บทที่ 1
บทที่ 1
บทที่ 1
ณ อาณาจักรอัสทีเรียซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของใจกลางทวีป
ในห้องเล็กทางฝั่งขวาของชั้นสอง คฤหาสน์ของเคานต์พาลาทิโอ เขตตอนใต้
“ภารกิจสำเร็จเรียบร้อยหรือไม่?”
“ขอรับ เป็นไปตามนั้น”
อัศวินผู้ยืนอยู่ก้มศีรษะต่ำ ตอบรับชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียง
“ข้าทำตามคำสั่งของท่าน ช่วยเหลือเหล่าเด็กกำพร้าในหมู่บ้านเล็กทางตะวันออกของอาณาจักร ไม่สิ พวกเขาคือเด็กกำพร้าในสถานทดลองมนุษย์”
“แล้วเจ้าจัดการเรื่องสถานเลี้ยงเด็กอย่างเหมาะสมหรือไม่?”
“ขอรับ ข้าทำตามที่ท่านสั่ง มอบหน้าที่ดูแลสถานเลี้ยงเด็กให้แก่เด็กสาวนามว่ายูเทีย”
“เจ้าคุยกับตระกูลบารอนที่ดูแลหมู่บ้านนั้นเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง?”
“ขอรับ พอข้าแสดงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทดลองมนุษย์ พวกเขาก็ยอมรับเงื่อนไขทุกประการแต่โดยดี รวมถึงการยกปราสาททั้งหลังให้ด้วย”
อีวาน อัศวินผู้นั้นกล่าวจบก็ควักถุงหนังจากอกเสื้อวางไว้ข้างโต๊ะหัวเตียงของอาลอน
“ดี”
อาลอนเปิดถุงหนังขึ้น เมื่อเห็นทองคำแวววาวภายในก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“คุณชาย ข้าขอเอ่ยถามสักเรื่องได้หรือไม่?”
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง อีวานก็เอ่ยขึ้น
“ว่ามา”
“ท่านบอกเหตุผลที่โจมตีสถานทดลองมนุษย์ในเขตของบารอนอัลฟอนก็เพื่อช่วยเด็กสาวผู้นั้น ยูเทียใช่หรือไม่?”
อาลอนพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาตให้อีวานพูดต่อ
“นางช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ข้าเป็นทหารรับจ้างผ่านศึกมาไม่น้อย”
อีวานหยุดไปครู่หนึ่งราวกับกำลังจัดเรียงถ้อยคำ
“แต่ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนางถึงถูกจองจำไว้ในสถานที่เช่นนั้น”
“แล้วอย่างไร?”
“แต่ท่านกลับทิ้งนางไว้ที่สถานเลี้ยงเด็ก?”
อาลอนมิได้ตอบคำถามที่แฝงความไม่เข้าใจของอีวานทันที
ความจริงแล้ว คำถามของอีวานนั้นสมเหตุสมผลยิ่งนัก การช่วยเหลือเด็กสาวเช่นยูเทียโดยไม่คิดใช้นางในทางใดเลยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อันใดเลย
ทว่า นั่นเป็นเพียงจากมุมมองของอีวานเท่านั้น ส่วนมุมมองของอาลอนกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
‘ข้าปลดชนวนธงหายนะของโลกไปหนึ่งแล้ว เท่านี้ก็พอในตอนนี้’
ยูเทีย
ชื่อจริงของนางคือ ยูเทีย บลูเดีย
อีกสิบปีข้างหน้า นางจะกลายเป็นหนึ่งในห้าบาปมหันต์ บาปแห่งโทสะ กวาดล้างสองในห้าสหราชอาณาจักรไปจากแผนที่ทวีป คร่าชีวิตผู้คนไปกว่าหลายแสน
หากมีผู้ใดถามว่าอาลอนรู้อนาคตอีกสิบปีข้างหน้าได้อย่างไร ก็เพราะเขาคือผู้ที่ได้เกิดใหม่อีกทั้งยังรู้ดีว่าโลกใบนี้จะล่มสลายในอีกสิบปี ในฐานะเกมดาร์กแฟนตาซีอาพีจีที่มีนามว่าไซเคเดเลีย
“เฮ้อ”
อาลอนกุมขมับขณะนึกถึงวันที่ตนฟื้นสติเมื่อสองเดือนก่อนพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
‘ตอนแรกแค่รู้ว่านี่คือโลกแฟนตาซีก็ทำข้านอนซมไปสามวัน แล้วพอรู้ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์หลักของไซเคเดเลียถึงสิบปี ข้าก็แทบอาเจียนเป็นเลือด’
ตอนแรกอาลอนนึกว่าตนเพียงแค่ได้เกิดใหม่ในโลกแฟนตาซี ก็รู้สึกหมดอาลัยตายอยากอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อตั้งสติได้ เขากลับพบว่าโลกนี้ก็ไม่เลวร้ายนัก
ชีวิตขุนนางนั้นช่างสุขสบายยิ่งนัก
อยากตื่นเมื่อไรก็ได้ นอนเมื่อใดก็ได้ ทำอะไรก็ได้ กินอะไรก็ได้ตามใจชอบ
แม้จะเป็นเพียงบุตรชายคนที่สามของเคานต์พาลาทิโอ ไม่มีอำนาจใดให้หยิบใช้ ทว่าเขากลับมีสิทธิ์เสพสุขในฐานะขุนนางโดยไร้ภาระผูกพัน
ช่วงแรกเขายอมรับว่ามีความสุข
สำหรับผู้ที่เคยทำงานหนักถึง 78 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แถมค่าแรงยังน้อยนิด ชีวิตเช่นนี้ช่างหรูหราเกินฝัน
แม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ต สุดยอดสิ่งประดิษฐ์แห่งยุคมนุษย์ให้ใช้ก็ตามที แต่แค่นี้ก็เพียงพอให้เขาลืมความลำบากในชาติก่อนได้
ทว่า ความสุขนั้นก็มิได้ยืนยาว
เมื่อเขารู้ว่าทวีปแห่งนี้มีชื่อว่าอัมพีลัน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที
และเมื่อรู้ว่าตระกูลที่เขาเกิดมาใหม่ก็คือตระกูลเคานต์พาลาทิโอ เขาก็แทบเป็นลม
อัมพีลันคือชื่อทวีปในไซเคเดเลีย เกมที่เขาเคยเล่นบ้างประปรายในช่วงเวลาว่างจากการตรากตรำทำงาน
และเคานต์พาลาทิโอก็เคยถูกกล่าวถึงเล็กน้อยในภารกิจหนึ่งของเกม
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตระหนักได้ว่านี่คือช่วงเวลาก่อนเหตุการณ์หลักสิบปี ความสิ้นหวังที่เขารู้สึกก็ไม่ต่างอะไรกับวันที่เงินเดือนเขาถูกเลื่อนติดต่อกันสามเดือน
โลกของไซเคเดเลียคือโลกที่ในอีกสิบปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือสามัญชน ทุกคนล้วนถูกบดขยี้อย่างไร้ปรานี
และผู้ที่จะล่มสลายก่อนใครก็คืออาณาจักรอัสทีเรียที่ตระกูลพาลาทิโอสังกัดอยู่
ไม่ว่าจะเส้นทางใดในเกม ตราบใดที่หนึ่งในห้าบาปมหันต์ปรากฏขึ้น อาณาจักรนี้ย่อมถูกลบหายไปจากแผนที่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาณาจักรถูกทำลาย
ขุนนางถูกกวาดล้าง เมืองทั้งเมืองพินาศสิ้น
ชีวิตสุขสบายในฐานะบุตรคนที่สามของเคานต์พาลาทิโอย่อมมีจุดจบในอีกสิบปีแน่นอน
หากเขายังปรารถนาจะใช้ชีวิตสบาย ๆ เช่นนี้ต่อไปก็มีเพียงทางเดียวคือกำจัดห้าบาปมหันต์ให้สิ้นซาก
และสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนนั้น
“เฮอะ แค่นั้นแหละ”
แน่นอนว่าเขาไม่อาจอธิบายเรื่องนี้ให้อีวานเข้าใจได้
“เวลายังมาไม่ถึงก็เท่านั้น”
“ยังไม่ถึงเวลา?”
“ใช่ และอีกเรื่อง อย่าให้เรื่องนี้รั่วไหลไปภายนอก แล้วก็ช่วยสนับสนุนสถานเลี้ยงเด็กต่อไปตามที่ข้าสั่งไว้ อ้อ มีอีกอย่าง”
อาลอนควักจดหมายหนึ่งฉบับจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เขา
“ฝากส่งจดหมายฉบับนี้ให้กับนาง”
“จดหมายนี่หรือ?”
อีวานถามด้วยความสงสัย อาลอนพยักหน้าตอบ
“ใช่”
พูดให้ถูกก็คือจดหมายนี้มีความสำคัญยิ่ง
เนื้อความในจดหมายนั้นคือวลีหนึ่งที่ปรากฏเสมอในเหตุการณ์บังคับเมื่อพบกับบาปแห่งโทสะในเกมไซเคเดเลีย
‘ความทุกข์แห่งเงามืด การรู้แจ้งในแสงสว่าง ความสิ้นหวังหนึ่งเดียวและการมีตัวตน’
วลีนี้เคยถูกเอ่ยโดย NPC อัครสังฆราชผู้หนึ่งจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เขาจะปรากฏตัวเคียงข้างตัวเอกเพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมบาปแห่งโทสะ
ทว่า เมื่อเขาพูดวลีนี้ออกมา ร่างก็จะถูกฉีกเป็นชิ้นเนื้อทันที บาปแห่งโทสะจะกล่าวด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ว่า “สายไปแล้ว” และการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น
เหตุที่อาลอนเลือกจะใช้วลีนี้ในตอนนี้ ก็เพราะช่วงเวลาปัจจุบันนี้ คืออดีตที่บาปแห่งโทสะเคยกล่าวถึงในเกม
เขาเห็นวลีนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกม ถูกอธิบายว่าเป็นเวทผูกมิตรกับสายเลือดโดย NPC อัครสังฆราช
‘แน่นอนว่าการพูดเวทเดียวจะเปลี่ยนคนที่ทำสัญญากับเทพภายนอกให้เป็นมิตรได้นั้นมันไร้สาระสิ้นดี แต่สำหรับคนที่บูชาสิ่งมีชีวิตเช่นนั้น ก็อาจพอเข้าใจได้ลาง ๆ’
ผู้ที่จิตใจใกล้เคียงคลุ้มคลั่งยากจะคาดเดา
ขณะมองดูอัศวินรับจ้างโค้งคำนับแล้วออกจากห้อง อาลอนเพียงยักไหล้พลางคิดในใจ
‘ปลดชนวนกับระเบิดก้อนแรกเสร็จแล้ว ต่อไปก็ก้อนที่สอง’
ไม่กี่วันต่อมา
“นี่คือจดหมายนั้น”
อีวานเดินทางไปยังสถานเลี้ยงเด็กตามคำสั่งของอาลอนอีกครั้ง แล้วยื่นจดหมายให้หญิงสาวผู้นั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ย่อมเข้าใจได้เพราะเด็กสาวที่ชื่อยูเทียตรงหน้าเขานั้นประหลาดยิ่งนัก
นัยน์ตาสีแดงฉานที่ขัดกับเส้นผมสีขาวของนางปราศจากความรู้สึกสิ้นดี
ไม่สิ แม้แต่เศษเสี้ยวของอารมณ์ยังหาไม่เจอ
ดวงตานั้นว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
หญิงสาวผู้มองทุกสรรพสิ่งในโลกดุจสิ่งของ หยิบจดหมายนั้นจากมือเขาด้วยสีหน้าเช่นเดียวกับวันที่อีวานช่วยนางออกมาครั้งแรก
กรอบ กรอบ
ยูเทียเปิดจดหมายขึ้นอย่างเงียบงัน
สีหน้าของอีวานยังคงฉงน มิเข้าใจแม้แต่น้อยว่าเหตุใดนางจึงถูกจองจำในสถานทดลองเช่นนั้น
ถึงแม้อีวานจะยังไม่ถึงขั้นอัศวินขั้นมาสเตอร์ แต่เขาก็สามารถสัมผัสมานาได้ อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ในการตรวจจับพลังเหนือผู้อื่นมากมายนัก
เขาจึงรู้ได้ทันทีว่า
‘มันไม่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่น้อย’
เด็กสาวตรงหน้าเขานั้น แข็งแกร่งเกินกว่าจะถูกขังในที่เช่นนั้น
และขณะที่อีวานครุ่นคิด เขาก็นึกถึงอีกคำถามหนึ่ง
เป็นเรื่องของบุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลพาลาทิโอ ผู้ที่จ้างเขาในโรงเหล้าเมื่อหลายเดือนก่อน
ตลอดช่วงที่ทำงานรับจ้าง อีวานเคยได้ยินมาว่าบุตรชายคนที่สามของเคานต์พาลาทิโอนั้นเป็นดั่งเศษเดนของตระกูล เป็นขุนนางไร้พรสวรรค์แถมยังถูกพี่ชายผู้เลื่องชื่อในความเลวร้ายกลั่นแกล้งอยู่เนือง ๆ
เช่นนั้นแล้วเขารู้เรื่องการทดลองมนุษย์ลับ ๆ ของตระกูลบารอนได้อย่างไร?
‘ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ’
ขณะกำลังหลงในห้วงความคิด ทันใดนั้นดวงตาอีวานก็เบิกกว้าง
เหตุผลคือ
ยูเทียผู้ไร้ซึ่งสีหน้ามาตลอดกลับยิ้มขึ้น
ไม่สิ มันมากกว่ายิ้มเสียอีก
‘มานาของนางปรากฏให้เห็นด้วยตาเปล่า?’
เป็นสิ่งที่ผู้บรรลุขอบเขตระดับหนึ่งเท่านั้นจะแสดงออกได้ ทว่านางกลับทำอย่างไม่ยากเย็นเลย
และแล้ว
“บุรุษผู้ส่งจดหมายฉบับนี้มาคือท่านอาลอนใช่หรือไม่?”
ยูเทียเอ่ยถามพลางมองเขาด้วยดวงตาแนวตั้งเยียบเย็นดุจจิ้งจก ดวงตาอันเป็นเอกลักษณ์ของสายเลือด
เพียงสายตานั้น อีวานที่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญก็ยังรู้สึกถึงสัญญาณอันตรายตามสัญชาตญาณ แม้จะตะลึงจนลมหายใจสะดุดไปครู่หนึ่ง ทว่าเขาก็รวบรวมสติแล้วตอบกลับไป
“ใช่”
“เหตุใดเขาจึงไม่มาเรียกข้า?”
คำถามของยูเทีย
แม้ใจจะนึกว่า ‘ข้าไม่รู้’ แต่อีวานกลับไม่เอ่ยวาจานั้นออกไป
สัญชาตญาณบอกว่ามันไม่ใช่คำตอบที่ดี
แทนที่จะตอบเช่นนั้น เขานึกถึงประโยคหนึ่งที่อาลอนเคยกล่าวไว้ลอย ๆ แล้วจึงเอ่ยตอบ
“เขาว่ายังไม่ถึงเวลา”
“เช่นนั้นหรือ”
คำตอบสั้น ๆ
แต่เป็นคำตอบที่ถูกต้องเพราะรอยยิ้มกว้างที่ผุดขึ้นบนริมฝีปากของนางคือคำยืนยัน
นางคือยูเทีย บลูเดีย ไม่สิ
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ธิดาคนแรกแห่งสายเลือด ยูเทีย บลัดดี้ควีน เคลื่อนไหวริมฝีปากแดงฉานอย่างเย้ายวน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
“ข้าเข้าใจเจตนาของเขาแล้ว”
พร้อมกับจดหมายที่บรรจุวลีลับที่มีเพียงผู้เป็นนายของนางเท่านั้นจะรู้ได้ในมือ ริมฝีปากของนางก็แย้มยิ้มประหลาดออกมาอีกครั้ง