- หน้าแรก
- ภารกิจป่วนโลกออนไลน์ของคุณปู่ระดับพระกาฬ
- บทที่ 15 อาหารมื้อสุดท้ายของซาลเมอร์กัส
บทที่ 15 อาหารมื้อสุดท้ายของซาลเมอร์กัส
บทที่ 15 อาหารมื้อสุดท้ายของซาลเมอร์กัส
ทันทีที่ได้ยินชื่อปู่ของมาซิส ฉันต้องพยายามอย่างหนักที่จะกลั้นเสียงหัวเราะที่กำลังจะระเบิดออกมา
“พรืด... ฉันชื่อแจ็คสัน อึก!”
คิกคิก ชื่อบ้าอะไรเนี่ย ฉันกัดริมฝีปากแน่น นักพัฒนาที่ตั้งชื่อ NPC นี่มีเซ้นส์การตั้งชื่อใช้ได้เลยนะ
‘มาซิส’ (อร่อย) เป็นหลานของ ‘ซาลเมอร์กัส’ (กินอิ่มแล้ว) เนี่ยนะ
“อะ แฮ่ม!” ฉันพยายามกระแอมเพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวเราะ แต่มันยากเหลือเกิน
มาซิสมองมาด้วยสายตาเป็นห่วง “ท่านผู้เฒ่า เป็นอะไรไหมครับ”
“อึก! ไม่เป็นไร มาซิ...”
พรืด!
‘มาซิส’ เป็นหลานของ ‘ซาลเมอร์กัส’ จริง ๆ ด้วย ฉันต้องหลบสายตาคนทั้งคู่
ขืนสบตากันตอนนี้ฉันคงหลุดขำก๊ากออกมาแน่ สุดท้ายเลยต้องหยิบหน้ากากออกมาใส่เป็นไม้ตายก้นหีบเพื่อเรียกสติตัวเองกลับคืนมา ฟู่ว ค่อยยังชั่วหน่อย คิกคิกคิก ชื่อบ้าอะไรกันเนี่ย คิกคิก
ฉันแอบหัวเราะอยู่นานก่อนจะถูกดึงความสนใจด้วยข้อความที่เด้งขึ้นมา
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ สัมผัสได้ถึงพลังงานของสิ่งที่เขาขโมยมา]
อะไรนะ...?
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ ต้องการให้ท่านทวงมันคืนมา]
...ไอ้บ้านี่
ไร้สาระชะมัด ทำไมฉันต้องไปเอาของที่หมอนั่นขโมยมาคืนด้วย เจ้าหมอนี่คงไม่ได้จะให้ฉันไปเป็นขโมยหรอกนะ?
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อคริสตัลค่ะ”
“คุณปู่ครับ พวกเขาคือคนที่ช่วยชีวิตผมไว้”
“โอ้ อย่างนั้นรึ ขอบใจพวกเจ้ามากจริง ๆ คริสตัล”
เราทักทายกันพอเป็นพิธีก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะใกล้ ๆ ซาลเมอร์กัสต้องการเลี้ยงอาหารผู้มีพระคุณที่ช่วยหลานชายไว้และขอร้องไม่ให้เราปฏิเสธ ฉันขัดศรัทธาไม่ได้เลยยอมนั่งลง แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ ยืนกรานว่าเขาสัมผัสได้ถึงพลังงานของสิ่งที่ขโมยมา]
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ บอกว่ามันเป็นของท่าน]
ไอ้บ้านี่พูดเรื่องอะไร ของที่ขโมยมาแต่ตอนนี้เป็นของฉันเนี่ยนะ? โจรที่ไหนเขาตรรกะพังแบบนี้
“เจ้านี่มันเข้าใจยากจริง ๆ”
“คะ...?” ซูจองทำหน้างง
“เจ้าหัวขโมยน่ะ”
“อ๋อ กลุ่มดาวดวงนั้นเหรอคะ? ทำไมเหรอ?”
“เขาอยากให้ฉันไปขโมยของ”
“หือ...? จู่ ๆ เนี่ยนะคะ?” คิมซูจองขมวดคิ้วทำหน้าไม่พอใจ สีหน้าเธอตอนนี้เหมือนกับฉันเปี๊ยบ
แต่ความคิดนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน
“ทานให้อร่อยนะครับ” มาซิสยิ้มให้พวกเราแล้วเริ่มยกอาหารจานโตมาวางเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมฉุยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า เราเริ่มสวาปามอาหารตรงหน้า ฉันกำลังดื่มด่ำกับรสชาติและรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะหาได้ที่นี่ ตอนที่ซาลเมอร์กัสเดินออกมาจากครัว
“ไม่รู้ว่าจะถูกปากพวกท่านหรือเปล่า แค่ก! แค่ก!”
เขาแต่งกายด้วยชุดเชฟ ไม่ใช่ชุดประหลาด ๆ เมื่อครู่ ฉันชูนิ้วโป้งให้โดยไม่พูดอะไร คิมซูจองที่นั่งข้าง ๆ ก็ทำเหมือนกัน ซาลเมอร์กัสหัวเราะอย่างพอใจกับท่าทีของพวกเรา “คิกคิก”
ในตอนนั้นเอง
วิ้ง!
“...?”
เราเบิกตากว้างพร้อมกัน ชุดสีขาวที่ซาลเมอร์กัสสวมอยู่ จู่ ๆ ก็เปลี่ยนกลับไปเป็นชุดประหลาดตอนแรกทันทีที่เขาดึงด้ายเส้นหนึ่งจากด้านใน! เราตาค้างไปชั่วขณะกับภาพมหัศจรรย์นั้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า! นี่คือ ‘ชุดทำอาหารผู้ยิ่งใหญ่’ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นของตระกูลข้า ถ้าดึงด้าย ข้าก็จะกลับมาเป็นเชฟได้อีกครั้ง”
วิ้ง!
พอดึงด้าย เขาก็กลับมาเป็นเชฟผู้เรียบร้อยเหมือนเดิม
“โอ้...!”
ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงชอบหุ่นยนต์แปลงร่างนัก แต่ฉันคงไม่กล้าขอของชิ้นนี้ มันเป็นมรดกตกทอด ฉันรับไว้ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดเลียริมฝีปากไม่ได้เพราะอยากได้จริง ๆ แผลบ... อยากได้จังแฮะ
และในตอนนั้นเอง สิ่งที่คิดก็เกิดขึ้นจริง...
“หุหุ ดูเหมือนเจ้าจะชอบชุดนี้มากนะ ข้าให้ชุดนี้ไม่ได้หรอก แต่... อยากให้ข้าสอนวิธีทำไหมล่ะ?”
“ได้เหรอ?”
“แน่นอน ก็เจ้าช่วยมาซิสไว้นี่นา”
ลาภลอยอะไรขนาดนี้ ฉันตื่นเต้นเหมือนเด็กที่พ่อสัญญาว่าจะซื้อของเล่นให้ในวันเกิด แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
“แต่ข้ามีคำขออย่างหนึ่ง”
หลังมื้ออาหาร เรายังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ ซาลเมอร์กัสเอ่ยขึ้น “ขอโทษด้วย ข้าเสียใจที่ต้องรบกวนเวลาพวกเจ้า...”
“ไม่เป็นไร ว่าแต่เข้าเรื่องเถอะ อยากให้ช่วยอะไรล่ะ”
“อืม คือว่า...”
...อะไรกัน?
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ สัมผัสได้ถึงลางร้าย]
“ปู่ครับ อย่าบอกนะว่า...” เสียงนั้นมาจากมาซิสที่นั่งอยู่ข้างซาลเมอร์กัส มาซิสทำหน้าตะลึงและพยายามห้ามปู่ของเขา
สีหน้าของมาซิสดูไม่ปกติ เหมือนกำลังพยายามหยุดคนที่กำลังจะวิ่งเข้ากองไฟ “ปู่ครับ ไม่ได้นะ! ปู่ตัดสินใจว่าจะไม่ทำอาหารจานนั้นแล้วนี่ครับ!”
ฉันขมวดคิ้ว ทำอาหาร? อาหารแบบไหนกันที่ทำให้มาซิสมีอาการขนาดนี้ ฉันเริ่มอยากรู้ขึ้นมา ในฐานะคนที่เคยเดินบนเส้นทางสายอาหาร
“ความจริงแล้ว ข้าอยากทำอาหารอีกสักจานให้แจ็คสัน”
“ปู่ครับ ไม่ได้นะ!”
บรรยากาศเย็นยะเยือกแผ่ซ่านระหว่างซาลเมอร์กัสและมาซิส คิมซูจองทำหน้าไม่ถูกได้แต่มองสลับไปมา ซาลเมอร์กัสพูดต่อ
“ข้าจะวางมือแล้ว และจะทำอาหารจานนี้เป็นครั้งสุดท้าย เจ้าช่วยทานอาหารที่ใส่จิตวิญญาณเฮือกสุดท้ายของข้าหน่อยได้ไหม?”
ติ๊ง
[ฮิดเดนเควสต์ - อาหารมื้อสุดท้ายของเชฟซาลเมอร์กัส]
[ความยาก: S
-ในตรอกแคบ ๆ ของมูลาน มีร้านอาหารที่เชฟซาลเมอร์กัสและหลานชายมาซิสอาศัยอยู่ ซาลเมอร์กัสต้องการวางมือหลังจากเสิร์ฟอาหารจานนี้ให้กับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตหลานชาย จงทานอาหารจานสุดท้ายที่เขาจะทำ!
-เงื่อนไขความสำเร็จ: ชิมอาหารฝีมือซาลเมอร์กัส 0/1
-เควสต์นี้สำหรับผู้เล่นเลเวล 10 ขึ้นไปเท่านั้น
-หากท่านทานไม่ไหว เควสต์จะล้มเหลว]
ฉันเหม่อไปชั่วขณะ ความยากระดับ S ถ้าเทียบกับเควสต์ยากสุดที่เคยรับมาคือ D+ ก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าระดับ S จะโหดหินขนาดไหน เขาจะทำอะไรให้กินเนี่ย? ความกังวลถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
“ถามได้ไหมว่าเป็นอาหารแบบไหน”
“นั่นมัน...” มาซิสเป็นคนตอบ “ความจริงแล้วมันเป็นอาหารรสเผ็ดครับ ไม่สิ มันเผ็ดนรกแตกเลย แจ็คสันรู้ไหมครับว่าทำไมไม่มีใครเข้าร้านนี้ ก็เพราะเมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนตายเพราะอาหารฝีมือปู่ไงครับ”
“มีคนตาย?”
ใส่อะไรลงไปถึงทำให้คนกินตายได้เนี่ย? ฉันต้องถามให้แน่ใจ
“เรื่องจริงเหรอ”
“ครับ... เคยมีคนกินแล้วโดนหามออกไป ความจริงผมกลัวว่าแจ็คสันจะเป็นอันตราย เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนตายหลังจากท้าลองของกินอาหารที่เผ็ดที่สุดที่นี่ แล้วร้านก็กลายเป็นร้านร้างที่ไม่มีคนเข้าอีกเลย”
ฉันหันไปฟังซาลเมอร์กัสต่อ
“ข้าอยากล้างมลทินก่อนวางมือ ได้โปรดทานอาหารของข้าด้วยเถอะ ขอร้องล่ะ แจ็คสัน!” เขาทรุดตัวลงคุกเข่าและก้มหัว “ข้าจะไม่ลุกขึ้นจนกว่าเจ้าจะบอกว่าจะกิน!”
นี่มัน...
คิดว่าเราคงคุยกันคนละภาษาแน่ ๆ แรงกดดันถาโถมใส่ร่างฉัน
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ กำลังเฝ้ารอการตัดสินใจของท่าน]
อืม ยังไงก็เป็นโลกเสมือนจริง คงไม่ตายจริงหรอกมั้ง
“ฉันจะลองดู”
“จริงรึ?!”
“ท่านผู้เฒ่า!”
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ พยักหน้าให้กับความกล้าหาญของท่าน]
ซาลเมอร์กัสดีใจมาก เขาลุกขึ้นเต้นระบำก่อนจะเดินเข้าครัวไป
คิมซูจองถามด้วยสายตากังวล “จะไหวเหรอคะ”
“ในโลกเสมือนจริงไม่ตายจริงหรอกน่า ไม่เป็นไรหรอก”
เธอยังดูเป็นห่วง คงเพราะเห็นระดับความยากของเควสต์ที่ฉันได้รับ เสียงกุกกักน่าสงสัยดังออกมาจากในครัวทำให้ฉันต้องเอียงคอสงสัย ทันใดนั้นมาซิสก็เดินเข้ามาหา
“ท่านผู้เฒ่า จะดีเหรอครับ”
“แน่นอน ไม่มีอะไรผิดพลาดหรอก”
“...ขอบคุณจริง ๆ ครับ” มาซิสรีบหันหน้าหนีเมื่อน้ำตาเอ่อล้น เขาคงเจ็บปวดมามาก เป็นเรื่องธรรมดา ชาวบ้านคงเอาแต่ชี้หน้าด่าเขาว่าปู่เขาฆ่าคน แม้จะไม่แสดงออก แต่ข้างในคงเจ็บปวดน่าดู
ตอนนี้ฉันจะล้างมลทินนั้นให้เอง ฉันจะทำให้ชายหนุ่มตรงหน้ายืดอกใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิ
ทันใดนั้นซาลเมอร์กัสก็เดินออกมา
...นั่นมันอะไรน่ะ?
เขาถือหม้อเก่า ๆ ใบใหญ่ ด้านนอกมีรอยลอกล่อนเล็กน้อย แต่ฉันสัมผัสได้ถึงออร่าที่ไม่ธรรมดาแผ่ออกมาจากหม้อใบนั้น
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ อ้างว่าหม้อใบนั้นก็เป็นของท่าน]
ไอ้บ้านี่ยังไม่เลิกอีก “ไอ้บ้าเอ๊ย”
“...?” มาซิสที่อยู่ข้าง ๆ ทำหน้างง
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ รู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของท่าน]
ขี้น้อยใจจริงนะ ก็สมควรโดนด่าแล้วนี่นาพูดจาเลอะเทอะ ในตอนนั้นเอง...
“...?”
ฉันตกตะลึง จู่ ๆ ซาลเมอร์กัสก็โยนหม้อในมือขึ้นไปกลางอากาศ! ฉันหลับตาปี๋นึกว่าเดี๋ยวต้องมีอะไรแตกแน่ แต่กลับผิดคาด
“หือ...?”
“ตายแล้ว!”
“......”
หม้อลอยอยู่กลางอากาศ เรามองดูด้วยความประหลาดใจ ส่วนมาซิสทำท่าเหมือนไม่ได้เห็นภาพนี้มานานแล้ว ซาลเมอร์กัสเอ่ยขึ้น
“นี่คือ การปรุงอาหารด้วยสภาพอากาศ”
...อะไรนะ? เปลวไฟเริ่มหมุนวนภายในร้านที่ว่างเปล่า!
“ว้ายยย!”
“นี่มันอะไรกัน?!”
“อา... ในที่สุด...” มาซิสเอามือปิดตา
เปลวไฟรวมตัวกันที่จุดเดียวและก่อตัวเป็นรูปร่าง
“นี่มัน...”
ดวงอาทิตย์?
ใช่ นี่คือดวงอาทิตย์ที่ฉันรู้จัก แสงสว่างจ้าและเย่อหยิ่งแห่งท้องนภากำลังหมุนวนอยู่ตรงหน้าฉัน
[อัครสาวก ‘จอมโจรขโมยไฟผู้มองการณ์ไกล’ กำลังจ้องมองไฟที่เขาขโมยมา]
[ท่านเป็นคนแรกที่ได้ชื่นชมแสงสว่างอันยิ่งใหญ่แห่งจุดเริ่มต้น]
[ชื่อเสียงของท่านเพิ่มขึ้น 1,000 แต้ม]
ดวงอาทิตย์เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “โซลาร์ปรากฏตัวแล้ว!”