- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเปย์ สามีข้าใครอย่าแตะ
- บทที่ 19 - พรสวรรค์เรื่องงานครัวนี่ไม่ใช่ว่าใครจะมีก็ได้นะ
บทที่ 19 - พรสวรรค์เรื่องงานครัวนี่ไม่ใช่ว่าใครจะมีก็ได้นะ
บทที่ 19 - พรสวรรค์เรื่องงานครัวนี่ไม่ใช่ว่าใครจะมีก็ได้นะ
บทที่ 19 - พรสวรรค์เรื่องงานครัวนี่ไม่ใช่ว่าใครจะมีก็ได้นะ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หรงเยียนมองดูฉินเหมยที่ไม่ยอมพูดจา เธอรู้สึกว่านิสัยของแม่หนูน้อยคนนี้ยังใช้ไม่ได้ ขี้กลัวเกินไปหน่อย ควรจะใช้ชีวิตให้ร่าเริงสดใสกว่านี้สิ
"จริงสิ พวกเธอสองคนไปโรงเรียนกันอยู่หรือเปล่า?"
อายุสิบสองกันแล้ว อายุปูนนี้ยังไงก็ควรจะต้องได้รับการศึกษาในโรงเรียนแล้วนะ
สองพี่น้องได้ยินคำถามนี้ก็ตัวแข็งทื่อไปทันที
หรงเยียนมองปฏิกิริยาของพวกเขาแล้วก็เดาได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่แค่โรงเรียนปิดเทอมแน่ๆ
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย "พวกเธอไม่ได้ไปโรงเรียนเหรอ?"
สองพี่น้องก้มหน้าต่ำจนคางแทบชิดอก
หรงเยียน: ...
ฉินเย่เป็นพี่ชายประสาอะไร? ขนาดน้องสองคนที่ถึงวัยเรียนแล้วยังส่งเสียไม่ไหวเชียวเหรอ?
"ไม่มีเงินเหรอ?"
ถึงแม้น้ำเสียงจะฟังดูเรียบเฉย แต่ฉินอวี่กลับสัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง
เขารีบเงยหน้าขึ้น แล้วละล่ำละลักอธิบายด้วยน้ำเสียงร้อนรน "เปล่าครับ คือพวกเราไม่อยากไปโรงเรียนเอง"
สายตาของหรงเยียนกวาดมองสองพี่น้องสลับกันไปมา
ทั้งคู่ดูประหม่าและกระวนกระวาย โดยเฉพาะฉินเหมย สีหน้าของเธอดูไม่ดีเอาเสียเลย
เห็นท่าทางแบบนี้ของพวกเขาแล้ว เธอก็โกรธไม่ลง
"ที่โรงเรียนมีใครรังแกพวกเธอหรือเปล่า?"
"เปล่าครับ" ฉินอวี่ปฏิเสธเร็วเกินไป ดูยังไงก็เหมือนร้อนตัว
หรงเยียนเลิกมองเขา แล้วหันไปมองฉินเหมยแทน "เหมยจ๊ะ หนูบอกพี่ซิ มีคนรังแกพวกหนูใช่ไหม?"
ฉินเหมยแอบชำเลืองมองพี่รองอย่างหวาดๆ แล้วส่ายหน้า "เปล่าค่ะ หนูแค่ไม่อยากไปโรงเรียน มันไกลเกินไป ร่างกายหนูไม่ไหว"
ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ หรงเยียนยุ่งจนหัวหมุน เลยยังไม่ได้จับชีพจรตรวจดูอาการของฉินเหมยอย่างละเอียดเลยสักครั้ง
แต่ทว่า แค่ดูจากสีหน้าของแม่หนูน้อย เธอก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แค่ร่างกายอ่อนแอ แต่แม่หนูน้อยคนนี้เป็นโรคหัวใจด้วย แต่อาการน่าจะไม่ถึงขั้นรุนแรงมากนัก
เดี๋ยวรออีกแป๊บ เธอจะจับชีพจรตรวจดูอาการของแม่หนูน้อยให้ละเอียดอีกที
น้ำเสียงของเธออ่อนลง "เอาล่ะ ไม่ถามแล้ว มาห่อเกี๊ยวกันเถอะ"
พอเธอพูดแบบนี้ สองพี่น้องก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อกี้ตอนที่พี่สะใภ้ถามแบบนั้น พวกเขาเกร็งจนแทบแย่ นึกว่าพี่สะใภ้จะโกรธที่พวกเขาไม่ยอมไปโรงเรียนเสียแล้ว
ยังดีที่ไม่ถามต่อ
สองพี่น้องเลยยิ่งทำตัวว่านอนสอนง่ายเข้าไปใหญ่
เวลาที่อาการไม่กำเริบ งานเบาๆ แค่นี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
ไส้เกี๊ยวฉินอวี่เป็นคนสับ เครื่องปรุงเขาก็เป็นคนผสม แต่สัดส่วนเครื่องปรุงนั้นหรงเยียนเป็นคนบอก
ส่วนขั้นตอนการห่อ ทั้งสามคนช่วยกันลงมือ
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เกี๊ยวทั้งหมดก็ห่อเสร็จเรียบร้อย
หรงเยียนมองดูผลงานเกี๊ยวบนโต๊ะ แล้วก็รู้สึกพอใจมาก
ยกเว้นไม่กี่ชิ้นแรกที่พวกเขาสามคนห่อออกมาหน้าตาดูไม่จืด ส่วนชิ้นหลังๆ นั้นถือว่าห่อได้สวยใช้ได้เลยทีเดียว
โดยเฉพาะอันที่เธอห่อ เรียกได้ว่าเป็นระดับเทพของวงการเกี๊ยวเลยก็ว่าได้
เพราะแต่ละชิ้นมีขนาดและรอยจีบเท่ากันเป๊ะทุกระเบียดนิ้ว
ดูท่า พรสวรรค์ในการทำอาหารของเธอนี่จะดีเลิศประเสริฐศรีจริงๆ
"วางพวกนี้ทิ้งไว้ก่อน พวกเธอออกไปเล่นเถอะ!"
ในความทรงจำของฉินอวี่แทบไม่มีคำว่าวิ่งเล่นอยู่เลย "เดี๋ยวผมไปผ่าฟืนเพิ่มดีกว่า"
ฉินเหมยเองก็อยากจะออกไปกวาดพื้นหรือทำอะไรสักอย่าง
แต่ทว่า เธอโดนหรงเยียนเรียกตัวไว้ก่อน "เหมยจ๊ะ หนูอย่าเพิ่งไป ไปล้างมือก่อน เดี๋ยวพี่จะจับชีพจรให้"
ฉินเหมยชะงักไปเล็กน้อย
ส่วนฉินอวี่ที่กำลังจะเดินออกไปผ่าฟืนที่ลานบ้าน พอได้ยินคำพูดนี้ของพี่สะใภ้ เขาก็หยุดกึกทันที ไม่ไปไหนแล้ว
"พี่สะใภ้ พี่จะรักษาโรคให้น้องเล็กเหรอครับ?"
ประกายความหวังในดวงตานั้นร้อนแรงมาก เมื่อคืนพี่ใหญ่เจ็บหนักขนาดนั้น พี่สะใภ้ยังรักษาได้ งั้นพี่สะใภ้ก็น่าจะรักษาน้องเล็กได้เหมือนกันใช่ไหม?
หรงเยียนปรายตามองเขา แล้วหันกลับมามองฉินเหมย "ขอลองจับชีพจรดูก่อน"
สำหรับเรื่องที่พี่สะใภ้จะรักษาน้องสาว ฉินอวี่กระตือรือร้นสุดขีด เขารีบดันหลังน้องสาวที่ยังยืนงงอยู่ "น้องเล็ก ไปสิ รีบไปล้างมือเร็วเข้า"
[จบแล้ว]