- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเปย์ สามีข้าใครอย่าแตะ
- บทที่ 94 - นับแต่วันนี้ไป พี่สะใภ้คือที่หนึ่งในใจผม
บทที่ 94 - นับแต่วันนี้ไป พี่สะใภ้คือที่หนึ่งในใจผม
บทที่ 94 - นับแต่วันนี้ไป พี่สะใภ้คือที่หนึ่งในใจผม
บทที่ 94 - นับแต่วันนี้ไป พี่สะใภ้คือที่หนึ่งในใจผม
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เพียงวินาทีถัดมา หรงเยียนก็ขยับตัว... รวดเร็วเหมือนเมื่อครู่ ไม่มีใครมองทันว่าเธอลงมือยังไง
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนของชายร่างยักษ์ แขนที่ห้อยตกลงมาเมื่อกี้ก็กลับเข้าที่อย่างน่าอัศจรรย์
ชายร่างยักษ์ร้องลั่นจบลง ก็พบว่ามือของเขาขยับได้คล่องแคล่วเหมือนเดิม แถมยังหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง
แม่เจ้าโว้ย มือเขายังไม่ขาด?
"ไสหัวไปได้แล้ว" หรงเยียนเอ่ยไล่เสียงเย็น
ฝีมือของเธอร้ายกาจเกินไป ชายคนนั้นกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบพยุงแม่แก่ๆ ที่ยังทำท่าจะด่ากราดให้รีบเดินหนีไป
"แม่ ไปกันเถอะ..."
คนทำมาหากินย่อมต้องรู้จักดูตาม้าตาเรือ
เพียงแต่ครั้งนี้พวกเขาดูคนผิดไปถนัดตา ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่ดูเหมือนจะรังแกได้ง่ายๆ คนนี้ แท้จริงแล้วจะโหดสัสรัสเซียขนาดนี้
พอสองแม่ลูกเผ่นแน่บไปแล้ว ตำรวจรถไฟก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
ก็ไม่ได้ทำผิดกฎหมายนี่นา
เขาหันกลับมามองหรงเยียน เห็นเธอกำลังเตรียมจะยกห่อสัมภาระใบใหญ่สองห่อขึ้นวางบนชั้นวางของเหนือศีรษะ
จึงรีบเสนอตัว "สหาย มาผมช่วย"
"ขอบคุณค่ะ" หรงเยียนไม่ได้ปฏิเสธ
พอยกของเสร็จ ตำรวจรถไฟก็มองเธออย่างมีความหมายลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไป
ส่วนผู้โดยสารคนอื่นๆ ในตู้รถไฟก็รีบละสายตากลับมา ต่างคิดในใจว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่จะไปตอแยได้ง่ายๆ ทางที่ดีอย่าไปหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า
ต้องยอมรับว่าบนรถไฟนี้คนร้อยพ่อพันแม่
เด็กสาวหน้าตาสะสวย มากับเด็กชายหน้าตาดีที่ยังเด็กอยู่ จริงๆ แล้วก็มีคนแอบจ้องจะเอาเปรียบอยู่เหมือนกัน
แต่พอหรงเยียนโชว์ฝีมือเมื่อกี้ทีเดียว เล่นเอาพวกที่มีความคิดชั่วร้ายถึงกับสะดุ้งโหยง
ไม่กล้าแม้แต่จะคิดเรื่องไม่ดีอีกต่อไป
หรงเยียนหันไปมองฉินอวี่ที่ยืนบื้ออยู่ "บื้ออะไรอยู่ล่ะ รีบนั่งลงสิ"
ฉินอวี่ได้สติทันควัน "พี่สะใภ้ พี่นั่งด้านในเลย"
เขาเห็นว่าตรงทางเดินนี้คนเดินขวักไขว่เยอะแยะ พี่สะใภ้คงไม่ชอบแน่
แม้จะอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่เขารู้ว่าพี่สะใภ้เป็นคนเจ้าระเบียบ... รักสะอาดมาก อย่างเช่นก่อนกินข้าว ต้องบังคับให้พวกเขาล้างมือก่อนทุกครั้ง
หรงเยียนพอใจมาก จึงไม่เกี่ยงงอน
เธอก็ทนกลิ่นในตู้รถไฟนี้ไม่ค่อยไหวจริงๆ กลิ่นสารพัดปนเปกันไปหมด... ทรมานจมูกชะมัด
พอนั่งลงแล้ว ฉินอวี่ก็นั่งลงตาม
เขาหันมามองเธอด้วยแววตาเทิดทูนบูชา
หรงเยียนสังเกตเห็นสายตานั้นเข้าพอดี เลยเลิกคิ้วถาม "มองฉันแบบนั้นทำไม"
"พี่สะใภ้ พี่เก่งโคตรๆ เลย" ฉินอวี่พูดจากใจจริง
เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนเป็นเหมือนพี่สะใภ้มาก่อน... คลังคำศัพท์อันน้อยนิดของเขาไม่สามารถสรรหาคำมาบรรยายความเท่ระเบิดระเบ้อนี้ได้
ไม่เหมือนพวกผู้หญิงในหมู่บ้าน เอะอะก็ด่าทอทุบตี แถมเรื่องที่ทะเลาะกันก็มีแต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง
หรงเยียนยกมุมปากยิ้ม "เธอเพิ่งจะรู้เหรอว่าฉันเก่ง"
ฉินอวี่หัวเราะแหะๆ นี่เป็นครั้งแรกที่หรงเยียนเห็นเขายิ้มกว้างขนาดนี้ "พ่อหนุ่มน้อยหน้าตาดีนะเราน่ะ ยิ้มแล้วยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่ ต่อไปต้องหัดยิ้มบ่อยๆ สิ อย่าเอาแต่ทำหน้าตึงทั้งวัน ทำตัวเหมือนตาแก่ไปได้"
ฉินอวี่หุบยิ้มแทบไม่ทัน แต่ใบหูสองข้างกลับแดงเถือกด้วยความรวดเร็ว
บ่นอุบอิบ "ผมเป็นผู้ชาย จะยิ้มพร่ำเพรื่อไปทำไม"
ขืนยิ้มทั้งวัน คนในหมู่บ้านได้คิดว่าเขารังแกง่ายกันพอดี
"เอาเถอะ เดี๋ยวถ้าจะไปเข้าห้องน้ำก็บอกฉันนะ ห้องน้ำอยู่ทางนั้น" หรงเยียนชี้มือบอกทาง
ฉินอวี่มองตามนิ้วเธอไป
แล้วพยักหน้า "ผมไปเองได้"
เขาเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก จะไปเข้าห้องน้ำยังต้องให้พี่สะใภ้พาไปอีกเหรอ เสียศักดิ์ศรีแย่
อีกอย่าง... เขาไม่ได้ไร้น้ำยาขนาดนั้นเสียหน่อย
ครู่ต่อมา ความสนใจของเขาก็ไปอยู่ที่รถไฟที่กำลังแล่นฉิว
เมื่อกี้มัวแต่วุ่นวาย เลยไม่ทันสังเกตว่ารถไฟออกตั้งนานแล้ว
"เสียงรถไฟนี่เพราะจัง"
ฉึกฉัก ฉึกฉัก
เขาชอบฟังเสียงนี้
แล้วก็วิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่ผ่านไปไม่หยุด ทำให้รถไฟดูเหมือนวิ่งถอยหลังบ้าง วิ่งไปข้างหน้าบ้าง... มันวิ่งเร็วจี๋เลย
หรงเยียนเหลือบมองแววตาอยากรู้อยากเห็นของเขา แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก เธอหลับตาพักสายตา... แต่ในใจกำลังนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง
แต่ทว่า... เธอพบว่าไม่รู้ทำไม ความทรงจำส่วนนี้กลับเลือนรางมาก นึกอะไรไม่ค่อยออก
ยิ่งคิดหัวก็ยิ่งปวด เธอเลยเลิกคิด
ความเงียบในตู้รถไฟผ่านไปได้แค่สิบกว่านาที เสียงจอแจก็กลับมาอีกครั้ง
มีทั้งเสียงเด็กร้องไห้ เสียงผู้ใหญ่คุยกัน...
หรงเยียนนั่งรถไฟรอบนี้รู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นั่งแข็งจนเจ็บก้นนั่นหรอก
เธอรู้สึกหงุดหงิดไปหมดทุกส่วน
ทนจนถึงเวลาอาหารเย็น หรงเยียนอาศัยกระเป๋าสะพายบังสายตา แล้วหยิบข้าวกล่องออกมาสองกล่อง
"นั่นอะไรน่ะ" สายตาของฉินอวี่จับจ้องไปที่กล่องข้าว
นี่ต้องเป็นของที่พี่สะใภ้ซื้อมาจากร้านอาหารรัฐวิสาหกิจแน่ๆ ตอนนั้นเขาไม่ได้เข้าไปด้วย เลยไม่รู้ว่าเธอซื้ออะไรมา
หรงเยียนพยักพเยิดหน้า "กล่องนั้นของเธอ เปิดดูเองสิ"
ฉินอวี่คิดว่าแค่กินน้ำรองท้องก็พอแล้ว สมองสั่งการแบบนั้นแต่มือไม่รักดี
กว่าจะรู้ตัว มือของเขาก็เปิดฝากล่องข้าวอลูมิเนียมออกไปเสียแล้ว
พอเห็นข้าวสวยกับเนื้อที่อัดแน่นอยู่ในกล่อง เขาก็ตะลึงตาค้าง "นี่... นี่มันเนื้อนี่นา"
หรงเยียนเห็นปฏิกิริยาของเขาแล้วก็ยิ้มมุมปาก "เชื่อสายตาตัวเองเถอะ"
ฉินอวี่ไม่อยากจะเชื่อ "ตะ... แต่ทำไมมันยังร้อนๆ มีควันขึ้นอยู่เลยล่ะ" เขาอาจจะรู้ตัวว่าถามคำถามโง่ๆ ออกไป เลยลดเสียงลงจนกระซิบ
ขึ้นรถไฟมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว
แถมอากาศก็หนาวจะตายชัก... ยังไงข้าวกล่องก็น่าจะเย็นชืดไปแล้วสิ
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ
หรงเยียนปรายตามอง "ถามมากความทำไม มีกินก็กินไปเถอะน่า"
ฉินอวี่รีบหุบปาก มองดูอาหารหอมฉุยตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายเอือก "ผม... ผมจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่..."
แต่ท้องเจ้ากรรมดันไม่ไว้หน้า ร้องจ๊อกๆ ดังสนั่นเหมือนจะประท้วงคำพูดของเขา
ทำเอาฉินอวี่หน้าเจื่อนไปเลย
ไอ้ท้องบ้า ไม่รักดีเอาซะเลย
หรงเยียนมองเขา ไม่ได้ล้อเลียน แค่พูดเรียบๆ ว่า "รู้ไหมทำไมเธอถึงตัวเตี้ย"
ฉินอวี่ประท้วงอย่างไม่พอใจ "ผมไม่เตี้ย..."
หรงเยียนแค่นเสียง "คิดมากจนสมองฝ่อ มันจะไปกระทบการเจริญเติบโต รีบกินตอนที่ยังร้อนๆ"
ฉินอวี่...
เขาก็แค่อยากจะเก็บข้าวกล่องดีๆ แบบนี้ไว้ให้เธอกินไม่ใช่หรือไง
"...งั้นผมกินไข่ต้มลูกเดียวก็พอ ผมไม่หิวจริงๆ..." พูดจบก็จะเอื้อมมือไปหยิบไข่
หรงเยียนไม่คิดเลยว่าคุยกับไอ้เด็กนี่มันจะเหนื่อยขนาดนี้ "ถ้าเธอไม่กิน แล้วให้ฉันกินคนเดียว เธอคิดว่าฉันจะกินลงไหม รีบกินซะ ไม่เห็นเหรอว่าคนอื่นเขามองมาตาเป็นมันแล้ว ถ้าขืนยังชักช้า เดี๋ยวของกินพวกนี้จะกลายเป็นของคนอื่นเอานะ"
[จบแล้ว]