- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาสร้างตัวในโลกเซียน
- บทที่ 2 เย็นยะเยือกถึงทรวง
บทที่ 2 เย็นยะเยือกถึงทรวง
บทที่ 2 เย็นยะเยือกถึงทรวง
บทที่ 2 เย็นยะเยือกถึงทรวง
หลินเสี่ยวม่านมองดูจานกลมบนโต๊ะเบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น นี่คือสิ่งที่ใช้ทดสอบรากวิญญาณหรือ?
นาง ผู้เป็นบุตรเต๋าแห่งฟ้า ตัวเอกที่ทะลุมิติมา จะทดสอบได้รากวิญญาณแบบไหนกันนะ? รากวิญญาณเดี่ยว? รากวิญญาณคู่? หรือรากวิญญาณพิเศษ? เช่นธาตุสายฟ้าหรือน้ำแข็งอะไรทำนองนี้
คิดแล้วก็ตื่นเต้น!
แต่ความตื่นเต้นนี้ถูกขัดจังหวะโดยชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะอย่างรวดเร็ว
“วางมือลงบนนั้น แล้วทำใจให้สงบนิ่ง”
หลินเสี่ยวม่านไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้ยินดังนั้นก็รีบยื่นมือขวาไปวางบนจานกลม ทำจิตใจให้สงบลง ทันทีที่กำลังจะสัมผัสรับรู้ ก็เห็นจานกลมพลันส่องแสงสี่สีที่แตกต่างกัน
นางกะพริบตา แสงสี่สี? แม้ว่านางจะไม่รู้ว่านี่หมายถึงอะไร เพราะเด็กหลายคนที่อยู่ข้างหน้านางก็ไม่มีแสงส่องออกมาเลย แต่นางรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ค่อยดีนัก
“หลินเสี่ยวม่าน อายุ 6 ปี รากวิญญาณทอง ไม้ น้ำ ดิน รากวิญญาณสี่ธาตุ ผ่านการทดสอบ”
หลินเสี่ยวม่านตกตะลึง ที่จริงแล้วตั้งแต่ทราบว่าโลกนี้เป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน และรู้ว่าตนเองทะลุมิติมา แม้ว่าภายหลังจะใช้วิธีต่าง ๆ ทดสอบแต่ก็ไม่พบนิ้วทองคำของตนเองเลย นางก็ยังคงเชื่อมั่นมาตลอดว่าตนเองจะต้องทดสอบรากวิญญาณได้แน่ ๆ เพราะไหน ๆ ก็ทะลุมิติมาแล้ว ก็ต้องเป็นที่รักของเต๋าแห่งฟ้าสิ
นางคิดแล้วคิดอีกก็ไม่คิดว่าตนเองจะเป็นรากวิญญาณสี่ธาตุได้เลย นางอาจจะเป็นรากวิญญาณเดี่ยว รากวิญญาณคู่ รากวิญญาณพิเศษ หรือแม้กระทั่งรากวิญญาณห้าธาตุ เพราะมีบางเรื่องราวเขียนไว้ว่าตัวเอกเริ่มต้นด้วยการมีรากวิญญาณห้าธาตุที่ใคร ๆ ก็ดูถูก แต่สุดท้ายกลับพบว่าแท้จริงแล้วรากวิญญาณห้าธาตุนั่นแหละที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่... นางกลับไม่ใช่เลย หากแต่เป็นรากวิญญาณสี่ธาตุ อยู่ตรงกลาง ไม่สูงไม่ต่ำ อ๊ะ! ไม่สิ ไม่ต่ำได้อย่างไร นางได้รากวิญญาณสี่ธาตุเลยนะ
หลินเสี่ยวม่านเดินตามคำแนะนำไปยังแถวที่มีคนน้อยกว่าทางด้านซ้าย คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ตอนทดสอบมีแสงส่องออกมา น่าจะหมายถึงผู้ที่ทดสอบได้รากวิญญาณ
มาพร้อมกับความคาดหวังและปณิธานอันยิ่งใหญ่ แต่บัดนี้ราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นหนึ่งถัง หลินเสี่ยวม่านรู้สึกเย็นยะเยือกตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก
“นี่ เจ้าได้รากวิญญาณกี่ธาตุ?”
ทันใดนั้นก็มีคนตบไหล่นาง หลินเสี่ยวม่านหันกลับไปมอง เป็นเด็กชายตัวอ้วนกลม ใบหน้ามีแต่เนื้อจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตา ดูอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบ
“รากวิญญาณสี่ธาตุ”
“ว้าว! ข้าได้รากวิญญาณห้าธาตุ ข้าชื่อลู่โหย่วหลิง เจ้าชื่ออะไร?”
“ข้าชื่อหลินเสี่ยวม่าน”
“หลินเสี่ยวม่าน ข้าจำได้แล้ว ต่อไปพวกเราก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันแล้ว พอถึงสำนัก ข้าจะดูแลเจ้าเอง ฮิฮิ”
ลู่โหย่วหลิงดีใจจนใบหน้าเปื้อนยิ้ม ลากหลินเสี่ยวม่านมาพูดคุยอย่างตื่นเต้นไม่หยุด ทำให้หลินเสี่ยวม่านที่เดิมทีรู้สึกท้อแท้หลุดพ้นจากความรู้สึกนั้น แล้ว ความยินดีก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นในใจ
นางกำลังเสียใจเรื่องอันใดอยู่กันแน่? ตอนนี้นางเป็นคนที่มีรากวิญญาณแล้ว สามารถบำเพ็ญเซียนได้ แม้พรสวรรค์จะไม่เพียงพอ แต่ก็ชดเชยด้วยความพยายามได้
สามารถบำเพ็ญเซียนได้ นี่คือเรื่องดีงามอันยิ่งใหญ่ที่มาถึงตัวนางแล้ว ไยนางจึงมามัวแต่คร่ำครวญถึงสิ่งที่หายไปอีกเล่า
สองชั่วยามต่อมา ทุกคนก็ทดสอบเสร็จสิ้น หลินเสี่ยวม่านมองไปรอบ ๆ พบว่าผู้ที่มีรากวิญญาณมีเพียง 36 คนเท่านั้น ต้องทราบไว้ว่าเดิมทีจัตุรัสแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คน นับพันหรืออาจจะนับหมื่นคนก็เป็นได้ แต่สุดท้ายกลับมีเพียง 36 คนที่ทดสอบได้รากวิญญาณ
ในเวลานั้นเอง ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีขาวนวลราวแสงจันทร์เดินเข้ามา สีหน้าเย็นชา ไม่แม้แต่จะมองพวกเขาด้วยซ้ำ เพียงแต่เอ่ยถามชายหนุ่มชุดเขียวที่ทดสอบรากวิญญาณให้แก่หลินเสี่ยวม่านด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ทดสอบเสร็จแล้วหรือ?”
“ขอรับ ศิษย์พี่หวัง”
“ดี งั้นออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย”
ศิษย์พี่หวังขมวดคิ้วมองหลินเสี่ยวม่านและกลุ่มคนอื่น ๆ ดูเหมือนปีนี้เขาจะโชคร้ายไปหน่อยที่ไม่เจอผู้ที่มีพรสวรรค์ดีๆ เลยแม้แต่คนเดียว
“ขอรับ”
กล่าวจบ ศิษย์พี่หวังก็โบกมือทีหนึ่ง พลันปรากฏดาบยักษ์เล่มหนึ่งอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา สร้างความตกตะลึงให้กับฝูงชนเป็นอย่างมาก
“ขึ้นมาทีละคน นั่งเรียงกันสี่คน แล้วคนข้างหลังก็ตามมา”
ชายหนุ่มชุดเขียวและชายหนุ่มอีกหลายคนที่สวมชุดเดียวกันกับเขารีบเร่งให้หลินเสี่ยวม่านและคนอื่น ๆ ขึ้นไปนั่งบนดาบยักษ์
“ท่านเซียน ข้าขอลาบิดาของข้าก่อนได้หรือไม่?”
มีคนรู้สึกงุนงง ไม่คิดว่าจะต้องออกเดินทางเร็วเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
แม้ศิษย์พี่หวังจะดูท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดี แต่ชายหนุ่มชุดเขียวที่ทดสอบรากวิญญาณให้แก่หลินเสี่ยวม่านกลับดูอ่อนโยนและอดทนมากกว่า
“ข้ามิใช่เซียน พวกเจ้าทุกคนต่างก็เป็นผู้ที่ทดสอบได้รากวิญญาณ บัดนี้ได้เข้าร่วมสำนักกำเนิดฟ้าแล้ว ต่อไปพวกเจ้าก็จะเป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน ข้าแซ่เฉิน พวกเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่เฉินได้เลย”
ขณะที่ศิษย์พี่เฉินพูด ก็มิได้รีรอที่จะจัดแจงให้ทุกคนขึ้นไปนั่งบนดาบยักษ์จนครบ “เมื่อเข้าสู่ประตูเซียนแล้ว ก็ต้องตัดขาดจากความผูกพันทางโลกชั่วคราว ครอบครัวของพวกเจ้าได้รับรางวัลมากมายแล้วเพราะพวกเจ้าทดสอบได้รากวิญญาณ ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง มองเด็กตัวเล็ก ๆ เบื้องหน้า แล้วกล่าวต่อว่า “พวกเขาอาจจะรออยู่ที่ทางเข้าจัตุรัส เดี๋ยวพวกเจ้าสามารถก้มลงมองดูได้”
หลินเสี่ยวม่านได้ยินดังนั้นก็รีบหันกลับไปมอง โชคดีที่นางนั่งอยู่แถวริมสุด จึงหันไปเห็นผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มคนอื่น ๆ ที่ทางเข้าจัตุรัสพอดี
“เสี่ยวม่าน เก่งมาก!”
เมื่อเห็นนางหันไป หลินเม่าต้งก็รีบโบกมืออย่างตื่นเต้นและส่งเสียงตะโกนเรียกดังลั่น แม้ว่าเด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านที่มาทดสอบจะไม่ผ่าน แต่เวลานี้ทุกคนต่างก็ถือหมั่นโถวสีขาวอวบอ้วนคนละลูก กำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยและโบกมือมาทางนี้อย่างมีความสุข
บัดนี้ รอบ ๆ ดาบยักษ์เริ่มมีลมพัด นั่นหมายความว่าจะออกเดินทางแล้ว
หลินเสี่ยวม่านรีบโบกมือกลับไป ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวลอย จัตุรัสและผู้คน ณ ที่แห่งนั้น กระทั่งเมืองทั้งเมืองก็กลายเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ และหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่นางใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเหออย่างมีสติจะไม่นานนัก แต่ทุกคนก็ดีกับนางมาก ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านก็ดีเหลือเกิน อย่างไรเสียครั้งนี้นางก็ทดสอบได้รากวิญญาณ ทำให้หมู่บ้านได้รับรางวัลมากมาย เรื่องนี้ตอนที่มานางได้ยินท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านพูดแล้วว่า หากมีคนผ่านการทดสอบหนึ่งคน สำนักกำเนิดฟ้าจะมอบเงินรางวัลให้หมู่บ้าน 100 ตำลึง
นางจำได้ว่ายุคนี้ หมั่นโถวเนื้อลูกหนึ่งราคาเพียง 2 อีแปะ เงิน 100 ตำลึงก็เพียงพอให้ชาวบ้านทุกคนใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้อีกนานเลยทีเดียว
ความเศร้าจากการพลัดพรากจากกันจะไม่คงอยู่ในใจของเด็กทั่วไปนานนัก ระหว่างทางความประหลาดใจจากการได้บินอยู่บนฟ้าก็ดึงดูดความสนใจของพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่หลินเสี่ยวม่านเองก็อดไม่ได้ที่จะยื่นหน้ามองลงไปข้างล่าง
ทิวทัศน์ที่ถอยห่างอย่างรวดเร็วทำให้หลินเสี่ยวม่านอดไม่ได้ที่จะรำพึงว่านี่คือการเหาะเหินเดินอากาศอย่างแท้จริง ในอนาคตนางจะสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่?
คิดแล้วก็รู้สึกดี!
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดพวกเขาก็หยุดลงเบื้องหน้าเมืองใหญ่ที่สูงตระหง่านและโอ่อ่า
“คนที่นั่งแถวที่สองเป็นต้นไปลงมาได้แล้ว”
ศิษย์พี่เฉินกระโดดลงไปก่อน หลินเสี่ยวม่านและคนอื่น ๆ ตกตะลึง รีบลุกขึ้นและเดินตามลงไป เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าศิษย์พี่หวังได้พาคนที่เหลือบินจากไปอีกครั้งแล้ว
“ศิษย์พี่เฉิน ไยพวกเราต้องลงที่นี่ แต่พวกเขาไม่ต้องเล่า?”
มีบางคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามเมื่อเห็นดังนั้น
ศิษย์พี่เฉินยิ้มเล็กน้อย “พวกเขาจะต้องไปเข้าประตูสำนักเพื่อเข้ารับการทดสอบ ส่วนพวกเจ้าจะอาศัยอยู่ในเมืองอันตูแห่งนี้ เมืองอันตูเป็นตลาดการค้าของสำนักกำเนิดฟ้าด้วย ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนเป็นญาติพี่น้องของคนในสำนัก หรือไม่ก็เป็นสมาชิกสำรอง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “การเข้าเป็นศิษย์ชั้นนอกของสำนักกำเนิดฟ้าจำเป็นต้องมีพรสวรรค์อย่างน้อยรากวิญญาณสามธาตุ ส่วนรากวิญญาณสี่ธาตุ และรากวิญญาณห้าธาตุจำเป็นต้องฝึกฝนและอาศัยอยู่ในเมืองอันตูก่อน หากสามารถเข้าสู่ขั้นกลางของขอบเขตกลั่นปราณได้ภายในสามปี จึงจะสามารถเข้าเป็นศิษย์ชั้นนอกของสำนักเพื่ออยู่อาศัยและฝึกฝนได้”