- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ผู้รังสรรค์สัตว์เทพ
- บทที่ 1 สวัสดี เสี่ยวจี
บทที่ 1 สวัสดี เสี่ยวจี
บทที่ 1 สวัสดี เสี่ยวจี
บทที่ 1 สวัสดี เสี่ยวจี
“นายยังมัวยุ่งกับไข่ใบนั้นอยู่อีกเหรอ? ตัดใจซะเถอะ อาจารย์ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไข่สัตว์วิญญาณใบนั้นมันฟักไม่ออกแล้ว? อย่าเสียเวลาเลยน่า”
“อย่ากวนสิ ฉันรู้สึกได้นะว่ามันใกล้จะฟักออกมาแล้ว”
“พอเถอะน่า ไข่ตายใบเดียวจะฟักออกมาเป็นสัตว์วิญญาณได้ยังไง นายรีบไปหาสัตว์วิญญาณมาเลี้ยงให้ไวดีกว่า อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย”
“เห็นไหม ฟักออกมาแล้ว~”
“เอ๊ะ?! ฟักได้จริงๆ เหรอเนี่ย?”
ภายในหอพักคู่ของโรงเรียนมัธยมปลายเหมามู่ที่สอง เด็กหนุ่มผมดำนั่งจ้องไข่สัตว์วิญญาณที่กำลังปริแตกอยู่หน้าโต๊ะ ข้างกันนั้นมีเด็กหนุ่มอีกคนที่รูปร่างกำยำกว่ายื่นหน้าเข้ามาจ้องมองไข่ที่กำลังแตกออกเรื่อยๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“จี้~”
หัวเล็กๆ ปุกปุยสีเหลืองสดใสโผล่ออกมาจากรอยแตกของเปลือกไข่ ดวงตาสีฟ้าครามกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะจ้องมองเด็กหนุ่มทั้งสองตรงหน้าตาแป๋ว มันเอียงคอสัมผัสถึงอะไรบางอย่างแล้วกระโดดเข้าหาเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะ
“จี้~”
“ฮ่าๆ อย่าเล่นสิ~ จั๊กจี้นะ~”
เด็กหนุ่มคว้าตัวสัตว์วิญญาณที่กระโดดเข้ามาไว้ในอ้อมกอด มันเอาหัวถูไถในอ้อมอกเขาไม่หยุด ขนปุยๆ ที่หัวทำเอาต้นคอเขาจั๊กจี้ไปหมด เด็กหนุ่มร่างกำยำมองดูเจ้าสัตว์วิญญาณตัวนั้นแล้วพูดอย่างผิดหวัง
“ไก่เปลือกไข่งั้นเหรอ? ฉันว่านายเสียของที่ทุ่มเทไปเปล่าๆ แล้วล่ะ”
พอได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม เจ้าไก่เปลือกไข่ก็ร้องใส่เขาอย่างโกรธเกรี้ยว
ในขณะที่เจ้าไก่เปลือกไข่ยืนจ้องหน้าหาเรื่องเด็กหนุ่มร่างใหญ่บนโต๊ะ เด็กหนุ่มร่างผอมก็ฉวยโอกาสสังเกตมันอย่างละเอียด ร่างกายทรงไข่ปกคลุมด้วยขนอ่อนสีเหลืองสดใส บนหัวมีขนชี้โด่เด่หนึ่งกระจุก ปีกคู่เล็กแนบชิดลำตัว พอรู้ตัวว่าถูกเด็กหนุ่มตรงหน้าจ้องมองอยู่ เจ้าไก่เปลือกไข่ก็เอียงคอใช้ดวงตาสีฟ้าครามมองตอบ
พอเห็นขนบนหัวมันดุ๊กดิ๊กไปมา เขาก็หลุดขำออกมา จ้องมองเจ้าไก่เปลือกไข่แล้วพูดว่า
“สวัสดี~ ฉันชื่อเฟิงหยวนนะ จำชื่อฉันไว้ด้วยล่ะ~”
เจ้าไก่เปลือกไข่ส่งเสียงร้องอย่างอารมณ์ดีเหมือนเป็นการตอบรับ
“จะให้ฉันเรียกเธอว่าอะไรดีนะ~”
อีกฝ่ายมองหน้าเด็กหนุ่มร่างผอมด้วยความสงสัย
“ชื่อเสี่ยวจีเป็นไง?”
เจ้าไก่เปลือกไข่เอียงคอมองเด็กหนุ่ม ดูเหมือนกำลังใช้ความคิด
“งั้นตกลงตามนี้นะ~ เสี่ยวจี~”
พอได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม เสี่ยวจีก็ร้องออกมาอย่างดีใจ
พอเห็นเสี่ยวจียอมรับชื่อที่เฟิงหยวนตั้งให้อย่างง่ายดาย เพื่อนข้างๆ ก็เบ้ปากพูดอย่างดูแคลนว่า
“ดูท่าไอคิวจะไม่เท่าไหร่แฮะ ชื่อแบบนี้ยังยอมรับได้ลงคอ”
เฟิงหยวนมองเพื่อนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแล้วสวนกลับไปว่า
“แล้วอามู่ของนายล่ะ? ปีศาจไม้ตั้งชื่อว่าอามู่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอกน่า”
“แต่ไก่เปลือกไข่ของนายผลาญวัตถุดิบไปตั้งเยอะกว่าจะฟักออกมา ผลลัพธ์ดันออกมาพอๆ กับอามู่ของฉัน นายขาดทุนยับเลยนะ!”
“ชีเฉิน นายไม่เข้าใจ ของพวกนั้นฉันใช้เพื่อรักษาชีวิตเสี่ยวจีต่างหาก นายก็รู้นี่ว่าสถานการณ์ตอนนั้นเป็นยังไง”
“ทำไมฉันจะไม่รู้! แต่นายไม่ใช่พวกเศรษฐีมีเงินนะ! ผลาญทรัพยากรไปขนาดนั้นแต่ได้มาแค่ไก่เปลือกไข่ตัวเดียว นายคิดว่ามันคุ้มเหรอ!”
“จี้...”
พอเห็นเสี่ยวจีเริ่มซึม เฟิงหยวนก็ลูบหัวมันแล้วดึงเข้ามากอดพลางมองชีเฉินด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ชีเฉิน นายเปลี่ยนไปนะ ในเมื่อตอนนั้นฉันเจอไข่ของเสี่ยวจีที่กำลังจะตาย ฉันก็มีหน้าที่ต้องช่วยชีวิตมันสิ”
“แต่ว่า... นาย... ก็รู้นี่ว่าเรื่องยุ่งยากที่ตามมามันไม่ใช่น้อยๆ”
“ลัทธิ G น่ะเหรอ? ไม่เป็นไรหรอก พวกนั้นทำอะไรฉันไม่ได้หรอกน่า”
ชีเฉินเห็นท่าทางไม่ยี่หระของเฟิงหยวนแล้วก็อดโมโหไม่ได้
“นายรู้ด้วยเหรอ? พวกมันเป็นพวกบ้านะ ที่ตอนนี้ยังไม่ทำอะไรก็เพราะนายหลบอยู่ในเมืองเหมามู่ พวกมันเลยไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าต่างหาก”
“นี่นายเป็นห่วงฉันเหรอ? วางใจเถอะ~”
“ห่วงนายเหรอ? ฉันแค่ไม่อยากเห็นวันดีคืนดีนายโดนพวกนั้นจับกลับไปต่างหาก! อุตส่าห์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันทั้งที ฉันไม่อยากเห็นจุดจบอนาถของนายหรอกนะ!”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงหรอกน่า~ ไปเถอะ พาเสี่ยวจีไปตรวจสุขภาพกัน”
เฟิงหยวนอุ้มเสี่ยวจีเดินออกจากหอพัก ชีเฉินได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาแล้วเดินตามไป
ระหว่างทาง เสี่ยวจีที่อยู่ในอ้อมกอดของเฟิงหยวนสัมผัสได้ถึงพลังที่คุ้นเคย ด้วยความอ่อนเพลียมันจึงค่อยๆ หลับตาลงและผล็อยหลับไป
“นี่เหรอสัตว์วิญญาณที่ฟักออกมาจากไข่ใบนั้นของเธอ?”
ณ ห้องพยาบาล หญิงสาวผมบลอนด์ยาวท่าทางเป็นผู้ใหญ่จ้องมองเสี่ยวจีในอ้อมแขนเฟิงหยวนด้วยความสงสัย พอเห็นชีเฉินยืนจ้องเธอตาไม่กะพริบ เฟิงหยวนก็วางเสี่ยวจีที่กำลังหลับปุ๋ยลงบนแท่นตรวจเบาๆ แล้วตอบว่า
“ใช่ครับ ผมตั้งชื่อให้ว่าเสี่ยวจี รบกวนช่วยตรวจสุขภาพให้มันหน่อยนะครับ”
อาจารย์สาวลุกขึ้นหยิบเครื่องมือเดินมาที่เสี่ยวจีเพื่อเตรียมตรวจ เฟิงหยวนเห็นเสี่ยวจียังหลับอยู่ก็เลยเอานิ้วจิ้มพุงกลมๆ ของมัน
“จี้!”
“ตื่นได้แล้ว ตรวจสุขภาพหน่อย”
เสี่ยวจีร้องอย่างงัวเงีย ดูเหมือนยังไม่รู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ที่หอพักแล้ว
พอเห็นท่าทางสะลึมสะลือของเสี่ยวจี อาจารย์ห้องพยาบาลก็หัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า
“ไม่ต้องปลุกก็ได้ ตรวจทั้งอย่างนั้นแหละ”
“เหรอครับ?”
เสี่ยวจีลุกขึ้นนั่งงงๆ พอเห็นว่าเปลี่ยนสถานที่ก็หันมองซ้ายมองขวาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“เสี่ยวจี อย่ายุกยิกสิ ให้คุณหมอตรวจร่างกายก่อนนะ เป็นเด็กดีหน่อย”
เสี่ยวจีร้องรับคำอย่างอารมณ์ดี แล้วนั่งนิ่งๆ ยอมให้อาจารย์ห้องพยาบาลจับตรวจแต่โดยดี
สักพักใหญ่ อาจารย์ก็เก็บเครื่องมือแล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานเริ่มเขียนเอกสาร เฟิงหยวนเดินไปอุ้มเสี่ยวจีขึ้นมาวางแหมะไว้บนหัวตัวเอง
“อย่าอึใส่หัวฉันนะ!”
เสี่ยวจีร้องประท้วงอย่างไม่พอใจเหมือนจะบอกว่าใครเขาจะทำกัน
“ทำไมนายต้องเอามันไปวางบนหัวด้วยเนี่ย”
“ก็มันสนุกนี่นา~”
ผ่านไปครู่หนึ่ง อาจารย์ห้องพยาบาลก็ยื่นปึกเอกสารให้เฟิงหยวน
“นี่เป็นผลตรวจของเสี่ยวจี โดยรวมถือว่าแข็งแรงดี แต่คงเพราะตอนเป็นไข่ได้รับบาดเจ็บหนัก ร่างกายเลยอ่อนแอกว่าไก่เปลือกไข่ทั่วไปพอสมควร”
ได้ยินแบบนั้นเสี่ยวจีก็สะดุ้งตกใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ~ ยังไงผมก็ไม่ได้กะให้เสี่ยวจีช่วยสู้รบปรบมือกับใครอยู่แล้ว~”
“แต่วิธีการที่เธอช่วยชีวิตเสี่ยวจีนี่น่าทึ่งจริงๆ นะ ตอนนั้นครูเองก็เคยตรวจสอบดูแล้ว ถึงขนาดไปถามอาจารย์ที่ปรึกษาของครูด้วย ทุกคนบอกว่าไม่รอดแน่ๆ ไม่นึกเลยว่าเธอจะทำให้มันฟักออกมาจนได้ ถึงร่างกายจะอ่อนแอไปหน่อย แต่นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ”
พอเห็นสายตาที่จ้องเขม็งของอาจารย์ห้องพยาบาล เฟิงหยวนก็ถอยหลังไปสองสามก้าว
“อาจารย์จะพูดอะไรครับ?”
“สนใจจะสอบเข้าคณะสัตว์วิญญาณของมหาวิทยาลัยโอเลียไหม?”
“ไม่ล่ะครับ ผมว่าคณะผู้ใช้อสูรดีกว่า”
“แต่ฝีมือการรักษาที่มหัศจรรย์ขนาดนี้ พิสูจน์ว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านสัตว์วิญญาณมากนะ ไม่ลองพิจารณาดูใหม่เหรอ?”
“ไม่เอาครับ แต่ว่าขั้นตอนการรักษาเสี่ยวจีในครั้งนี้ ผมเขียนคู่มืออธิบายให้ได้นะ ส่วนข้อมูลเจาะลึกพวกอาจารย์ไปเรียบเรียงกันเอาเอง”
“จะได้เหรอ?”
พอเห็นอีกฝ่ายตาเป็นประกายจ้องมา เฟิงหยวนก็ถอยกรูดไปอีกหลายก้าว
“ได้สิครับ เดี๋ยวอีกสองสามวันผมเอาคู่มือมาให้”
อาจารย์สาวทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ตกลง เดี๋ยวพอเรียบเรียงเป็นวิทยานิพนธ์แล้ว จะใส่ชื่อเธอเป็นชื่อแรกเลย... เอ๊ะ? คนล่ะ?”
พอเห็นเฟิงหยวนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย อาจารย์ห้องพยาบาลก็ส่ายหน้าขำๆ
“ให้ตายสิ ฉันน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไงนะ~”
“นายวิ่งหนีทำไมเนี่ย?”
ที่ระเบียงทางเดิน ชีเฉินสะบัดมือเฟิงหยวนที่ลากเขาออกมา เฟิงหยวนเหลือบมองชีเฉินแล้วแซวว่า
“ทำไม? ชอบอาจารย์โอลินนาเหรอ?”
“บ้า! นายทำตัวลับๆ ล่อๆ วิ่งออกมาเหมือนไปทำเรื่องไม่ดีมาทำไมกันแน่!”
“หน้าแดงแล้ว~ ฉันพูดถูกล่ะสิ~ อาจารย์โอลินนาสวยขนาดนั้น นายจะชอบก็ไม่แปลกหรอก~”
“พอได้แล้ว!”
“นายอ่านข้อมูลพวกนี้รู้เรื่องด้วยเหรอ?”
ชีเฉินที่หน้าแดงระเรื่อเห็นเฟิงหยวนหยิบเอกสารชุดนั้นขึ้นมาพลิกดูอย่างละเอียดก็อดสงสัยไม่ได้ เฟิงหยวนปรายตามองเพื่อนแวบหนึ่ง อ่านเอกสารไปพลางตอบส่งๆ ไปพลาง
“ทำไมจะดูไม่รู้เรื่อง? นายคิดว่าฉันช่วยเสี่ยวจีกลับมาได้ยังไงล่ะ?”
“จริงด้วย แต่ทำไมนายไม่เลือกคณะสัตว์วิญญาณล่ะ? คณะนั้นไม่ต้องออกนอกเมือง น่าจะปลอดภัยกว่าเยอะเลยไม่ใช่เหรอ?”
“หลบอยู่ในเมืองวิจัยสัตว์วิญญาณเหรอ? ขอทีเถอะ ฉันชอบออกไปผจญภัยข้างนอกมากกว่า”
“นายนี่นะ ไม่กลัวอันตรายบ้างเลยหรือไง?”
เฟิงหยวนวางเอกสารในมือลง มองหน้าชีเฉินที่มีสีหน้าเป็นกังวล แล้วพูดอย่างจนใจว่า
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องห่วงเรื่องลัทธิ G ทำไมนายไม่เชื่อสักทีนะ?”
“เอ๊ะ? วันนี้ที่โรงเรียนมีเรื่องใหญ่อะไรหรือเปล่า?”
เฟิงหยวนวางเอกสารลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความสงสัย