- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเปย์ สามีข้าใครอย่าแตะ
- บทที่ 12 - แรงริษยาของคนทั้งหมู่บ้าน
บทที่ 12 - แรงริษยาของคนทั้งหมู่บ้าน
บทที่ 12 - แรงริษยาของคนทั้งหมู่บ้าน
บทที่ 12 - แรงริษยาของคนทั้งหมู่บ้าน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทางฝั่งบ้านฉินกำลังนั่งกินข้าวกันอย่างมีความสุข แต่ในหมู่บ้านกลับกำลังแตกตื่นกันยกใหญ่
สาเหตุน่ะเหรอ... ก็เพราะวันนี้หรงเยียนซื้อข้าวของกลับมาเยอะแยะ แถมยังถอยจักรยานคันที่สองของหมู่บ้านมาอีกต่างหาก
เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ชัดๆ
หมู่บ้านของพวกเขายากจน จะมีก็แต่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นที่มีจักรยาน ซึ่งปกติก็หวงแหนราวกับเป็นของวิเศษ
ชาวบ้านต่างพากันอิจฉาตาร้อน
แต่ตอนนี้ยุวปัญญาชนหรงที่แต่งงานกับฉินเย่ดันซื้อจักรยานมาซะงั้น
หลายคนรู้สึกเสียดายจนแทบกระอักเลือด
ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ว่านังหนูหรงเยียนมีเงินถุงเงินถังขนาดนี้ พวกเขาคงรีบลงมือ... สู่ขอเธอมาเป็นสะใภ้ที่บ้านไปตั้งนานแล้ว
ดูสิ รอบนี้ไม่ใช่แค่ซื้อของใหญ่อย่างจักรยานนะ แต่ยังมีข้าวของพะรุงพะรังแขวนเต็มคันรถไปหมด
นั่นมันต้องใช้เงินเท่าไหร่กันเชียว?
หลายคนยิ่งคิดก็ยิ่งอิจฉาจนทนไม่ไหว ไอ้หนุ่มฉินเย่นั่น... โชคหล่นทับหัวแตกเลยสิท่า?
เรื่องนี้ย่อมแพร่สะพัดไปถึงหูของพวกที่พักยุวปัญญาชนด้วยเช่นกัน
ตอนที่มีการประกาศฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในบรรดายุวปัญญาชนสิบกว่าคนของกลุ่มผลิตหมู่บ้านตระกูลฉิน มีแค่เย่ยวี่คนเดียวที่สอบติด
คนอื่นๆ คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สอบไม่ติดกันสักคน
สาเหตุหลักก็คือเวลาเตรียมตัวไม่พอ กว่าพวกเขาจะรู้ข่าว จะไปหาหนังสืออ่านก็หาไม่ได้แล้ว
สุดท้ายก็ได้เย่ยวี่ช่วยหาพวกคู่มือเตรียมสอบกับตำราเรียนมาให้
แต่สำหรับคนที่ทิ้งการเรียนทิ้งตำราไปนานหลายปี ต่อให้มีหนังสืออยู่ตรงหน้าก็ไร้ประโยชน์
วันๆ เอาแต่ทำงานในไร่นา ความรู้ที่เคยเรียนมาก็คืนครูไปหมดแล้ว
ดังนั้นการสอบตกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ในเมื่อสอบไม่ติด พวกยุวปัญญาชนก็หมดสิทธิ์กลับเข้าเมือง ต้องจำใจติดแหง็กอยู่ที่นี่ต่อไป
เพราะงั้นพอได้ยินข่าวว่าหรงเยียนซื้อจักรยาน พวกเขาถึงได้ตกใจกันมาก
"ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าหรงเยียนจะมีเงินเยอะขนาดนี้" ส่วนเรื่องที่ว่าเงินนั่นเป็นของฉินเย่หรือเปล่าน่ะเหรอ? พวกเขาไม่เสียเวลาคิดด้วยซ้ำ ใครๆ ก็รู้ว่าบ้านฉินเย่จนที่สุดในหมู่บ้าน
ถ้าเขามีเงินจริง คงไม่ปล่อยให้น้องสองคนผอมโซจนเหลือแต่กระดูกแบบนั้นหรอก
ปีก่อนๆ บ้านฉินเย่แทบจะไม่มีข้าวกินด้วยซ้ำ
จะมีเงินได้ไง ฝันไปเถอะ
กู้หลานแทบจะอกแตกตาย ความแค้นที่โดนหรงเยียนเล่นงานเมื่อวานยังสุมอยู่ในอก
เธอพูดจาเหน็บแนมขึ้นมาลอยๆ "ใครจะไปรู้ว่าเงินนั่นได้มาจากไหน เผลอๆ อาจจะไม่สะอาดก็ได้!"
สวีเข่อได้ยินคำพูดของกู้หลาน แววตาไหววูบเล็กน้อย
เธอไม่ได้แก้ต่างอะไรให้หรงเยียน เพราะเธอก็เกลียดผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน
ขอแค่หรงเยียนโชคร้าย เธอก็สบายใจแล้ว
ใบหน้าของกู้หลานที่โดนตบยังไม่หายบวมดี กำลังหาที่ระบายอารมณ์อยู่พอดี
เธอหันขวับไปเล่นงานสวีเข่อทันที "สวีเข่อ เธอสนิทกับนังแซ่หรงนั่นที่สุดไม่ใช่เหรอ? เงินนั่นมาจากไหนเธอน่าจะรู้นี่นา!"
สวีเข่อไม่คิดว่ากู้หลานจะโยนคำถามนี้มาให้เธอ
หน้าของเธอพลันมืดครึ้มลง
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง? อีกอย่าง ถ้าพูดถึงความสนิท ฉันว่าเธอนั่นแหละที่สนิทกับหล่อนที่สุด เรื่องนี้เธอน่าจะรู้ดีกว่าใครนะ"
กู้หลานชี้นิ้วเข้าหาหน้าตัวเอง "ฉันกับมันเนี่ยนะสนิทกัน? ถ้าสนิทกันฉันจะโดนนังแพศยานั่นตบจนหน้าแหกแบบนี้เหรอ?"
ตอนนี้เธอแตกหักกับนังหรงเยียนนั่นแล้ว เลยไม่ต้องมานั่งสร้างภาพอะไรกันอีก
สวีเข่อมองใบหน้าที่ดูไม่จืดนั่นแล้วก็เงียบไป
ก่อนจะพูดขึ้นประโยคหนึ่ง "นั่นก็เป็นเพราะเธอไปยั่วโมโหหล่อนเองไม่ใช่เหรอ"
น้ำเสียงนั้นเจือแววตำหนิอยู่กลายๆ ถ้าไม่ใช่เพราะกู้หลานจัดการเรื่องนี้ไม่สำเร็จ
หรงเยียนจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เหรอ?
นังแพศยานั่นตอนนี้ทำตัวเหลวไหลจนหลุดจากการควบคุมของเธอไปแล้ว
แถมฉินเย่ก็ไม่ตายตามพล็อตในฝัน แต่กลับแค่ขาเจ็บเท่านั้น
ความเปลี่ยนแปลงพวกนี้ทำให้เธอรู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก
[จบแล้ว]