- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาสร้างตัวในโลกเซียน
- บทที่ 6 แรกเห็นคล้ายลายผีวาด
บทที่ 6 แรกเห็นคล้ายลายผีวาด
บทที่ 6 แรกเห็นคล้ายลายผีวาด
บทที่ 6 แรกเห็นคล้ายลายผีวาด
หลินเสี่ยวม่านเห็นอู๋ซานไปเก็บป้ายรับศิษย์ฝึกหัดที่หน้าประตูจริง ๆ นางจึงรีบหันหลังวิ่งออกไปทันที
ร้านโอสถไม่มีตำแหน่งว่างแล้ว ก็ต้องรีบไปร้านยันต์หวังว่าจะยังทัน
ให้ตายเถอะ การชักนำปราณเข้าสู่ร่างนี่มันต้องทำแต่เนิ่น ๆ จริง ๆ ไม่อย่างนั้นแม้แต่ศิษย์ฝึกหัดก็ยังไม่ได้เป็น
โม่โหย่วฟางเคยกล่าวไว้ว่าศิษย์ฝึกหัดในร้านค้าเหล่านี้ในเมืองอันตู ล้วนสงวนไว้สำหรับศิษย์สำรองที่เพิ่งรับเข้ามาเช่นพวกเขา แต่จำนวนศิษย์สำรองที่รับเข้ามาในแต่ละครั้งนั้นมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันก็แปดร้อยคน ขณะที่ในเมืองมีตลาดการค้าเพียงสี่แห่งที่กระจายอยู่ทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศใต้ ทิศเหนือเท่านั้น
ร้านค้าในตลาดการค้าแต่ละแห่งก็มีจำนวนจำกัด อีกทั้งศิษย์สำรองอย่างพวกเขาไม่สามารถข้ามเขตในการ “สมัคร” เป็นศิษย์ฝึกหัดได้
หลินเสี่ยวม่านกับพวกอยู่ในเขตตลาดการค้าตะวันออก นางไม่รู้ว่าในเขตนี้มีศิษย์สำรองกี่คน แต่โดยรวมแล้ว ยิ่งชักนำปราณเข้าสู่ร่างได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะจะได้รับโอกาสในการเป็นศิษย์ฝึกหัดก่อน
นางวิ่งไปจนถึงร้านยันต์
“สวัสดีเจ้าค่ะ ขอถามหน่อยว่าที่นี่ยังรับศิษย์ฝึกหัดอยู่หรือไม่เจ้าคะ”
“รับ ยังเหลือสองตำแหน่ง”
หลินเสี่ยวม่านดวงตาเป็นประกาย รีบยกมือขึ้น “ข้าสมัครเจ้าค่ะ!”
“ได้ แสดงป้ายประจำตัวด้วย”
หลินเสี่ยวม่านรีบยื่นป้ายประจำตัวให้เขา หลังจากทำตามขั้นตอนแล้ว นางก็ถูกพาไปยังลานด้านหลังร้าน เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในลานบ้าน ตรงหน้าเขามีโต๊ะตัวหนึ่ง และมีเก้าอี้วางอยู่ตรงข้าม
“คนที่มาสมัครศิษย์ฝึกหัดใช่ไหม มานี่สิ”
เมื่อเห็นหลินเสี่ยวม่านมา ชายชราคนนั้นก็เพียงมองแวบเดียวแล้วกวักมือเรียกนาง
หลินเสี่ยวม่านโค้งคำนับให้เขา แล้วรีบเดินไป “คารวะผู้อาวุโส”
ชายชราพยักหน้า พลางชี้ให้เธอดูตำราบนโต๊ะ ซึ่งมีคำว่า “ตำรายันต์” เขียนอยู่
“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ (ประมาณ 15 นาที) ดูยันต์ชิ้นใดก็ได้ในตำราเล่มนี้ แล้ววาดออกมา”
หลินเสี่ยวม่านชะงักเล็กน้อย นี่เป็นการทดสอบความจำด้วยหรือ นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ”
เมื่อชายชราเห็นว่านางพร้อมแล้ว ก็พลิกตำราออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ยันต์ที่ปรากฏต่อหน้าหลินเสี่ยวม่านนั้น เมื่อมองแวบแรกก็เหมือนลายผีวาด และเมื่อมองซ้ำอีกครั้งก็ยังคงเป็นลายผีวาด
มุมปากของหลินเสี่ยวม่านกระตุก แม้จะมองไม่เข้าใจ แต่นางสามารถสร้างแบบจำลองในใจได้นี่นา นางที่เป็นอัจฉริยะด้านวิทยาศาสตร์ไม่เคยกลัวการทำโจทย์!!!
หลินเสี่ยวม่านตั้งสติ มองภาพรวมก่อน จากนั้นก็แยกยันต์ออกเป็นส่วน ๆ เชื่อมโยงเข้าด้วยกันในจิตใจ ครบหนึ่งเค่อแล้ว!
“หมดเวลา เจ้าเริ่มวาดได้ ให้เวลาวาดอีกหนึ่งเค่อ”
ชายชราปิดตำราลงอย่างไม่ใส่ใจ พลางชี้ให้นางนำพู่กันและหมึกที่วางอยู่ข้าง ๆ มาวาด
หลินเสี่ยวม่านพยักหน้า คว้าพู่กันมาเตรียมวาดยันต์แต่... “ผู้อาวุโส มีถ่านไหมเจ้าคะ? ข้าใช้พู่กันนี้ไม่เป็น”
ชายชราตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำขอดังกล่าว เขาขมวดคิ้ว “ถ่านหรือ?”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ หรือไม่ก็ฟืนแห้งที่เผาแล้วก็ได้”
“ไม่มี มีแต่พู่กันนี้ เจ้าทำได้หรือไม่? หากทำไม่ได้ก็...”
หลินเสี่ยวม่านใจเต้น รีบจับพู่กันแน่น “ทำได้เจ้าค่ะ ทำได้”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ตามใจนาง พู่กันก็พู่กันเถอะ นางจะระมัดระวังหน่อย คงจะไม่กลายเป็นรอยดำเลอะเทอะหรอก
นางพยายามยกพู่กันไม่ให้จรดบนกระดาษนานเกินไป วาดตามโครงสร้างที่แยกไว้ในใจ
ไม่นานหลินเสี่ยวม่านก็จรดพู่กันลง มองดูยันต์ขนาดมหึมาบนกระดาษ นางเองก็อดใจไม่ให้มองอย่างระอาไม่ได้ จึงมองชายชราที่อยู่ตรงข้ามอย่างไม่มั่นใจ แล้วรีบวางพู่กันลง ยืนขึ้นกล่าวด้วยความเคารพว่า
“ผู้อาวุโส ข้าวาดยันต์เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
แม้ว่ายันต์จะใหญ่กว่าของจริงหลายเท่า แต่ก็วาดได้ถูกต้องนี่นา
ไม่มีทางเลือกอื่น หากนางวาดตามสัดส่วนเดิม นางกลัวว่าสุดท้ายจะกลายเป็นรอยดำเลอะเทอะ
ชายชราถือยันต์ที่นางวาดไว้ขึ้นดูเป็นเวลานาน มองหลินเสี่ยวม่านซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะวางลงในที่สุด
“ผ่าน!”
แม้ว่ายันต์จะใหญ่ผิดปกติ แต่ก็วาดได้ถูกต้อง ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
หลินเสี่ยวม่านดวงตาเป็นประกาย “จริงหรือเจ้าคะ? ข้าสามารถเป็นศิษย์ฝึกหัดที่นี่ได้แล้วหรือ?”
“ใช่”
หลังจากนั้นชายชราก็หันหลังเดินจากไป และหนุ่มน้อยที่พานางมาก็เดินเข้ามา “ยินดีด้วย ข้าชื่อหวังเฉียง ต่อไปพวกเราก็จะทำงานร่วมกัน ศิษย์ฝึกหัดจะต้องมาที่ร้านตั้งแต่ยามเฉิน (ประมาณ 7:00 น.) ถึงยามเซิน (ประมาณ 15:00 น.) ตอนเที่ยงทางร้านจะจัดอาหารให้ ค่าจ้างเดือนละ 300 มุกวิญญาณ เริ่มงานพรุ่งนี้ มีปัญหาอะไรหรือไม่?”
หลินเสี่ยวม่านจะไม่พอใจได้อย่างไร มีอาหารให้กินและจ่ายค่าแรงให้ด้วย ศิษย์ฝึกหัดอา ไม่ใช่สิ เป็นศิษย์ฝึกหัดที่มีสวัสดิการดีมากเลยทีเดียว
“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ”
เมื่อออกจากร้านยันต์ หลินเสี่ยวม่านก็หิวจนท้องร้องโครกคราก พอดีเดินผ่านร้านซาลาเปา กลิ่นหอมโชยมาทำให้นางน้ำลายสอ
นางลูบถุงเก็บของของตนเอง ยังเหลือมุกวิญญาณ 100 เม็ด ตอนนี้ไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้านแล้ว นางเพียงแค่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายในเดือนนี้เท่านั้น
มุกวิญญาณหนึ่งร้อยเม็ดนี้ หากกล่าวว่ามากมายก็มิใช่นัก แต่ก็เพียงพอจะซื้อหาหมั่นโถวกินประทังชีพได้ และอาหารมื้อกลางวันนางก็สามารถรับประทานได้ที่ร้านยันต์ นางจึงจำเป็นต้องจัดการเพียงอาหารเช้าและเย็นเท่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินเสี่ยวม่านก็เดินเข้าไปซื้อหมั่นโถวสองลูกด้วยเงิน 4 มุกวิญญาณ ลองกัดไปคำหนึ่ง อื้ม หอมหวานอร่อยยิ่งนัก
นางเดินไปกินไป หลินเสี่ยวม่านจำได้ว่าต้องซื้อเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันด้วย สิ่งของเหล่านี้อาจเป็นเพราะไม่มีปราณวิญญาณหรืออื่นใด ราคาจึงถูกอย่างยิ่ง ทำให้นางเสียมุกวิญญาณไปเพียง 5 เม็ด
ในเมื่อได้ซื้อหม้อ ชาม และตะเกียบแล้ว หลินเสี่ยวม่านก็คิดจะไปซื้อข้าววิญญาณอีกหน่อย บางครั้งทำอาหารกินเองก็ไม่เลวนัก หมั่นโถวในโลกบำเพ็ญเซียนยังอร่อยถึงเพียงนี้ ข้าวสวยก็คงไม่ด้อยกว่าเป็นแน่!
จากนั้นนางก็รีบไปซื้อข้าววิญญาณมาสองชั่ง ส่วนน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ราคาไม่แพง นางยังซื้อไข่อีกห้าฟอง ผักกาดเขียวหนึ่งกำ ถั่วฝักยาวหนึ่งกำ และเครื่องเทศอย่างขิง กระเทียม พริก เป็นต้น รวมแล้วเสียไป 10 มุกวิญญาณ
หลินเสี่ยวม่านกลับมาพร้อมของเต็มไม้เต็มมือ ในถุงเก็บของก็บรรจุแน่นเอี๊ยด บนหลังนางก็ยังแบกถุงใส่ของอีกใบ สีหน้าแสดงความเสียดายเงินอย่างยิ่ง รีบรุดกลับไปทางหมู่บ้านเยว่เหอ
โอ้โห นางคิดว่ามีเพียงข้าววิญญาณเท่านั้นที่แพง ใครจะรู้ว่าผักและไข่ก็แพงไม่แพ้กัน พอสอบถามก็บอกว่าได้รับการบำรุงจากปราณวิญญาณ
เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเสี่ยวม่านก็รีบลงมือทำความสะอาดเรือนทันที จนกระทั่งฟ้ามืด นางก็ทำความสะอาดเรือนพอเป็นที่น่าพอใจแล้ว
นางเหน็ดเหนื่อยจนแทบหมดเรี่ยวแรง จึงรีบกินหมั่นโถวที่เหลืออยู่อีกหนึ่งลูก ดื่มน้ำไปหนึ่งชาม
หลินเสี่ยวม่านอดกลั้นความเหนื่อยล้าไปทั้งตัว กลับเข้าห้องไปเริ่มฝึกบำเพ็ญ
ครานี้ นางสัมผัสถึงปราณวิญญาณได้รวดเร็วยิ่งนัก การที่จะดึงปราณวิญญาณเหล่านี้เข้ามาในร่างกายตนเองนั้น แม้กระบวนการจะน่าเบื่อหน่าย แต่เมื่อปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างแล้วกลับรู้สึกสบายเป็นพิเศษ หลินเสี่ยวม่านยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นางดึงแล้วดึงเล่า ดึงแล้วดึงเล่า มิทราบว่าผ่านไปนานเท่าใด ในใจรู้สึกวูบไหวจึงลืมตาขึ้น ได้ยินเสียงระฆังวิญญาณของหมู่บ้านดังขึ้น ถึงเวลาไปเรียนแล้ว
แม้จะฝึกบำเพ็ญมาตลอดคืน แต่หลินเสี่ยวม่านก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างเต็มเปี่ยม ไม่มีความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
นางสัมผัสดู ก็พบว่าพลังวิญญาณในตันเถียนเพิ่มจากหนึ่งสายกลายเป็นสองสายแล้ว
หลินเสี่ยวม่านยิ้มกว้างด้วยความยินดี หากเพิ่มขึ้นวันละนิดวันละหน่อยเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็ว นางจะแข็งแกร่งขึ้นแน่ มีชีวิตยืนยาวเป็นพันปี หมื่นปี ฮ่าฮ่า
บัดนี้นางได้ก้าวเข้าสู่กลุ่มของผู้ฝึกตนแล้ว ในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นปราณ อย่างน้อยก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร้โรคภัยไปจนถึง 100 ปี ดังนั้นคำอวยพรที่สูงสุดในชาติภพก่อน นางก็บรรลุได้อย่างง่ายดาย
หลินเสี่ยวม่านในยามนี้รู้สึกว่าการทะลุมิติมาครานี้ นับว่าได้กำไรอย่างมหาศาล
นางยืดเส้นยืดสาย ลุกออกจากเตียง ทำความสะอาดร่างกายแล้ว ก็ล็อคประตู รีบรุดไปยังห้องเรียนของหมู่บ้าน