บทที่ 11
เวลาล่วงเลยมาสี่เดือนนับตั้งแต่มีข่าวว่าโรเรียกลายเป็นดยุกแห่งอัลเทีย
บัดนี้ เหลือเวลาอีกเพียงห้าปีเท่านั้นก่อนที่เนื้อเรื่องต้นฉบับจะเริ่มต้นขึ้น
โลกที่ครั้งหนึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยหิมะแห่งฤดูหนาวค่อย ๆ ผลิแย้มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
ฤดูกาลที่มอบความง่วงเหงาหาวนอนให้แก่ทุกสรรพสิ่ง
“คุณชาย เอ่อ หรือข้าควรเรียกว่าท่านเคานต์ดี?”
“ข้ายังไม่ได้จัดพิธีรับตำแหน่งเสียหน่อย”
แม้อาลอนจะยังไม่ได้จัดพิธีสืบทอดอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็เริ่มใช้ตำแหน่งเคานต์พาลาทิโอแทนที่จะเรียกตนเองว่าทายาทแห่งตระกูลเคานต์
“ถึงอย่างนั้น ท่านก็คือเคานต์ในทางปฏิบัติอยู่ดีนี่นา ข้าอดซาบซึ้งไม่ได้เลยจริง ๆ ที่ได้เห็นท่านมาไกลถึงเพียงนี้”
“อย่างนั้นหรือ”
อาลอนยิ้มบาง ๆ ยิ้มขมขื่นในที
‘ความจริงข้าไม่เคยตั้งใจจะเป็นเคานต์เลยด้วยซ้ำ’
เดิมทีเป้าหมายของอาลอนไม่ใช่การเป็นผู้นำตระกูล หากเพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะขุนนาง
ตำแหน่งนั้นเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น
ทว่าเมื่อลีโอผู้ควรจะได้เป็นเคานต์ถูกลอบสังหารโดยไม่คาดฝัน
อาลอนจึงต้องขึ้นมารับตำแหน่งแทน
‘เป้าหมายของข้าเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่เลวร้าย’
ชีวิตในร็อดมิลล์ที่ได้ใช้เวลาวิจัยเวทมนตร์และอบขนมปังไปพลางก็ไม่ได้แย่นัก
ยิ่งเมื่อได้ครองตำแหน่งเคานต์ก็ยิ่งทำให้เขาได้ใช้ชีวิตขุนนางอย่างที่เคยใฝ่ฝันในรูปแบบหรูหรายิ่งขึ้น
แน่นอนว่าชีวิตที่ดีขึ้นย่อมมาพร้อมภาระที่เพิ่มขึ้น
แต่อาลอนซึ่งได้จัดการงานจุกจิกของตระกูลมาตลอดหกเดือนที่ผ่านมาก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตในฐานะผู้นำนี้ก็ไม่ได้แย่นัก
‘ไม่นึกเลยว่าการเป็นขุนนางหัวขบถจะให้ประโยชน์มากมายถึงเพียงนี้’
ปกติขุนนางมักยุ่งวุ่นวายเพราะต้องดูแลดินแดนของตน แต่ความจริงแล้วต้นเหตุที่แท้จริงของความยุ่งส่วนใหญ่มาจากการเมือง
อย่างไรก็ตาม สำหรับเคานต์พาลาทิโอซึ่งตระกูลไม่ข้องแวะกับการเมืองแม้แต่น้อย
หากไม่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตสบาย ๆ ได้ไม่ยาก
ยิ่งไปกว่านั้นบรรดานักฆ่าที่กำจัดตระกูลอวาลอนให้เขา นอกจากจะทำงานสะอาดแล้วยังไม่แตะต้องทรัพย์สินเลยแม้แต่น้อย
กล่าวคือตราบใดที่เขาไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป เงินที่สะสมไว้ก็เพียงพอใช้ไปอีกห้าปีอย่างสบาย ๆ
“อ้อ ว่าแต่มีเบาะแสอะไรใหม่บ้างไหม?”
“ถ้าหมายถึงนักฆ่าที่สังหารลีโอ”
เมื่ออาลอนพยักหน้า อีวานก็ส่ายหัว
“ดูเหมือนว่าแม้แต่สมาคมข่าวสารก็ยังเอาจริงกับเรื่องนี้ กำลังสืบอย่างละเอียดเลยขอรับ แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย”
“งั้นหรือ”
อาลอนคลิกปากเบา ๆ อย่างไม่สบอารมณ์นัก
เขาไม่ได้สืบเรื่องนี้เพราะต้องการล้างแค้นให้ลีโอ หากแต่เพราะความเปลี่ยนแปลงในอดีตที่เขาจำได้เริ่มแตกต่างออกไปเรื่อย ๆ
‘ผลกระทบจากผีเสื้อคงต้องเรียกแบบนั้นกระมัง ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น’
เพราะอาลอนเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์หลายต่อหลายครั้ง ทั้งเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตและเพื่อรวบรวมห้าบาปมหันต์
แม้การกระพือปีกเพียงเล็กน้อยของผีเสื้อยังสร้างพายุได้
แล้วการกระทำที่เขาทำลงไปซึ่งใหญ่โตยิ่งกว่านั้นย่อมสามารถก่อพายุเฮอร์ริเคนได้เช่นกัน
‘มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่อดีตจะเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีบางเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจเลย’
อย่างเช่นการที่เขาได้เป็นเคานต์อย่างเป็นทางการซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
และอีกเรื่องหนึ่งก็คือโรเรียซึ่งตามเส้นเรื่องเดิมควรจะเสียชีวิตเมื่อหกเดือนก่อนนั้นกลับยังมีชีวิตอยู่ มิหนำซ้ำยังกลายเป็นดยุกแห่งอัลเทีย แถมอิทธิพลในโลกใต้ดินก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาลอนครุ่นคิดว่าเหตุใดการแทรกแซงของเขาจึงก่อให้เกิดผลลัพธ์นี้
ทว่าเมื่อคิดไปก็ไม่ได้อะไร เขาจึงเลิกสนใจเรื่องโรเรีย แล้วหันกลับมาสู่เรื่องเดิม
“พอเถอะ หยุดการสืบสวนเรื่องนักฆ่าได้แล้ว”
“แน่ใจหรือขอรับ?”
“ถึงจะยังรู้สึกคาใจอยู่บ้าง แต่ถ้าแม้แต่สมาคมข่าวสารยังไม่รู้ ข้าก็ไม่มีทางรู้เช่นกัน”
อันที่จริง เหตุผลที่อาลอนตัดสินใจยุติการสืบสวนที่ทำมาเกือบปีก็เพราะเหตุผลอีกประการหนึ่ง
‘ในโลกนี้บางเรื่องไม่รู้เสียจะดีกว่าแถมครั้งนี้ดูท่าจะอัปมงคลไม่น้อย’
สมาคมข่าวสารในโลกนี้ ถือว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับทุกสิ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งส่วน
เพราะผู้นำของสมาคมหรือที่รู้จักกันในนามเจ้าแห่งรัตติกาลสิ้นสุดคือหัวหน้ากลุ่มมืดที่ทรงอำนาจ
อาลอนรู้ดีว่าแทบไม่มีองค์กรใดสามารถหลุดพ้นเครือข่ายของสมาคมได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้ว่าหากพยายามสืบให้ลึกลงไปอีกก็ไม่มีสิ่งใดให้ค้นพบ มีแต่จะเรียกนักฆ่าเข้ามาปิดปาก
‘เป้าหมายของข้าคือการเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์ล่วงหน้า ไม่ใช่ก้าวเข้าไปใกล้หายนะเสียเอง’
ที่สำคัญหากกลุ่มที่ลอบสังหารลีโอเป็นกลุ่มที่แม้แต่สมาคมยังไม่รู้ตัวตน พวกเขาย่อมไม่ลำบากถึงขั้นต้องหันมาเล่นงานเขา
พวกองค์กรลับเหล่านี้ มักจะหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวจนกว่าจะมีใครเปิดโปงหรือเข้าไปยุ่งกับกิจการของพวกมัน
พวกมันหมกมุ่นกับการไม่เปิดเผยตัวตนอย่างมาก
“รับทราบขอรับ”
อีวานพยักหน้าหันหลังจะเดินออกไปจากห้องทำงาน
แต่พลันนึกขึ้นได้จึงหันกลับมายื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้อาลอนเป็นจดหมายจากยูเทีย
“ข้าเอาติดมือมาด้วยเพราะตั้งใจจะรายงานเรื่องอื่นด้วยขอรับ”
อาลอนพยักหน้าเบา ๆ เปิดจดหมายอ่าน
ข้างในเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ช่วงนี้ทุกครั้งที่อ่านจดหมายของยูเทีย อาลอนมักจะรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลก
เพราะจดหมายที่ยูเทียส่งมาทุกเดือนล้วนเล่าถึงเรื่องราวเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและกิจกรรมของห้าบาปมหันต์
พวกมันทำให้อบอุ่นใจได้เสมอ
‘ช่วงนี้ เดอุสมักแสดงละครหุ่นบ่อยส่วนซอลรังก็หมกมุ่นอยู่กับเกมกับเพื่อน ๆ’
มีทั้งเรื่องของไรน์ที่เอาแต่นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ กับประดิษฐ์ของ และลาดันที่ดูเหมือนจะชอบตกแต่งสวน
เรื่องราวเหล่านี้ ทำให้เขาเผลอยิ้มอย่างอบอุ่นราวกับบิดาผู้ภาคภูมิใจ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เลี้ยงดูห้าบาปมหันต์ด้วยตนเองหรือแม้แต่เจอหน้ากันก็ตาม
แต่ผ่านไปเกือบห้าปีที่เขาคอยสนับสนุนพวกเขา ดูพวกเขาเติบโตมาเรื่อย ๆ เขาก็อดรู้สึกผูกพันไม่ได้
‘คงถึงเวลาปล่อยพวกเขาออกไปสู่โลกภายนอกแล้วกระมัง’
อาลอนเริ่มคิดถึงเรื่องการ “ส่งห้าบาปมหันต์ออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า”
“อีวาน”
“ขอรับ ท่านเคานต์?”
“ยูเทียอายุเท่าไรแล้ว ไม่สิ พวกนั้นทั้งหมดล่ะ?”
“เดี๋ยวนะ ยูเทียน่าจะสิบเก้าขวบแล้วขอรับ”
“แล้วคนอื่นล่ะ?”
“พวกที่ท่านรับเข้ามาโดยตรงก็อายุราว ๆ เท่านั้น ไรน์สิบเจ็ดส่วนน่าจะลาดันยี่สิบแล้ว แต่ถามอายุทำไมขอรับ?”
“เพราะข้าคิดว่าจะส่งพวกเขาออกไปน่ะสิ”
“เด็กพวกนั้นหรือขอรับ? ว่าไปก็นานเกินกว่าจะอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้วจริง ๆ”
ในโลกนี้ อายุสิบหกปีขึ้นไปถือเป็นผู้ใหญ่ มีสิทธิ์เข้าสู่สังคมได้อย่างเป็นทางการ
เข้าใจเหตุผลของอาลอน อีวานจึงพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ท่านก็รวบรวมพวกเขาไว้ด้วยเหตุผลบางอย่างมิใช่หรือขอรับ?”
“ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าข้าจะเก็บพวกเขาไว้ตลอดไปเสียหน่อย”
เหตุผลที่อาลอนรวบรวมห้าบาปมหันต์ก็เพื่อไม่ให้พวกเขาตื่นขึ้นกลายเป็นตัวร้ายที่ทำลายอาณาจักรมากมายในอนาคต
กล่าวคือเมื่อพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูที่ดีเพียงพอแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดจะต้องกักพวกเขาไว้ต่อ
‘อีกอย่างหากข้าจัดวางพวกเขาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม พวกเขาก็จะสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง’
อาลอนนึกถึงพรสวรรค์ของแต่ละคน
ยังจำบทบรรยายฉากบอสในเกมที่มักเว่อร์เกินจริงได้อยู่เลย
‘ยูเทียเชี่ยวชาญเรื่องศรัทธา เดอุสเก่งดาบ ไรน์ถนัดวิจัย’
แม้จะไม่รู้ขีดจำกัดของพวกเขาชัดเจน แต่เขาก็มั่นใจว่าพวกเขาเอาตัวรอดได้แน่
เขาจึงเริ่มเขียนจดหมายถึงแต่ละคนพร้อมแนบของขวัญเล็ก ๆ ไปให้เพราะตั้งใจจะมอบให้อยู่แล้ว
‘ไหน ๆ ก็จะให้ในอนาคตอยู่ดีจะให้ตอนนี้เลยก็ไม่เสียหาย’
เมื่อเขียนจดหมายครบทั้งห้า อาลอนก็ผนึกซองแล้วมอบให้อีวานนำไปส่ง
เขามองร่างอีวานที่จากไปด้วยรอยยิ้มเงียบ ๆ
‘หากเป็นไปด้วยดี บางทีข้าเองก็อาจได้ประโยชน์เช่นกัน’