- หน้าแรก
- เป็นสายลับกู้ชาติ แต่ระบบอันธพาลดันบังคับให้เป็นคนเลว
- บทที่ 29 - โมชิโมชิ
บทที่ 29 - โมชิโมชิ
บทที่ 29 - โมชิโมชิ
บทที่ 29 - โมชิโมชิ
เขตเมืองชั้นในฝั่งตะวันตก ถนนฟู่เฉิงเหมิน
ณ ลานหลังร้านขายยาแห่งหนึ่ง เหมาว่านลี่ รักษาการหัวหน้าสถานีเป่ยผิง 1 สังกัดกอง 2 แห่งฟู่ซิงเซ่อ มีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ญี่ปุ่นระดมกำลังไปที่กองบัญชาการสารวัตรทหารกันเยอะขนาดนี้ เรายังตรวจสอบไม่ได้อีกหรือว่าจุดไหนเกิดปัญหา"
ชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนหลงจู๊ร้านค้าตอบกลับ
"หัวหน้าครับ ตั้งแต่ชุดปฏิบัติการชุดก่อนเกิดเรื่อง เบื้องบนก็สั่งให้เราเพิ่มระดับการซ่อนตัว ทุกแผนกและหน่วยปฏิบัติการระงับการนัดพบ เปลี่ยนไปใช้ตู้ไปรษณีย์ตายในการติดต่อทั้งหมด"
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ปลอดภัยก็จริงอยู่ แต่การติดต่อสื่อสารลำบากเหลือเกิน จนถึงตอนนี้เรายังติดต่อรองหัวหน้าแผนกข่าวกรอง รองหัวหน้าแผนกบุคคล และหัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 6 ไม่ได้เลยครับ"
เหมาว่านลี่ลุกขึ้นเดินวนไปมา
"สั่งให้ทั้งสามแผนกย้ายที่อยู่ด่วน หน่วยปฏิบัติการหยุดทุกภารกิจ ในเมื่อติดต่อไม่ได้ก็ไม่ต้องติดต่อแล้ว ให้ทั้งสถานีกบดานเงียบ ยกเว้นจุดติดต่อหลักสามแห่งเท่านั้น!"
สั่งการจบ เหมาว่านลี่รู้สึกเจ็บปวดราวกับมีมีดมากรีดใจ
ในฐานะคนบ้านเดียวกันกับหัวหน้าไต้ และเป็นญาติกับเลขาธิการเหมาแห่งหน่วยข่าวกรอง เขาถูกคาดหวังไว้สูงมาก
การได้รับมอบหมายให้คุมสถานีเป่ยผิง 1 ถือเป็นความไว้วางใจอันยิ่งใหญ่
แต่ตั้งญี่ปุ่นบุกเข้ามา สถานีเป่ยผิงกลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน
นอกจากลอบสังหารคนขายชาติระดับปลายแถวไม่กี่คน ก็ไม่มีข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ไม่สามารถสร้างสายลับแทรกซึมเข้าสู่ภายในของศัตรูได้เลย
ทำได้แค่กบดาน แล้วก็กบดาน!
บ้าที่สุด ญี่ปุ่นเริ่มเคลื่อนไหวใหญ่โตขนาดนี้ ฝ่ายเรากลับยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้
คิดแล้วก็เจ็บใจ เหมาว่านลี่กัดฟันสั่งเพิ่ม
"ส่งคนไปดูลาดเลาแถวที่ซ่อนของแผนกข่าวกรอง แผนกบุคคล และชุดปฏิบัติการที่ 6 ถ้ามีความผิดปกติให้รีบมารายงานทันที!"
"ครับ"
......
หอพักกองบัญชาการสารวัตรทหาร
เกาเซิงผิงกำลังคุยกับหลินเจ๋อ ทหารญี่ปุ่นก็เข้ามาเรียกตัวหัวหน้ากลุ่มทุกคนไปประชุม
เมื่อเกาเซิงผิงกลับมา เขาเรียกสมาชิกรวมถึงชุดข่าวกรองเข้ามาสั่งงานในห้องด้วยท่าทีตื่นเต้น
หลินเจ๋อยังคงนั่งอยู่มุมห้อง คอยรินน้ำชาและจดบันทึกการประชุม
นี่เป็นคำแนะนำของเขาที่ให้เกาเซิงผิงทำบันทึกการประชุมทุกครั้ง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์หากเกิดความผิดพลาดในอนาคต ว่าคำสั่งของหัวหน้าเกานั้นถูกต้องเสมอ ที่ผิดคือลูกน้องต่างหาก
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด บันทึกเหล่านี้จะถูกเก็บรักษาไว้โดยเกาเซิงผิงแต่เพียงผู้เดียว
"เป้าหมายที่เราจะจับกุมในครั้งนี้ นอกจากพวกนักเรียนแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของฝ่ายศัตรู หรือก็คือพวกรายชื่อที่ถูกวงกลมไว้นั่นแหละ คนพวกนี้มีอาวุธและเบื้องบนต้องการให้จับเป็น ผมรู้ว่าทุกคนคงกังวล แต่สำหรับฝ่ายข่าวกรองนี่ถือเป็นข่าวดี"
เกาเซิงผิงลดเสียงลง
"เมื่อครู่นี้ มีคนแจ้งพิกัดที่ซ่อน วิธีการนัดพบ และรหัสลับบางส่วนของเป้าหมายให้เราทราบแล้ว ขอให้ทุกคนทุ่มเทกำลังลากคอเจ้าสองคนนี้ออกมาให้ได้ ส่วนพวกนักเรียนแค่ส่งคนไปเทียบรายชื่อตามโรงเรียนก็พอ"
หลินเจ๋อฟังพลางจดบันทึก ในใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าหน่วยปฏิบัติการของสถานีเป่ยผิงต้องเกิดเรื่องแน่
การรู้พิกัดที่ซ่อนคร่าวๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนในสถานีเป่ยผิงที่เข้าถึงข้อมูลระดับนี้มีไม่น้อย
แต่วิธีการนัดพบและรหัสลับนี่สิ ทางฟู่ซิงเซ่อมีกฎเหล็กว่าห้ามใช้ซ้ำกันระหว่างกลุ่ม หมายความว่ามีเพียงหัวหน้ากลุ่ม รองหัวหน้า และสมาชิกในกลุ่มเท่านั้นที่จะรู้รหัสเฉพาะของกลุ่มตนเอง
สถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือหัวหน้าหรือรองหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการเกิดเรื่อง ถ้าเป็นเช่นนั้นทั้งหน่วยคงไม่รอด เผลอๆ อาจลามไปถึงระดับสูงของสถานีเป่ยผิงด้วย
แต่ถ้าเป็นแค่หัวหน้ากลุ่มย่อยเกิดเรื่อง ความเสียหายอาจยังพอจำกัดวงได้
หลินเจ๋อเชื่อว่าเป็นกรณีหลังมากกว่า เพราะสารวัตรทหารตั้งกลุ่มจับกุมขึ้นมาสี่กลุ่ม กลุ่มของเขารับผิดชอบหกคน กลุ่มอื่นก็น่าจะพอๆ กัน
รวมยอดทั้งหมดน่าจะยี่สิบกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนซึ่งน่าจะเป็นสมาชิกฉูเจียนถวนที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มปฏิบัติการนั้นๆ
ส่วนอีกเจ็ดแปดคนที่เหลือ จำนวนพอดีกับสมาชิกหนึ่งกลุ่มปฏิบัติการเป๊ะ
ดูท่าคนทรยศรายนี้จะคายความลับออกมาหมดเปลือก ลากเอาเพื่อนร่วมงานที่ตัวเองรู้จักออกมาจนเกลี้ยง
เมื่อคาดเดาได้ถึงขั้นนี้ เรื่องที่เหลือก็ง่ายขึ้น สถานีเป่ยผิงเพียงแค่ต้องตัดขาดการติดต่อกับกลุ่มที่มีปัญหานี้ ไม่ว่าจะสั่งอพยพคนอื่นหรือทิ้งกลุ่มนี้ไปเลย เช่น ยกเลิกตู้ไปรษณีย์ตาย ยกเลิกจุดนัดพบ เพียงเท่านี้ญี่ปุ่นก็จะสาวไปไม่ถึงคนอื่น
ประเด็นสำคัญคือ สถานีเป่ยผิงรู้เรื่องนี้หรือยัง?
หลินเจ๋อขีดเขียนลงบนกระดาษด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น
เมื่อมีข้อมูลที่แม่นยำ ชุดข่าวกรองก็ทำงานได้รวดเร็วปานสายฟ้า
เพียงแค่วันเดียว ด้วยวิธีล่อเสือออกจากถ้ำบ้าง เฝ้าจุดสังเกตการณ์บ้าง พวกเขาก็ระบุตำแหน่งที่พักของเป้าหมายวงกลมแดงทั้งสองคนได้สำเร็จ
เกาเซิงผิงตื่นเต้นสุดขีด นำทีมด้วยตัวเองพร้อมรถเก๋งหนึ่งคันและจักรยานอีกนับสิบคันบุกไปจับกุม
คราวนี้หลินเจ๋อไม่กล้านั่งรถเก๋งไปกับหัวหน้า จำต้องปั่นจักรยานตามหลังคนอื่นไปจนหอบแฮก
เป้าหมายรายแรกพักอยู่ที่โรงแรมเย่ว์เค่อไหล โรงแรมนี้ค่อนข้างใหญ่และหรูหรา ไม่นึกเลยว่าคนของสถานีเป่ยผิงจะกระเป๋าหนักขนาดนี้
หมอนี่พักอยู่หลายวันแล้ว ออกจากโรงแรมเช้ากลางวันเย็นเพื่อไปเดินเตร็ดเตร่ และทุกครั้งต้องไปวนเวียนอยู่แถวสิงโตหินหน้าคฤหาสน์แห่งหนึ่งจนถูกสายสืบจับตามอง
เมื่อทีมงานบุกเข้าไปในโรงแรม หลินเจ๋ออาสาดูต้นทางที่ล็อบบี้ ส่วนเกาเซิงผิงรออยู่ในรถด้านนอก พนักงานต้อนรับกำลังจะปรี่เข้ามาถาม แต่หลินเจ๋อชักปืนจ่อหัวไว้ทันที
"หุบปาก มีผู้ชายตัวสูงใหญ่ ชอบสวมหมวกเฟดอร่าออกไปเดินเล่นทุกวัน มันพักอยู่ชั้นไหน"
พนักงานกลัวจนตัวสั่น ละล่ำละลักตอบ
"ถะ...ถ้าจำไม่ผิด อยู่ชั้นสามครับนายท่าน"
หลินเจ๋อพยักหน้าให้พรรคพวกบุกขึ้นไป
พอคล้อยหลังคนอื่น หลินเจ๋อมองซ้ายมองขวาแล้วพุ่งไปที่โทรศัพท์หน้าเคาน์เตอร์
เขาหมุนตัวเลขอย่างบ้าคลั่ง
"ต่อสายเขตนอกที่ 3 ตรอกเอ้อร์เถียว บ้านมิยาโมโตะ หมายเลข 9217"
เสียงสัญญาณรอสายที่ยาวนานชวนให้ใจเต้นระทึก ในที่สุดเสียงหวานของผู้หญิงก็ดังขึ้น
"โมชิโมชิ?"
หลินเจ๋อรัวภาษาญี่ปุ่นใส่ทันที
"มิเอะโกะ ผมเอง ผมมีเรื่องไหว้วานคุณ ช่วยไปที่ร้านขนมเปี๊ยะซูโจวบนถนนสถานีรถไฟ บอกเถ้าแก่ร้านว่าลูกพี่ลูกน้องของน้าชายเขา ไอ้น้องเล็กที่ชอบรำดาบเล่นปืนน่ะ ไปก่อเรื่องที่บ้านเกิดจนโดนจับแล้ว ให้เขารีบหาทางติดต่อลุงด่วน ห้ามเอ่ยชื่อผม และห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด นี่เป็นความลับระหว่างเราสองคนนะ!"
มิเอะโกะได้ฟังก็ตาเป็นประกาย งานลับรูปแบบใหม่ช่างน่าตื่นเต้นนัก
"ไฮ่!"
พนักงานต้อนรับที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ ได้ยินภาษาต่างด้าวก็เข้าใจไปว่าคนผู้นี้ทำงานให้ญี่ปุ่นจริงๆ
ทันทีที่วางหู เสียงปืนก็ดังสนั่นมาจากชั้นบน หลินเจ๋อกำลังจะวิ่งขึ้นไปดู ก็เห็นหวังเทียนเฉิงเดินวางก้ามลงมา คุมตัวชายคนหนึ่งไว้
หวังเทียนเฉิงคุยโวเสียงดัง
"ไอ้เวรนี่กล้ายิงสวน โดนพี่เจาะขาเข้าไปหนึ่งเม็ด ฮ่าๆๆ คราวนี้จับได้คาหนังคาเขา!"
[จบแล้ว]