เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ทะลวงผ่าน

บทที่ 9 ทะลวงผ่าน

บทที่ 9 ทะลวงผ่าน


บทที่ 9 ทะลวงผ่าน

เมื่ออาคมลูกไฟของหลินเสี่ยวม่านสามารถร่ายประกายไฟออกมาได้เล็กน้อย อาจารย์โม่ก็ให้นางไม่ต้องมาที่เรือนเรียนอีกต่อไป

“อาจารย์โม่ หลังจากนี้ข้าจะยังกลับมาเรียนอาคมอื่น ๆ กับท่านได้อีกหรือไม่?”

โม่โหย่วเต้าส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว อาคมที่ข้ามี ก็ได้สอนเจ้าไปทั้งหมดแล้ว หลังจากนี้ก็ไม่ต้องมาอีก”

“เจ้าค่ะ”

แม้จะรู้สึกผิดหวัง แต่หลินเสี่ยวม่านก็ทำได้เพียงออกจากเรือนเรียน ไม่ว่าอาจารย์โม่ผู้นี้จะพูดจริงหรือไม่ แต่นางก็ไม่สามารถเรียนรู้อาคมได้มากกว่านี้แล้วในตอนนี้

ตอนนี้ นางสามารถกลับไปเริ่มต้นทำนาได้แล้ว!

ในวันนั้น เมื่อเลิกเรียนและกลับมาถึงบ้าน หลินเสี่ยวม่านยืนอยู่ข้างแปลงนาของตน และร่ายอาคมพรวนดินอีกครั้ง ในช่วงเวลานี้ นางได้พรวนดินไปแล้วครึ่งแปลง เมื่อพรวนเสร็จทั้งหมด ก็สามารถหว่านเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว

หลังจากจัดการเรียบร้อย นางก็รีบไปยังร้านยันต์ ส่วนในช่วงบ่ายเมื่อกลับมาถึงบ้าน หลินเสี่ยวม่านก็ฝึกอาคมลูกไฟอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็สามารถใช้อาคมลูกไฟจุดฟืนแห้งในเตาได้

นางตักข้าววิญญาณมาต้มโจ๊ก ใส่ผักลงไปเล็กน้อย และไม่ต้องใส่เกลือเลยด้วยซ้ำ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว อร่อยเป็นพิเศษ

เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วก็ร่ายอาคมทำความสะอาด ทุกสิ่งพลันสะอาดหมดจด หลินเสี่ยวม่านตบมืออย่างพึงพอใจ แล้วกลับเข้าไปในห้องเพื่อฝึกบำเพ็ญต่อ

ในคืนนั้น หลินเสี่ยวม่านยังคงดึงดูดปราณวิญญาณเข้ามาในร่างอย่างต่อเนื่อง และในขณะที่นางดึงดูดแสงสว่างดวงหนึ่งเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ก็คล้ายกับได้ยินเสียง “ปัง” ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างถูกแทงทะลุไปแล้ว

ในชั่วพริบตาต่อมา นางก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายและสดชื่นไปหมด ราวกับได้แช่น้ำพุร้อนในฤดูหนาว

เนิ่นนานกว่าหลินเสี่ยวม่านจะลืมตาขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความปิติยินดี ทะลวงผ่านแล้ว!

นางเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นหนึ่งแล้ว!

ฝึกบำเพ็ญทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดก็ทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นหนึ่งได้ ในวันที่ 25 หลังจากที่นางชักนำปราณเข้าสู่ร่างสำเร็จ!

หลินเสี่ยวม่านรู้สึกว่าร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ในขณะที่ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มสว่าง นางก็รีบวิ่งออกไป ยืนอยู่บนคันนาและร่ายอาคมพรวนดิน

ในแปลงนาของนางยังเหลือดินที่ยังไม่ได้พรวนอีกเล็กน้อย ไม่รู้ว่าอาคมพรวนดินที่ร่ายออกมาด้วยพลังของขอบเขตกลั่นปราณขั้นหนึ่งจะเป็นอย่างไร

เสียง “โครม” ดังขึ้น หลินเสี่ยวม่านมองดูดินที่ถูกพลิกขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ นี่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากนัก

ด้วยความแข็งแกร่งของนางในตอนนี้ การพรวนดินแปลงนี้ให้เสร็จสิ้นไม่ต้องใช้เวลาถึงสามวันเลยด้วยซ้ำ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องค่อย ๆ ทำทีละนิด ใช้เวลาไปครึ่งเดือนจึงจะทำเสร็จไปได้เพียงครึ่งเดียว

เมื่อฟ้าสว่าง หลินเสี่ยวม่านก็พรวนดินเสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปก็คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว

ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน ความรู้เรื่องการทำนาแตกต่างจากที่นางเคยเรียนรู้ในชาติก่อน เมล็ดพันธุ์ข้าวนี้ไม่จำเป็นต้องเพาะกล้า สามารถปลูกได้โดยตรง โดยหย่อนเมล็ดหนึ่งเมล็ดต่อหลุม และเว้นระยะห่างระหว่างสองเมล็ดไว้ให้เหมาะสมก็พอ

หลังจากนั้นก็คือการร่ายอาคมต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น อาคมฝนทิพย์ อาคมผูกวิญญาน เคล็ดวิชาห้าธาตุ เป็นต้น ตอนนี้นางได้เรียนรู้อาคมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้แล้ว แม้ว่าพลังจะยังไม่มากนัก แต่ก็สามารถร่ายซ้ำหลาย ๆ ครั้งได้

นอกจากนี้ นางยังค้นพบว่าทุกครั้งที่ปราณวิญญาณหมดลงจากการร่ายอาคม แล้วฟื้นฟูปราณวิญญาณ ความเร็วในการฟื้นฟูก็จะเร็วขึ้นเล็กน้อย และพลังของอาคมที่ร่ายออกมาในครั้งต่อไปก็จะแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย ร่ายง่ายขึ้น เพราะความชำนาญเกิดจากการฝึกฝน

เมื่อพรวนดินเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็รีบร่ายอาคมฝนทิพย์ให้พวกมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมล็ดพันธุ์งอกเร็วขึ้น และร่ายเคล็ดวิชาห้าธาตุเพื่อเร่งการเติบโตของข้าว นี่คือเสบียงอาหารของนางสำหรับอีกครึ่งปีข้างหน้า

เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเสี่ยวม่านไปก่อไฟหุงข้าว ต้มโจ๊ก และนึ่งไข่ในชาม เช้านี้นางจะได้กินข้าวดี ๆ เสียที

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลินเสี่ยวม่านก็นำเมล็ดพันธุ์ที่ผู้ใหญ่บ้านมอบให้ซึ่งอยู่ในถุงเก็บของ ออกไปที่แปลงนาและหว่านเมล็ดพันธุ์จนหมด ซึ่งมีจำนวนพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป

หลินเสี่ยวม่านตบมือ ยืนอยู่บนคันนา เริ่มร่ายอาคมฝนทิพย์ นางร่ายอาคมไปจนดินบนพื้นเปียกชุ่มทั้งหมดจึงหยุดลง

เมื่อร่ายอาคมทำความสะอาดใส่ตัว นางก็รู้สึกสดชื่นสบายตัวทันที หลินเสี่ยวม่านรีบวิ่งกลับบ้านอย่างมีความสุข พอเดินเข้าลานบ้านก็ได้กลิ่นไข่และข้าวหอมกรุ่น

“ว้าว! หอมยิ่งนัก!”

หลินเสี่ยวม่านมิได้ทำอะไรมาก เพียงใส่ซีอิ๊วเล็กน้อยและโรยต้นหอมบนไข่นึ่ง ตักไข่นึ่งหนึ่งช้อน ตักข้าวหนึ่งช้อน ตามด้วยหัวไชเท้าดองรสเปรี้ยวเผ็ดสดชื่น รสชาติช่างดีงามเกินบรรยาย

ไม่รู้เพราะเหตุใด ถึงแม้ว่าอาหารที่ร้านยันต์จะดีกว่า แต่นางกลับรู้สึกว่าอาหารเรียบง่ายที่ตนเองทำนั้นหอมและอร่อยกว่า

อาจเป็นเพราะอาหารที่ร้านยันต์นั้นจืดชืดเกินไป มีแต่ต้ม ผักลวก หรือต้มจืด ไม่มีรสเผ็ดเลย กระเพาะของนางที่ชอบรสเผ็ดเป็นชีวิตจิตใจจึงไม่สามารถหลงรักอาหารเหล่านั้นได้เลย

วันก่อน นางเห็นชาวบ้านแบกหัวไชเท้าสีขาวจะไปขายที่ตลาดการค้า นางจึงรีบซื้อมา แล้วใช้มุกวิญญานสองเม็ด ให้คนผู้นั้นช่วยล้างหัวไชเท้าให้สะอาดและหั่นเป็นเส้น ครึ่งหนึ่งนำมาทำหัวไชเท้าดองรสเปรี้ยวเผ็ดสดชื่น อีกครึ่งหนึ่งทำหัวไชเท้าสีเหลืองดอง ทั้งสองอย่างสามารถนำมาคลุกกับพริกป่นเพื่อเป็นเครื่องเคียงได้ เป็นของโปรดของนางมาสองชาติภพแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้มีถุงเก็บของแล้ว เมื่อทำหัวไชเท้าดองเสร็จแล้ว นำไปใส่ในไหสำหรับดอง ก็สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่ต้องกลัวว่าจะเสีย

หลังจากรับประทานอาหารอย่างมีความสุข เวลาก็ใกล้ถึงแล้ว หลินเสี่ยวม่านลงกลอนประตูและออกเดินทางไปยังตลาดการค้า

ยังไม่ทันถึงร้านยันต์ หลินเสี่ยวม่านก็ถูกเรียกไว้

“หลินเสี่ยวม่าน นี่ ซาลาเปาไส้เนื้อ”

หลินเสี่ยวม่านหันไปมอง เห็นใบหน้ากลมยิ้มแย้ม ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและเดินเข้าไป “ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ ข้ากินอาหารเช้ามาแล้ว”

ลู่โหย่วหลิงก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ กัดซาลาเปากลับเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

เขาชักนำปราณเข้าสู่ร่างสำเร็จหลังหลินเสี่ยวม่านครึ่งเดือน จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็ถูกส่งไปเป็นศิษย์ฝึกหัดที่ร้านหลอมอาวุธในตลาดการค้า มีคนบอกว่าลุงทวดของเขามีเส้นสายอยู่ในร้านนั้น

แน่นอนว่าคนที่มีเส้นสายย่อมดีงาม หลินเสี่ยวม่านแสดงความอิจฉาออกมาเล็กน้อย

ดังนั้น ตอนนี้ลู่โหย่วหลิงเป็นศิษย์ฝึกหัดที่ร้านหลอมอาวุธในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็ไปพักที่บ้านของลุงทวดที่อยู่แถวตลาดการค้า ซึ่งปราณวิญญาณเข้มข้นกว่าที่หมู่บ้านเยว่เหอมากนัก

เขาเล่าว่าลุงทวดของเขาได้สอนอาคมให้ด้วยตนเอง ตอนนี้เขาไม่เพียงแต่ควบคุมอาคมลูกไฟได้แล้ว ยังได้เรียนรู้อาคมกรงเล็บวายุอีกด้วย ทำให้หลินเสี่ยวม่านอิจฉาจนน้ำลายไหลแทบไม่ทัน

“เจ้ายังมีเวลาทำอาหารเช้ากินอีกหรือ?”

“ตั้งแต่วันนี้ข้าก็ไม่ต้องไปเรียนที่เรือนเรียนแล้ว เช้านี้ข้ายังได้ปลูกพืชในที่ดินของข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย หากเก็บเกี่ยวได้เมื่อใด จะแบ่งข้าววิญญาณให้เจ้ากินสองสามชั่ง”

ลู่โหย่วหลิงได้ยินก็พยักหน้าด้วยความยินดี จากนั้นก็กล่าวอย่างนับถือว่า “ข้านับถือเจ้าจริง ๆ เจ้าจัดสรรเวลาทุกวันจนไม่มีช่องว่างเลย แล้วเจ้ามีเวลานอนหลับบ้างหรือไม่?”

เขาพูดพลางกินซาลาเปาไส้เนื้อทั้งสองลูกในมือจนหมด

“ข้าไม่ได้นอนหลับหรอก การฝึกบำเพ็ญก็คือการนอนหลับ”

“หา? อ้าว?”

ลู่โหย่วหลิงตกตะลึง เงยหน้ามองหลินเสี่ยวม่าน จู่ ๆ ก็หยุดนิ่งไป ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองหลินเสี่ยวม่านด้วยความเหลือเชื่อ

“หลินเสี่ยวม่าน เจ้า เจ้า... เจ้าทะลวงขั้นแล้วหรือ?”

เขามัวแต่สนใจกินซาลาเปาไส้เนื้อที่อร่อยมาก จนกระทั่งไม่ได้สังเกตว่าหลินเสี่ยวม่านได้ทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นหนึ่งแล้ว

หลินเสี่ยวม่านก็จนปัญญากับเขา สองคนเจอกันตั้งแต่เมื่อครู่แต่เขาเพิ่งจะสังเกตเห็น นางยิ้มและพยักหน้า

“อืม เพิ่งจะทะลวงผ่านเมื่อเช้านี้เอง”

จบบทที่ บทที่ 9 ทะลวงผ่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว