- หน้าแรก
- ยอดเชฟภรรยาตัวน้อย บอสคะ ได้เวลาทานข้าวแล้ว
- บทที่ 22 ภาวะพึ่งพาอาศัยและหนุ่มหล่อจอมหลงตัวเอง
บทที่ 22 ภาวะพึ่งพาอาศัยและหนุ่มหล่อจอมหลงตัวเอง
บทที่ 22 ภาวะพึ่งพาอาศัยและหนุ่มหล่อจอมหลงตัวเอง
บทที่ 22 ภาวะพึ่งพาอาศัยและหนุ่มหล่อจอมหลงตัวเอง
"..."
ซูอิงอันตอบกลับระบบในใจด้วยความเอือมระอา ใบหน้าฉายแววหงุดหงิด ขณะที่สายตายังคงจดจ่ออยู่ที่การกระทำของหลี่ซิงฟาง
หลี่ซิงฟางเป็นคนตัวสูงโปร่ง ส่วนสูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดเซนติเมตร และด้วยใบหน้าที่งดงามเกินหญิง ทำให้ผู้คนมักเข้าใจผิดว่าเขาเป็นหนุ่มน้อยบอบบางน่าทะนุถนอม
แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ หลี่ซิงฟางคือขาโจ๋ประจำโรงเรียนมัธยมที่สามผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ใคร สมรรถภาพร่างกายของเขาเข้าขั้นยอดเยี่ยม
เนื่องจากอากาศร้อน เขาจึงถลกแขนเสื้อและขากางเกงขึ้น
เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงาม รูปร่างของหนุ่มน้อยคนนี้ช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกิน ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้อย่างซูอิงอัน หลี่ซิงฟางน่าจะได้รับการฝึกฝนจากปรมาจารย์มาเป็นอย่างดี!
แต่แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?
หนุ่มน้อยที่เก่งแต่เรื่องต่อยตี จะไปรู้วิธีทำไร่ไถนาได้ยังไงจริงไหม?
เมื่อต้องแบกมัดข้าวสาลีที่กองพะเนินสูง เขาก็แทบจะลุกไม่ขึ้น
แต่ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาของซูอิงอัน เขาจำต้องยืดตัวยืนหยัดขึ้นมาให้ได้
ต่อหน้าสาวงาม จะบอกว่าทำไม่ได้ได้ยังไง!
หลี่ซิงฟางกัดฟันใช้ไม้ค้ำยันพื้นเพื่อส่งแรง ในที่สุดเขาก็แบกมัดข้าวขึ้นหลังได้สำเร็จท่ามกลางสายตานิ่งสงบของซูอิงอัน
"เห็นไหมว่าฉันเจ๋งแค่ไหน?"
หลี่ซิงฟางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อแดงระเรื่ออย่างน่ามองภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงสีแดงเพลิง
เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยราวกับดวงดาวของเขา ซูอิงอันก็อดคิดไม่ได้ว่า คนหน้าตาดีไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ยังดูดีอยู่วันยังค่ำ
ดูหลี่ซิงฟางตรงหน้านี่สิ ต่อให้สภาพทุลักทุเลแค่ไหน ก็ยังดูหล่อเหลาบาดใจ!
จุ๊ๆ... ล้มคว่ำไปซะแล้ว
ซูอิงอันมองหลี่ซิงฟางด้วยแววตาชื่นชมระคนดูแคลน เจ้สินะที่เจ๋งจริง!
จากทายาทเศรษฐีตกอับมาเป็นเด็กกำพร้าในชนบท เธอก็ยังแกร่งกว่าเห็นๆ
ภายใต้สายตากึ่งเหยียดหยามของซูอิงอัน หลี่ซิงฟางที่ล้มลงไปกองกับพื้นรู้สึกทั้งอับอายและโมโห "ทางมันลื่นเกินไปต่างหาก"
ถนนหนทางบนภูเขาในชนบทนั้นขรุขระและคดเคี้ยว แคบจนเดินได้ทีละคน ไม่ต้องพูดถึงวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏอยู่สองข้างทาง เมื่อกี้เขาเหยียบโดนหญ้าจนลื่นไถล ถึงได้ล้มลงไปแบบนั้น
"ใช่ ทางลื่นมากจริงๆ"
ซูอิงอันพยักหน้าเห็นด้วย ถ้ามีเงิน เธอจะสร้างถนนพวกนี้ให้เป็นถนนหกเลน แล้วให้ชาวบ้านขับรถสปอร์ตมาขนข้าวสาลีซะเลย
ระบบ: [โฮสต์คิดเพ้อเจ้อเกินไปแล้ว ใครเขาขับรถสปอร์ตมาเกี่ยวข้าวกัน? ขอร้องล่ะโฮสต์ อย่ามัวแต่ยืนดูเรื่องสนุก รีบทำภารกิจช่วยเหลือผู้อื่นให้เสร็จเร็วๆ เถอะ!]
เพื่อเห็นแก่ของอร่อย ซูอิงอันยอมลดตัวลงมา
เธอเดินไปนั่งยองๆ ตรงหน้าหลี่ซิงฟาง แล้วพูดโดยไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ "ฉันแบกให้เอง"
"ฉันทำเองได้... เฮ้ยๆๆๆ... ก็บอกว่าทำเองได้ไง..."
ความมุ่งมั่นของหลี่ซิงฟางไม่เป็นผล ซูอิงอันลุกขึ้นยืนบนคันนาอย่างง่ายดายและเบาสบายพร้อมกับมัดข้าวสาลีของเขาบนหลัง
แถมเธอยังหันกลับมาและยื่นมือแห่งมิตรภาพให้กับหลี่ซิงฟางที่ยังคงนั่งแปะอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้น "มา ฉันดึงนายขึ้นมาเอง"
ในยามเย็นที่อากาศร้อนอบอ้าว แสงอาทิตย์อัสดงสีแดงเพลิงสาดส่องลงมาที่ร่างของซูอิงอัน ฉาบไล้เธอด้วยประกายสีทองเจิดจรัส
หลี่ซิงฟางนั่งจมโคลนอย่างเก้อเขิน สายตาเหม่อลอยจับจ้องไปยังสาวน้อยที่ยื่นมือมาให้เขา
ประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที: ในโลกอันกว้างใหญ่นี้ สรรพชีวิตดำรงอยู่ด้วยภาวะพึ่งพาอาศัยกัน
สิ่งมีชีวิตสองชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากแยกจากกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไม่รอด
หลี่ซิงฟางเผลอกุมมือซูอิงอันโดยไม่รู้ตัว อดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้เขาเหมือนเชื้อราที่ต้องเกาะติดอยู่กับซูอิงอันเพื่อความอยู่รอด
ขณะที่ยืมแรงเธอพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ซูอิงอันไม่วางตา
แสงอาทิตย์ยามเย็นอาบไล้หน้าผากของเขา เขาพยายามลืมตาสู้แสงสีทองนั้น เพื่อประทับเงาร่างของซูอิงอันไว้ในใจ
"ระวังทางด้วย"
เมื่อซูอิงอันปล่อยมือ หลี่ซิงฟางกลับเผลอบีบมือเธอแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ
ซูอิงอันมองเขาด้วยความงุนงง หลี่ซิงฟางรู้สึกตื่นตระหนกวูบหนึ่งในใจ แต่แล้วเขาก็ยิ้มออกมา
ภายใต้แสงสีทอง เขาหยีตาลงอย่างมีความสุข ขนตายาวหนาบดบังแววตาเจ้าเล่ห์เอาไว้ "เจ้อัน ผู้น้อยขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย"
เขามองซูอิงอันด้วยสายตาออดอ้อนน่าสงสาร "ทางมันเดินยาก ขอเจ้อันช่วยนำทางหน่อยสิ"
ดวงตาของซูอิงอันโค้งลง ดูออกว่าเธอพอใจกับท่าทีว่าง่ายของเขามาก
หลังจากเกิดใหม่มาตั้งนาน ในที่สุดก็มีคนยอมสยบต่อเสน่ห์ของเธออย่างจริงใจเสียที
"ไม่มีปัญหา"
ไม้ท่อนหนึ่งถูกยื่นไปตรงหน้าหลี่ซิงฟาง ซูอิงอันมองเขาด้วยรอยยิ้ม "นายจับไม้นี่ไว้ แล้วเดินตามฉันมา"
"จับมือไม่ได้เหรอ?" หลี่ซิงฟางถามหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
ซูอิงอันกรอกตามองบนใส่เขา "ทางแคบขนาดนี้ จะจับมือเดินกันยังไง!"
หลี่ซิงฟางก้มหน้ามองทางใต้เท้า จริงด้วย ทางแคบจนเดินได้แค่คนเดียว
ขืนดื้อดึงจะจับมือเดินกัน มีหวังได้ล้มกลิ้งกันทุกย่างก้าวแน่
ไม่ได้การ ซูอิงอันยังมีข้าวสาลีอยู่บนหลัง เขาต้องปกป้อง [ไม่ทำตัวเป็นภาระ] เธอ!
แต่พอเห็นกองข้าวสาลีบนหลังซูอิงอันที่สูงราวกุภูเขาลูกย่อมๆ หลี่ซิงฟางก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้
"ให้ฉันแบกแทนเถอะ มันหนักเกินไป!"
"ฉันแบกเอง"
ซูอิงอันแบกข้าวอย่างมั่นคง สายตาจมองมือที่ยังจับกันอยู่ "ปล่อยมือได้แล้ว"
"อ้อ โอเค"
หลี่ซิงฟางยอมปล่อยมือเธออย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วเปลี่ยนมายิ้มหวานขณะจับไม้ที่ซูอิงอันยื่นให้
"กลับบ้านกันเถอะ"
อาทิตย์อัสดงคล้อยต่ำ สาวน้อยร่างเล็กแบกมัดข้าวเดินนำหน้า ตามด้วยหนุ่มหล่อร่างสูงที่เดินตามหลังต้อยๆ ด้วยรอยยิ้มหวานหยดยิ่งกว่าดอกไม้
"เร็วเข้า รีบถ่ายเก็บไว้"
ผู้กำกับรู้สึกว่าฉากตรงหน้าเหมือนใส่ฟิลเตอร์ความงามโดยอัตโนมัติ งดงามราวกับฉากในอนิเมะของมิยาซากิ
เขารีบสั่งให้ตากล้องถ่ายแบบ Long Take ไว้ ถึงตอนออกอากาศอาจจะไม่ได้ใช้ แต่เขาอยากถ่ายเก็บไว้ดูเอง!
"ซูอิงอัน ดูสิ ชาวบ้านยิ้มให้เราด้วย"
หลี่ซิงฟางพูดพลางยืดอก ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
ซูอิงอันเงยหน้ามองชาวบ้านที่กำลังหัวเราะร่า แล้วพูดเสียงเรียบ "พวกเขามองเราเหมือนลิงต่างหาก ไม่สิ..."
ซูอิงอันวางมัดข้าวลงบนหินก้อนใหญ่ริมบึง "พวกเขามองนายเหมือนลิง เพราะไม่เคยเห็นผู้ชายหล่อๆ แบบนี้มาก่อน พอเห็นนายทำท่าทางตลกๆ ตอนทำนา ก็เลยมองเหมือนตัวตลก"
"งั้นเหรอ?"
ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ใส่ หลี่ซิงฟางคงกระโดดเตะก้านคอไปแล้ว
แต่คนพูดคือซูอิงอัน หลี่ซิงฟางจึงไม่โกรธ กลับลูบแก้มตัวเองอย่างอารมณ์ดีแล้วถามยิ้มๆ "เธอก็คิดว่าฉันหล่อใช่ไหม? ฮ่าๆๆ สรุปว่าเธอก็คิดว่าฉันหน้าตาดีสินะ!"