เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ตะปูตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์

บทที่ 4 ตะปูตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์

บทที่ 4 ตะปูตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์


บทที่ 4 ตะปูตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์

"คนเฝ้ายามเหตุใดเหลือแค่เจ้าคนเดียว?" หัวหน้าผู้คุมนักโทษเดินตรวจตรากลับมา พบว่าลูกน้องที่เข้าเวรหายไปคนหนึ่ง

"อ๋อ เจ้านั่นน่ะหรือ มีนักโทษหญิงมาหา ตอนนี้คงกำลังเสพสุขอยู่ในแดนสนธยา" ลูกน้องชี้ไม้ชี้มือไปทางเนินเขาเตี้ยๆ ขยิบตาทำหน้าทะเล้นบอกใบ้ผู้เป็นนาย

เรื่องพรรค์นี้พบเห็นได้บ่อยในระหว่างการเนรเทศ นักโทษอยากลำบากน้อยลง หากไม่มีเบื้องบนสั่งกำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ หรือไม่มีญาติพี่น้องยัดเงินวิ่งเต้น ก็ต้องใช้ร่างกายตัวเองเป็นต้นทุนติดสินบนผู้คุมนักโทษ

สกุลกงถูกริบราชบาตรเนรเทศ สหายฝูงลูกศิษย์ลูกหาในอดีตต่างก็เอาตัวแทบไม่รอด แล้วจะมีแรงที่ไหนมาดูแล?

นักโทษหญิงจึงเหลือทางเลือกให้เดินเพียงทางเดียว ถึงได้บอกว่านี่เป็นงานที่ได้กำไรงามอย่างไรเล่า และหัวหน้าผู้คุมนักโทษย่อมรู้กฎที่รู้กันดีในข้อนี้

"เขาไปนานเท่าไรแล้ว?"

"เพิ่งไปได้สักพักขอรับ"

"หึ ละทิ้งหน้าที่!"

"แต่ว่า ด้วยความเร็วของเจ้านั่นก็น่าจะใกล้เสร็จกิจแล้ว เจ้านั่นเป็นพวกนกกระจอกกินน้ำ เร็วปานสายฟ้า ใช้เวลาไม่นานหรอกขอรับ"

ได้ยินดังนั้น หัวหน้าผู้คุมนักโทษก็กระตุกมุมปาก เหมือนอยากจะขำแต่ก็กลั้นไว้อย่างยากลำบาก แสร้งทำหน้าเคร่งขรึม

"รอเขากลับมาแล้วบอกว่า ให้เฝ้ายามเพิ่มอีกหนึ่งชั่วยาม!"

ทว่ารออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่เห็นคนกลับมา 'หรือว่าเจ้านั่นไปได้ยาดีมาจากที่ใด จนรักษาอาการนกกระจอกไม่ทันกินน้ำหายแล้ว?'

ผู้คุมนักโทษเริ่มนั่งไม่ติดที่ มองดูนักโทษที่นอนหลับเป็นตายเหมือนหมู ก็ไม่กลัวว่าจะฉวยโอกาสหนี จึงลุกขึ้นเงียบๆ สะกดรอยตามไปยังทิศทางที่เซินถังหายไป

ลองไปฟังเสียงดู หากสองคนนั้นใกล้เสร็จกิจ ตนจะได้เข้าไปรับช่วงต่อพอดี จนกระทั่งเข้าใกล้เนินเขาเตี้ยๆ เขาก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาลางๆ

ความเคลื่อนไหวตรงนี้มันผิดปกติเกินไปแล้ว! ไม่มีเสียงหอบหายใจกระเส่าให้หูร้อน ไม่มีเสียงตบตีเนื้อกระทบเนื้อให้ตื่นเต้น มีเพียงเสียงแมลงประสานเสียงกับลมราตรีที่พัดผ่านพงหญ้ารกชัฏ

"เหล่าโจว? เหล่าโจว เจ้าอยู่…" เขากดความกังวลไว้ ก้าวเท้าเร็วๆ แหวกพงหญ้าเข้าไป เรียกหาลูกน้อง เสียงของเขาพลันขาดห้วงไปทันที

เขาก้มลงมองสิ่งที่ตัวเองเหยียบอยู่…แขนข้างหนึ่ง!

อาศัยแสงสลัวของค่ำคืน เขาพอจะดูออกว่าศพชายที่คอบิดเบี้ยวผิดรูปนั่นคือ "เหล่าโจว" ที่เขาเพิ่งพูดถึง!

"ตะ... ตายแล้ว! มีคนตาย!" เสียงร้องด้วยความตกใจของเขาเรียกหัวหน้าผู้คุมนักโทษให้ตามมา

คนตายสนิทแล้ว แต่ศพยังอุ่นและนิ่มเหมือนคนเป็น ยังไม่เย็นชืด แสดงว่าเพิ่งตายได้ไม่นาน

หัวหน้าผู้คุมนักโทษตรวจสอบคอและข้อมือที่ถูกหัก ดูจากร่องรอยน่าจะถูกคนบีบหักในชั่วพริบตา แรงนิ้วและกำลังแขนต้องน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

ทว่า ศพมีร่องรอยการโคจรแก่นยุทธ์ แต่กลับถูกปลิดชีพโดยแทบไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนแม้แต่น้อย ฝีมือของฆาตกรย่อมต้องเหนือกว่ากงซื่อปลายแถว

"แล้วนักโทษหญิงผู้นั้นล่ะ? เจอศพนางหรือไม่?" เมื่อเห็นทรัพย์สินบนศพถูกค้นไปจนเกลี้ยง หัวหน้าผู้คุมนักโทษก็นึกอะไรขึ้นได้

ลูกน้องตอบว่า "มะ... ไม่เจอนางเลยขอรับ เจอแต่เหล่าโจว"

หัวหน้าผู้คุมนักโทษ "......"

คนตาย แต่นักโทษหญิงหายไป? มีคนมาปล้นนักโทษ? เมื่อเกิดข้อสันนิษฐานนี้ สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันตา

"เจ้ากลับไปก่อน จับตาดูนักโทษพวกนั้นให้ดี! หากมีใครน่าสงสัยให้ฆ่าทิ้งได้เลย!"

"ขอรับ!"

หัวหน้าผู้คุมนักโทษแกะรอยตามร่องรอยที่เซินถังทิ้งไว้ ไม่นานก็เห็นเงาร่างเลือนรางกำลังวิ่งหนีท่ามกลางความมืด

เขาไม่ลังเลที่จะง้างคันศรพาดลูกธนู พลันลูกธนูพุ่งออกจากแหล่ง เล็งเข้าที่กลางหลังของเซินถัง ซึ่งธนูดอกนี้สังหารนักโทษหญิงได้โดยไร้ข้อกังขา

ใครจะคาดคิดว่าด้านหลังของนักโทษหญิงราวกับมีตา ในชั่วพริบตาที่ลูกธนูจะถึงตัว นางกลับทิ้งตัวกลิ้งหลบไปทางขวา รอดพ้นความตายไปอย่างหวุดหวิด

"นึกไม่ถึงว่ายังมีปลาลอดแหอย่างเจ้าอีกตัว!" เขาควบม้ากระโจนข้ามหัวเซินถังไป ดึงบังเหียนให้ม้าหยุดยืนขวางทางนางไว้อย่างมั่นคง

เขาตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยว "อาศัยความได้เปรียบที่ใบหน้างดงามราวสตรี ปะปนมากับกลุ่มนักโทษหญิงเพื่อหาโอกาสหนี ไอ้โจรชั่วสกุลกงช่างวางแผนได้แนบเนียนนัก!"

นักโทษชายสกุลกงที่ถูกริบราชบาตร ไม่ว่าจะอายุเท่าไรล้วนถูกทำลายตันเถียนจนหมดสิ้น หนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษมีปัญญาหนี สองเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากลับมาล้างแค้นในภายหลัง

นักโทษตรงหน้านี้อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีผู้ใดมาคอยรับช่วงต่อ น่าจะเป็นเพราะ 'เซินถัง' ใช้มารยาชายล่อลวงคนออกมา แล้วฉวยโอกาสตอนจิตใจหละหลวม แล้วลอบสังหาร

แต่ต่อให้กงซื่อปลายแถวจะหละหลวมเพียงใด ก็ไม่ใช่สิ่งที่สตรีตัวเล็กๆ จะสังหารได้ในพริบตา และพอดูจากบาดแผล ก็ฟันธงได้ว่าคนผู้นี้ต้องมีแก่นปราชญ์หรือแก่นยุทธ์อย่างแน่นอน

เป็นที่รู้กันว่าสตรีไม่อาจมีพลังเหล่านี้ได้ เช่นนั้น 'นักโทษหญิง' ตรงหน้าย่อมต้องเป็นบุรุษอย่างแท้จริง

นักโทษชายที่ปะปนอยู่ในกลุ่มนักโทษหญิงมานานเพียงนี้โดยไม่ถูกจับได้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็นพวกนักโทษสกุลกงช่วยกันปกปิด ปกป้อง 'เขา' เอาไว้ สรุปได้ว่า คนผู้นี้ต้องมีสถานะและน้ำหนักความสำคัญในสกุลกงไม่น้อยเลยทีเดียว

ปลาลอดแหตัวสำคัญขนาดนี้หนีไปได้ เขาจะกลับไปรายงานเบื้องบนได้อย่างไร? และในชั่วพริบตาเดียว เขาก็สร้างข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลขึ้นมาเป็นฉากๆ

เซินถังลุกขึ้นมาจากพื้น พลางถุยน้ำลาย ขับไล่เศษดินทรายที่ติดมุมปาก พอจะได้ยินคำพูดของหัวหน้าผู้คุมนักโทษเข้าพอดี

'หมายความว่ายังไงที่บอกว่านางอาศัยความได้เปรียบที่ใบหน้างดงามราวสตรี? แถมยังเรียกนางว่า 'โจรชั่วสกุลกง?' อย่ามาเห็นว่านางความจำเสื่อมแล้วจะมายัดเยียดบทละครให้นางส่งเดชนะโว้ย!'

"เหอะ! แล้วเจ้าจะเอาอย่างไร?" เซินถังพูดจบ ก็เผลอกระทบกระเทือนแผลที่แก้ม ความเจ็บปวดยิบๆ ทำให้นางต้องสูดปาก เมื่อครู่หลบหลีกรีบร้อนเกินไป แก้มครูดไปกับเศษหินบนพื้นจนแสบไปหมด ไม่ต้องจับก็รู้ว่าเลือดออก พลางสายตาของนางยังคงจับจ้องศัตรูไม่วางตา

"กลับไปกับข้า แล้วจะไว้ชีวิตสุนัขเช่นเจ้า"

เซินถังขำกลิ้งกับคำพูดนี้ "ไว้ชีวิตสุนัขเช่นข้าหรือ? ข้าว่าแม่เจ้าสิผายลมมารดามันเถอะ!"

'หน้าตาก็อัปลักษณ์ยังจะฝันหวาน!'

"ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง เช่นนั้น" หัวหน้าผู้คุมนักโทษไม่โกรธ เพียงแต่รวบรวมสมาธิ แววตาฉายรังสีสังหาร "ทวน ดาบ กระบี่ ง้าว, ธนู หน้าไม้ เกาทัณฑ์ หอก---สังหาร!"

เซินถัง "...หา?" หมายความว่าอย่างไร? จู่ๆ ก็มาท่องบทสวดอะไรของเขากัน?

คำถามเพิ่งจะผุดขึ้นในหัว ชั่วขณะถัดมาก็เห็นคันธนูยาวในมือหัวหน้าผู้คุมนักโทษแปรสภาพเป็นทวนยาวหัวระแง้รูปกางเขน ทวนยาวเกือบหนึ่งจั้ง ปลายคมทวนเย็นยะเยือกพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเซินถังอย่างอำมหิต ไร้ซึ่งคุณธรรมน้ำมิตร

เซินถังตกใจกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ เอียงคอหงายหลัง พลิกตัวหลบการโจมตีถึงตายไปได้อย่างหวุดหวิด เรื่องของอาวุธ ยาวหนึ่งชุ่นก็ได้เปรียบหนึ่งชุ่น

ทวนยาวประหลาดเกือบหนึ่งจั้งอยู่ในมือหัวหน้าผู้คุมนักโทษ ถูกร่ายรำจนเกิดเงาทวนถี่ยิบ ไร้ช่องโหว่ เดี๋ยวฟาดขวาง เดี๋ยวแทงตรง คล่องแคล่วดั่งแขนขา ส่วนเซินถังกลับมีแค่สองมือเปล่า

ดูจากสถานการณ์นี้ อย่าว่าแต่สับตีนแตกหนีเลย แค่เป็นเป้านิ่งให้เขาซ้อมก็แย่แล้ว เหนื่อยตายกันพอดี ส่วนไอ้การเอื้อนเอ่ยสองประโยคแล้วสร้างอาวุธออกมา ซึ่งเป็นการเอาตะปูตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์จนมิดนี่---

ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าม้าใต้หว่างขาของอีกฝ่ายโผล่มาจากที่ใด โลกนี้มันจะไร้วิทยาศาสตร์ไปได้มากกว่านี้อีกหรือไม่???

ฉึก! ปลายทวนเฉียดแขนซ้าย ปักลงดินลึก ทำเอานางหนังหัวชา เมื่อครู่ถ้าตอบสนองช้ากว่านี้อีกนิด การแทงครั้งนี้คงทะลวงหัวใจนางเป็นรูโบ๋!

"ทวน ดาบ กระบี่ ง้าว, ธนู หน้าไม้..."

ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย นางหลบหลีกไปพลางลองเสี่ยงดวงดู เผื่อจะสร้างอาวุธออกมาได้บ้าง ถึงโลกนี้สตรีจะฝึกแก่นยุทธ์แก่นปราชญ์ไม่ได้ แต่ทำไมนางจะเป็นข้อยกเว้นไม่ได้เล่า? ในฐานะผู้ข้ามมิติ เจอโหมดนรกแตกขนาดนี้ อย่างน้อยสิทธิพิเศษขั้นต่ำก็ควรจะมีให้บ้างสิ?

พูดยังไม่ทันจบก็ถูกทวนยาวที่แทงสวนมาขัดจังหวะ

หัวหน้าผู้คุมนักโทษเย้ยหยัน "เจ้าพวกมดปลวก ไม่รู้จักเจียมตัว!"

เซินถัง "......"

ในความทรงจำ ดูเหมือนนอกจาก บ.ก.แล้ว ยังไม่เคยมีผู้ใดทำให้นางคับแค้นใจได้ถึงขนาดนี้! เมื่อทวนยาวพุ่งมาอีกครั้ง ภายใต้ความโกรธเกรี้ยว นางจึงใช้มือเปล่าคว้าจับปลายทวน กระชากอย่างแรงด้วยโทสะ

"พอได้หรือยังวะ!" เพลิงโทสะที่ไร้ที่มาลุกโชนม้วนตลบอยู่ในอก พลันแผดเผา พลิกฟื้นตัวอักษรท่อนหนึ่งที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันไปมา

สัญชาตญาณบอกนางว่า ตัวอักษรท่อนนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกสถานการณ์

เนื้อความมีอยู่ว่า--- [มารดาถือกระบี่ในมือ...]

จบบทที่ บทที่ 4 ตะปูตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์

คัดลอกลิงก์แล้ว