหากพวกเขาเห็นคุณ]
อีควิน็อกซ์ได้แต่ตะโกนในใจด้วยความตกใจ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า คริสโตบัลจะใส่ชื่อเขาไว้ในบัญชีรายชื่อสังหารด้วยซ้ำ ซึ่งมันยิ่งตอกย้ำให้เขาเชื่อว่า เลาม่าอาจมีความสำคัญต่อแผนการบางอย่างของคริสโตบัลมากกว่าที่เขาเคยคาดคิดไว้เสียอีก
อย่างไรก็ตาม อีควิน็อกซ์ไม่ได้รู้สึกกังวลแม้แต่น้อย เพราะด้วยทักษะเสน่ห์สามารถช่วยเขาให้รอดจากสถานการณ์นี้ได้
“ฮ่า ๆ ฉันไม่ค่อยใช้ร่างเดมอสเวลาออกไปป้วนเปี้ยนท่ามกลางผู้คนอยู่แล้วล่ะ ขอให้โชคดีในการตามหาฉันให้เจอนะ ตาแก่”
อีควิน็อกซ์กล่าวพร้อมหัวเราะเสียงต่ำอย่างขบขัน
ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ถ้าใครได้ยินเข้า อาจเผลอคิดว่าเป็นเสียงหัวเราะของตัวร้ายเสียมากกว่า
อีควิน็อกซ์ฉีกม้วนกระดาษที่อัสคาลอร์มอบให้โดยไม่ลังเล เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้อีกต่อไป เพราะที่นี่ไม่มีทั้งบอสให้ต่อสู้หรือมอนสเตอร์ให้จัดการอีกแล้ว
เขาสลายหายไปในอนุภาคแสง และกลับไปยังที่ราบพาราด็อกซ์ โดยไม่รู้เลยว่า หากเขาอยู่ต่ออีกเพียงครู่เดียว ก็อาจได้เผชิญหน้ากับคริสโตบัลไปแล้ว
สาเหตุที่คริสโตบัลเพิ่งเดินทางมาถึงด้วยความล่าช้า เพราะการเทเลพอร์ตจากมิติอื่นต้องใช้เวลาและความพยายามมหาศาล ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทำได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่ได้ถือกำเนิดมาเพื่อใช้เวทมนตร์มิติแต่กำเนิดอย่างชาวเดมอส