- หน้าแรก
- เปิดระบบเจ้าพ่อเทคโนโลยี ขอสร้างตัวพร้อมเลี้ยงน้องสาว
- บทที่ 12: ความ “รัก” จากถังกั่ว
บทที่ 12: ความ “รัก” จากถังกั่ว
บทที่ 12: ความ “รัก” จากถังกั่ว
ในห้องนั่งเล่น หลังจากที่อาจารย์ที่ปรึกษาหลี่น่าออกไปแล้ว ม่อจิงชุนก็รีบเปิดถุงพลาสติกที่ใส่กล่องข้าวอยู่อย่างใจจดใจจ่อ
ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนฟ้ามืด เขาเพิ่งได้กินข้าวผัดไข่ที่ทำจากข้าวสวยที่เหลือไปแค่ชามเดียวตอนเช้าเท่านั้น ส่วนบนรถไฟความเร็วสูง ก็กินแค่ขนมปังไปชิ้นเดียวเพื่อรองท้อง
ไม่ใช่ว่าเขาเสียดายเงินค่าข้าวกล่องบนรถไฟ แต่เป็นเพราะช่วงนั้น เขากำลังอุ้มน้องสาวถังกั่วนอนหลับอยู่ เลยพลาดช่วงเวลาที่เขามาขายข้าวกล่องไป ส่วนเรื่องเงิน ในตอนนี้เขาไม่ได้ขาดแคลนเลย
เงินที่ญาติๆ ให้ เงินที่แม่ทิ้งไว้ เงินช่วยงานศพของแม่ และเงินรางวัลที่ทางโรงเรียนมอบให้ รวมๆ กันแล้วมีมากถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน
ในกล่องข้าวสีแดงมีหมูตุ๋นซีอิ๊ว ผัดผัก และผัดถั่วงอก ทั้งสามเมนูทำให้ม่อจิงชุนรู้สึกดีใจไม่น้อย เพราะล้วนเป็นของโปรดของเขาทั้งนั้น แค่ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารฝีมือพ่อครัวของโรงอาหารมหาวิทยาลัยปักกิ่งจะเป็นอย่างไร
เมื่อหมูตุ๋นซีอิ๊วติดมันชิ้นหนึ่งเข้าปาก คิ้วของม่อจิงชุนก็คลายออกจากกัน
“อืม~ หวานจัง”
“น่าจะใส่น้ำตาลเยอะเกินไป ฟุ่มเฟือยจริงๆ”
ด้วยความหิวโซ เขาจึงรีบกินอย่างกับพายุ กวาดข้าวและกับข้าวในกล่องจนเกลี้ยง
ที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ เจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่ในรถเข็นเด็กกำลังดูดขวดนม ดวงตากลมโตน่ารักของเธอจ้องเขม็งไปที่ม่อจิงชุนซึ่งกำลังกินหมูอย่างเอร็ดอร่อย ยิ่งเมื่อกลิ่นหอมของหมูตุ๋นซีอิ๊วลอยไปเตะจมูก จุกนมที่คาอยู่ในปากก็หลุดออกมาโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่อง
ม่อจิงชุนที่เพิ่งกินข้าวเสร็จเรียบร้อยเตรียมจะนำกล่องข้าวไปล้าง พอเงยหน้าขึ้นก็สบตากับดวงตากลมโตของน้องสาวถังกั่วพอดี
ม่อจิงชุนมองน้องสาวถังกั่วที่น้ำลายไหลยืดเป็นทางแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ อายุแค่นี้ เขาไม่กล้าป้อนหมูตุ๋นซีอิ๊วให้เธอกินหรอก ส่วนผักกับถั่วงอกก็ไม่กล้าเช่นกัน
“พรุ่งนี้จะต้มโจ๊กข้าวฟ่างให้กินนะ~” ม่อจิงชุนพูดหยอกล้อ
ส่วนน้องสาวจะฟังเข้าใจหรือไม่นั้น ม่อจิงชุนก็ไม่แน่ใจนัก
น่าจะฟังเข้าใจนะ เจ้าตัวเล็กอ้าปากยิ้มแล้ว
หลังจากเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมาให้น้องสาวจนสะอาด ม่อจิงชุนก็ยื่นขวดนมกลับไปที่มือเล็กๆ ของถังกั่วอีกครั้ง
คราวนี้เธอว่านอนสอนง่ายมาก เจ้าตัวเล็กทำท่าเลียนแบบม่อจิงชุน ดูดนมจากขวดเสียงดังอึกๆ
ตอนกลางคืน กว่าม่อจิงชุนจะจัดห้องเสร็จและนำข้าวของต่างๆ ออกจากกระเป๋าเดินทางมาจัดวางให้เข้าที่ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงสามทุ่มสิบห้าโดยไม่รู้ตัว
เขามองไปที่รถเข็นเด็กที่ไม่ไหวติงมานานแล้ว ก็พบว่าน้องสาวถังกั่วนั่งหลับอยู่ในรถเข็นเด็กเสียแล้ว มิน่าล่ะถึงไม่ได้ยินเสียงดิ้นขลุกขลักของเจ้าตัวเล็กจากข้างหลังมาตั้งนาน
“ช่างเถอะ วันนี้ไม่อาบน้ำให้แล้วกัน” ม่อจิงชุนมองน้องสาวที่หลับสนิทแล้วยักไหล่
อย่าปลุกน้องเลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวเล็กคงจะงอแงไปจนถึงดึกดื่นแค่ไหนก็ไม่รู้กว่าจะยอมนอน
ม่อจิงชุนค่อยๆ อุ้มน้องสาวจากรถเข็นเด็กไปวางบนเตียงอย่างเบามือ แล้วห่มผ้าห่มให้
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน ม่อจิงชุนก็รู้สึกเหนื่อยล้าเช่นกัน เขาไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ อาบน้ำเสร็จก็เข้านอนทันที
“ฝันดีนะ...ที่รัก~”
...
เมืองเกาเฉิง เฉินจวิ้นเฉียงเพิ่งกลับจากที่ทำงานถึงบ้าน เมื่อเห็นอาหารเต็มโต๊ะ ความเหนื่อยล้าทั้งวันก็มลายหายไปในพริบตา
จากทางห้องนอน ผู้หญิงในชุดนอนสีชมพูที่รูปร่างค่อนข้างท้วมคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมกับหาว
“ที่รัก ยังไม่นอนอีกเหรอ”
“ยังเลย เจ้าตัวแสบนั่นจะออกไปเล่นให้ได้ นี่ก็เพิ่งจะทั้งปลอบทั้งหลอกให้ยอมนอนไปได้”
เฉินจวิ้นเฉียงหัวเราะแหะๆ เด็กๆ ก็ต้องซุกซนหน่อยสิถึงจะดี
“ที่รักเหนื่อยหน่อยนะ มา ขอกอดที”
“ไปๆ เลย ตาแก่อย่างคุณ ใครจะไปกอดด้วย” หยางอวิ๋นฮุ่ยปากก็พูดปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับซื่อตรง ในใจนั้นยิ่งรู้สึกดีใจ
บนโต๊ะอาหาร หยางอวิ๋นฮุ่ยก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำ ส่วนเฉินจวิ้นเฉียงที่อยู่ตรงข้ามก็กินข้าวไปพลาง เอ่ยชมภรรยาเป็นระยะๆ
“ที่รัก ผมว่าฝีมือทำอาหารของคุณดีขึ้นอีกเยอะเลยนะ เปิดร้านอาหารเล็กๆ ได้สบายเลย”
“ก็ชมไปเถอะ น้ำหนักขนาดนี้ยังไงก็ลอยไม่ขึ้นหรอกน่า แล้วก็นะ อย่ามาบอกว่าคุณไม่รู้ตัวล่ะว่าผัดผักปวยเล้งมันเค็มไปหน่อย”
เฉินจวิ้นเฉียงเลิกคิ้ว ทำท่าเหมือนไม่รู้ตัวจริงๆ “เหรอ เค็มเหรอ ไม่นี่”
หยางอวิ๋นฮุ่ยมองเฉินจวิ้นเฉียงที่ยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วพูดเรียบๆ ว่า “ตั้งแต่โดนวางยาสลบ ความจำฉันก็ไม่ค่อยดี คืนนี้ฉันใส่เกลือในผัดผักปวยเล้งไปสองรอบ”
“อืม ที่ผักปวยเล้งในจานดูเหมือนเต็มจานอยู่ ก็เพราะว่าฉันกับลูกกินไปแค่คำเดียว” พูดจบ หยางอวิ๋นฮุ่ยก็ชูแก้วน้ำในมือขึ้น
“นี่เป็นแก้วที่สามที่ฉันรินคืนนี้แล้วนะ”
“เป็นไงล่ะ สามีสุดที่รักของฉัน อยากให้ฉันรินให้สักแก้วไหม”
เฉินจวิ้นเฉียงเลียริมฝีปาก แล้วพยักหน้าเงียบๆ
“เช่นนั้นก็ดี”
หลังจากที่หยางอวิ๋นฮุ่ยไปรินน้ำกลับมา เฉินจวิ้นเฉียงก็เล่าเรื่องที่เขาใช้เงิน 500 หยวนไปตอนเข้าเวรที่สถานีรถไฟในวันนี้ให้ฟัง พร้อมกับเล่าเรื่องราวของม่อจิงชุนด้วย
เมื่อเฉินจวิ้นเฉียงเล่าจบ เขาก็เหลือบมองสีหน้าของภรรยาอย่างระมัดระวัง หยางอวิ๋นฮุ่ยเพียงแค่ดื่มน้ำต่อไปอย่างใจเย็น และเงียบไปครู่ใหญ่
“มองฉันทำไม คุณคิดว่าฉันจะมาเถียงกับคุณเรื่องนี้เหรอ”
“ที่ไหนกันล่ะ” เฉินจวิ้นเฉียงหัวเราะแห้งๆ แต่ในใจก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง “ก็ที่บ้านเราคุณเป็นคนคุมการเงินทั้งหมดนี่นา ผมก็คิดว่า 500 ถึงจะไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย ยังไงก็ต้องบอกคุณสักหน่อย”
หยางอวิ๋นฮุ่ยชำเลืองมองเฉินจวิ้นเฉียง “หึๆ รู้ตัวก็ดีแล้ว”
“แต่คุณก็นะ ตอนที่เด็กคนนั้นโดนคุณซักไซ้ อารมณ์คงจะไม่ดีน่าดู คุณพูดอ้อมๆ หน่อยก็ไม่ได้” หยางอวิ๋นฮุ่ยเองก็เป็นแม่คนเหมือนกัน เธอทนเห็นเรื่องแบบนี้ไม่ได้
“คุณก็รู้ว่าผมเป็นคนพูดจาแบบนี้”
“หึๆ รู้ซึ้งเลยล่ะ ตำแหน่งสุดยอดผู้ชายซื่อบื้ออันดับหนึ่งของโลกต้องเป็นคุณแน่ๆ ไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนั้นฉันตาถั่วไปชอบคุณได้ยังไง”
“เฮะๆ”
...
เช้าตรู่ แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาที่เตียงแล้ว ม่อจิงชุนที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทรารู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ หายใจลำบาก รู้สึกเหมือนมีมดนับไม่ถ้วนไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนคอของเขา จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ม่อจิงชุนที่นอนหงายอยู่บนเตียงก็สะดุ้งตื่นจากฝัน เขาเบิกตาโพลง หายใจหอบอย่างแรง
บนเตียงในห้องนอนที่เงียบสงัด ดวงตาสองคู่จ้องมองกันตาไม่กะพริบ
ในวินาทีนี้ ม่อจิงชุนก็เข้าใจสาเหตุของฝันร้ายในที่สุด น้องสาวถังกั่วน้ำหนักยี่สิบกว่าจินกำลังนอนทับอยู่บนอกของเขา และมือน้อยๆ อวบอ้วนของเธอก็กำลังขยุกขยิกอยู่ที่คอของเขาเมื่อครู่นี้เอง
สมแล้วที่เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขา
ม่อจิงชุนมองเจ้าตัวเล็กด้วยสายตาตัดพ้อ ก่อนจะอุ้มเธอเข้าไปในผ้าห่ม แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือจากหัวเตียง
“แปดโมงครึ่งแล้วเหรอเนี่ย มิน่าล่ะ”
ม่อจิงชุนยังไม่ทันได้แปรงฟันล้างหน้า สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากลุกจากเตียงคือชงนมให้น้องสาวถังกั่วหนึ่งขวด
“ถังกั่ว ถือไว้”
พอได้ขวดนม ถังกั่วก็ไม่กวนม่อจิงชุนอีกต่อไป เธอนั่งดื่มนมอยู่บนเตียงเงียบๆ คนเดียว แต่สายตาของเจ้าตัวเล็กก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ม่อจิงชุนไม่วางตา
---