- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเปย์ สามีข้าใครอย่าแตะ
- บทที่ 78 - ความงามแบบดิบเถื่อน
บทที่ 78 - ความงามแบบดิบเถื่อน
บทที่ 78 - ความงามแบบดิบเถื่อน
บทที่ 78 - ความงามแบบดิบเถื่อน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หรงเยียนไม่ได้คิดว่าการเรียกเงินยี่สิบหยวนมันมากมายอะไร
คนเป็นแม่ที่มีหัวใจรักลูก ต่อให้ต้องบากหน้าไปหยิบยืมใครก็ต้องหามาให้ได้
ถ้าเธอเดาไม่ผิด ผู้หญิงคนนั้นมีงานทำ ค่าแรงคนงานทั่วไปแถวนี้เดือนละยี่สิบห้าหยวน เงินแค่ยี่สิบหยวนจะไม่มีเชียวเหรอ?
มันอยู่ที่ว่าจะยอมจ่ายหรือไม่ยอมจ่ายต่างหาก
ถ้าแม่คนไหนไม่ยอมแม้แต่จะเจียดเงินยี่สิบหยวนเพื่อลูกในไส้
ความเห็นใจที่เธอมีให้มันจะมีประโยชน์อะไร?
ขอโทษที เธอไม่ใช่แม่พระขนาดนั้น
ถ้าไม่เห็นแก่เด็กน้อยที่น่าสงสารคนนั้น เธอคงไม่เอ่ยปากเรื่องนี้หรอก
เธอปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้าน
ฉินอวี่เห็นเธอกลับมาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
นึกว่าป่านนี้ยังไม่กลับ จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นซะอีก
"กินข้าวกันเถอะครับ"
หรงเยียนลืมไปเลยว่าพวกเขารอกินข้าวพร้อมเธอ
"ไปที่ครัวก่อน ฉันซื้อของดีมาฝาก"
พอจอดจักรยานเสร็จ เธอก็เดินนำไปที่ห้องครัวทันที
สองพี่น้องฝาแฝดเห็นแบบนั้นก็รีบเดินตามไป
พอเห็นพี่สะใภ้หยิบกล่องข้าวใบเบ้อเริ่มสองกล่องออกมาจากกระเป๋า แถมด้วยซาลาเปาและหมั่นโถวกองโต สองพี่น้องก็ยืนอึ้งตาค้าง
ทำไมซื้อของกินมาเยอะขนาดนี้?
ฉินอวี่ปวดใจจี๊ด นี่มัน... ใช้เงินเก่งเกินไปแล้ว
"นี่ซาลาเปาไส้เนื้อ ยังร้อนอยู่เลย กินรองท้องคนละสองลูกก่อนนะ ส่วนกับข้าวพวกนี้ พวกเธอเมื่อตอนกลางวันก็กินไปแล้ว..."
หรงเยียนยังพูดไม่ทันจบ ฉินอวี่ก็แทรกขึ้นมา "พี่สะใภ้กินหรือยังครับ?"
หรงเยียนพยักหน้า "กินแล้ว..."
"ถ้าพี่สะใภ้กินแล้ว งั้นของพวกนี้เก็บไว้กินตอนเย็นเถอะครับ" ฉินอวี่เดาจากของที่เธอซื้อมาว่าเธอคงกินมาแล้ว
งั้นสู้เก็บไว้กินพร้อมหน้ากันตอนเย็นดีกว่า
คราวนี้ฉินเหมยพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ค่ะ กินตอนเย็นดีกว่า"
หรงเยียนมองสองพี่น้อง "อย่างอื่นเก็บไว้กินตอนเย็นได้ แต่ซาลาเปาไส้เนื้อ กินกันคนละลูกก่อน"
เด็กวัยกำลังโตแบบนี้จะทนความยั่วยวนไหวได้ยังไง โดยเฉพาะซาลาเปาไส้เนื้อหอมฉุย
ฉินอวี่ละสายตาไปไม่ได้เลย เขาเลียริมฝีปาก "...งั้นกินลูกเดียวพอนะครับ"
แล้วเขาก็รีบเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "กินแค่ลูกเดียวนะ"
หรงเยียน: ...
ไอ้เด็กนี่ ปากไม่ตรงกับใจก็น่ารักดีเหมือนกัน
"เอาไปให้พี่ใหญ่เธอด้วยลูกนึง"
ฉินอวี่พยักหน้าหงึกๆ "น้องเล็ก เธอรีบเก็บของพวกนี้เร็ว"
จะให้พวกคนงานที่มาสร้างบ้านเห็นหรือได้กลิ่นไม่ได้เด็ดขาด
ฉินเหมยเข้าใจความหมายของพี่ชายทันที เธอรีบพยักหน้า "อื้อ"
หรงเยียนมองสองพี่น้องวุ่นวายกันใหญ่ ก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง... ไม่เห็นต้องระวังตัวกันขนาดนั้นเลย
มีเธออยู่ทั้งคน ใครหน้าไหนจะกล้าเข้ามาขโมยของกินในครัว?
ตอนนี้ฉินเย่กินข้าวเองได้แล้ว ฉินอวี่เลยยกข้าวไปให้เขากินในห้อง
พอฉินเย่เห็นซาลาเปาไส้เนื้อในชามข้าว ก็ชะงักไปนิดหนึ่ง แต่พอคิดได้ว่าเป็นเมียซื้อมาให้ก็เข้าใจ
"ทำไมคุณไม่กินล่ะ?" หรงเยียนเดินเข้ามา เห็นเขากินข้าวหมดแล้ว แต่ซาลาเปายังวางอยู่ข้างๆ "อย่าบอกนะว่าจะเก็บไว้ให้น้องสองคนกิน?"
ฉินเย่: ...
เขาอยากเก็บไว้ให้เธอกินต่างหาก แต่ก็รู้ว่าเธอคงไม่กินแน่
"ผมจะกินเดี๋ยวนี้แหละ"
ซาลาเปาลูกขนาดกำลังดี สำหรับฉินเย่แล้ว แป๊บเดียวก็หมด
"จริงสิ ห้องใหม่ห้องอื่นสร้างเสร็จแล้ว เราย้ายออกไปอยู่ห้องโน้นก่อนเถอะ ทางนี้จะได้รื้อแล้วสร้างใหม่"
ตอนนี้เหลือแค่สามห้องนี้ที่ยังไม่ได้รื้อ ส่วนห้องอื่นๆ สร้างเสร็จเร็วอย่างกับเสกมนตร์
สมแล้วที่เขาว่าคนเยอะพลังแกร่ง
"ย้ายบ่ายนี้เลยเหรอ?"
หรงเยียนพยักหน้า "ใช่"
ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ "เอางี้ไหม ฉันไปนอนกับฉินเหมย ส่วนคุณไปนอนกับฉินอวี่?"
แววตาของฉินเย่เข้มขึ้นทันที "ผมว่าไม่ดีมั้ง"
หรงเยียน: ...?
"ไม่ดียังไง?"
ฉินเย่จ้องตาเธอ "ข้อหนึ่ง เราเป็นผัวเมียกัน คุณเป็นเมียผม ผมไม่อยากแยกห้องกับคุณ ข้อสอง ฉินเหมยชินกับการนอนคนเดียว ข้อสาม ฉินอวี่ไม่อยากนอนกับผม ข้อสี่ ฉินอวี่นอนดิ้น ผมบาดเจ็บอยู่ และข้อห้า ผมไม่อยากนอนกับมัน"
เหตุผลห้าข้อถูกร่ายออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
หรงเยียน: ...
"แล้วก็..." ฉินเย่เงยหน้ามองเธอ "คุณรังเกียจผมเหรอ?"
หรงเยียนสบสายตาจริงจังของเขา ก็เผลอส่ายหน้าไปโดยอัตโนมัติ "ไม่ได้รังเกียจ..."
ตรงกันข้าม ยิ่งอยู่ด้วยกันทุกวัน เธอก็ยิ่งรู้สึกดีกับเขา
"งั้นทำไมคุณถึงจะ... แยกกันอยู่กับผม?" ฉินเย่ถามตรงๆ
หรงเยียนอยากจะบอกว่าการแต่งงานนี้มันโมฆะได้นะ
แต่คำพูดง่ายๆ แค่นั้น พอเจอกับสายตาลึกล้ำของเขา ไม่รู้ทำไมมันถึงพูดไม่ออก
"คุณนั่งลงก่อน เรามาคุยกันดีๆ ได้ไหม?" ฉินเย่พูดขึ้น
หรงเยียนคิดดูแล้ว พวกเขาก็ควรคุยกันให้รู้เรื่องจริงๆ นั่นแหละ
เธอเลยนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง
ฉินเย่มองเธอ "หรงเยียน ผมรู้ว่าคุณแต่งงานกับผม... มันทำให้คุณลำบากใจ ถ้าคุณยืนกรานจะไป ผมก็จะไม่ขัดขวาง"
คำพูดนี้ พอเข้าหูหรงเยียน ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูก
เธอยังไม่ทันจะอ้าปากพูด ฉินเย่ก็พูดประโยคต่อมา:
"แต่ผมอยากจะพยายามเพื่อเราดูสักครั้ง ถ้าคุณไม่ได้เกลียดผมเข้าไส้ ให้โอกาสผมสักครั้งได้ไหม? ถ้าอีกสามเดือน คุณยังมีความคิดอยากจะไป ถึงตอนนั้นคุณค่อยไป..."
เขาไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะไม่มีข้อดีอะไรให้เธอชอบเลยสักนิด
"เราลองคบกันดูได้ไหม?"
หรงเยียนมองเขา นิ่งเงียบไปพักใหญ่
ความเงียบของเธอทำเอาหัวใจของฉินเย่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ... เธอจะไม่ให้โอกาสเขาเลยเหรอ?
ในขณะที่หัวใจของเขากำลังดิ่งลงเหว
หรงเยียนก็ค่อยๆ เอ่ยปาก "แล้วคุณคิดว่าคุณมีดีอะไรที่จะรั้งฉันไว้ได้ล่ะ?"
ฉินเย่: ...
"...คุณไม่รังเกียจผม"
ประโยคเดียว จอดไม่ต้องแจว
หรงเยียน: ...มั่นหน้าได้โล่จริงๆ นะพ่อคุณ!
เออ! เธอก็ไม่ได้รังเกียจเขาจริงๆ นั่นแหละ
พอลองคิดดูดีๆ ถึงจะไม่ได้รักเขา แต่... เธอก็แอบแซ่บหุ่นเขาอยู่หน่อยๆ
ชีวิตมันสั้น เหมือนตอนอยู่โลกปัจจุบัน เธอตายโดยยังไม่เคยลิ้มรสความเป็นชายเลยสักครั้ง คิดดูแล้วชีวิตช่างไม่สมบูรณ์เอาซะเลย
ถ้าจากไปทั้งอย่างนี้ ถึงจะไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ลึกๆ ในใจ... อาจจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ลองดูไหม? แต่ถ้าเกิด... เขาเกาะติดหนึบสลัดไม่หลุดล่ะ?
รู้สึกตัวเองชักจะมีนิสัยเหมือนนางมารร้ายเข้าไปทุกที
แต่ไหนๆ ก็มีชีวิตมาสองชาติแล้ว เธออยากจะทำตามใจตัวเองสักหน่อย ไม่ได้แอ้มเขาสักที วันหน้าอาจจะนอนไม่หลับเพราะมัวแต่เสียดาย
พอตัดสินใจได้ แววตาของเธอก็เปลี่ยนไปทันที
"ก็ได้ แต่ถ้าฉันอยากจะไปจริงๆ เมื่อไหร่ ถึงตอนนั้น..."
ฉินเย่รู้จังหวะดี เขารีบสวนขึ้นทันที "ผมจะไม่ขวางคุณแน่นอน"
ตอนนี้เธอมีความคิดอยากจะลอง งั้นเขาก็จะไม่มีวันให้โอกาสเธอได้จากไปเด็ดขาด
นี่เป็นคนคนเดียวในชีวิตที่เขาอยากจะรั้งไว้ เขาขอเห็นแก่ตัวสักครั้งเถอะ
"ตกลงตามนั้น" หรงเยียนถือว่าตกลงกันเรียบร้อย
มุมปากของฉินเย่ยกขึ้น รอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าที่ดูดุดันแข็งกร้าวของเขาดูอ่อนโยนลง และทำให้เขากลายเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างร้ายกาจ
อย่างน้อยหรงเยียนเห็นหน้าเขาตอนนี้ หัวใจก็กระตุกผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
ผู้ชายคนนี้... มีความงามแบบดิบเถื่อนจริงๆ
[จบแล้ว]