- หน้าแรก
- ยินดีต้อนรับสู่เมืองร้างของผม
- บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ
บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ
บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ
บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ
ซ่า! ซ่า!
ไม่กี่นาทีต่อมา หลังจากไปจัดการธุระส่วนตัวที่ซากกำแพงไกล ๆ ทางโน้นก่อน แล้วก็ไปเอาเครื่องใช้ในห้องน้ำจากรถกระบะ หลังจากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย สวีสิงก็เข้ามาในตัวบ้าน
“ฟ้ายังไม่สว่างดีแต่ก็ไม่กระทบกับการทำงาน!”
ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็หยิบผ้าใบกันน้ำที่มุมกำแพงขึ้นมาทันที
โชคดีที่สวีสิงของโลกนี้ได้ดูคลิปแนะนำมากมายตอนจัดซื้อเสบียงยังชีพ เตรียมผ้าใบกันน้ำไว้เยอะมาก ไม่อย่างนั้น ไม่ต้องพูดถึงการใช้ผ้าใบกันน้ำคลุมหลังคาเลย แค่วิธีขนน้ำจากลำธารเล็ก ๆ มาที่นี่เมื่อวานนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว
เมื่อดึงสติกลับมา ไม่นานนัก สวีสิงก็เหยียบโครงไม้ที่ทำขึ้นชั่วคราวเพื่อปีนขึ้นไปบนหลังคาพร้อมกับเอาผ้าใบกันน้ำผืนนั้นขึ้นไปด้วย
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า เผลอแป๊บเดียวก็แปดโมงเช้าแล้ว ตอนนี้พระอาทิตย์ก็ลอยเด่นขึ้นมาทางทิศตะวันออกแล้ว
และในตอนนี้เอง สวีสิงก็ตบมือแล้วกระโดดลงมาจากจันทันไม้บนหลังคา
“เดิมทีคิดว่าการคลุมหลังคา ยึดให้แน่น และฉาบดิน อย่างน้อยต้องใช้เวลาทั้งเช้า ไม่คิดเลยว่าจะทำเสร็จทั้งหมดในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง! แค่รอให้ดินบนหลังคาแห้งเองตามธรรมชาติก็พอแล้ว!”
สวีสิงหันไปมองหลังคาแวบหนึ่ง รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เมื่อคืนตอนที่รอระบบส่งประตูมา งานที่เขากำหนดไว้สำหรับวันนี้คือช่วงเช้าจัดการเรื่องหลังคาให้เสร็จ ช่วงบ่ายก็เก็บกวาดภายในบ้าน แล้วไปเก็บเศษวัสดุที่ขายได้จากซากปรักหักพังอื่น ๆ
พอถึงตอนกลางคืนค่อยหาวิธีเอาเตียงกับเครื่องนอนมาจากระบบ
ประตูใช้ของมือสองได้ แต่เตียงกับเครื่องนอนต้องเป็นของใหม่เท่านั้น!
ผลปรากฏว่าแค่แปดโมงเช้าก็ทำงานที่ควรจะทำทั้งช่วงเช้าเสร็จแล้ว
“ระบบนี้มันสุดยอดจริง ๆ นอกจากพละกำลังแล้ว แม้แต่ทักษะฝีมือต่าง ๆ ก็ยังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว! ตอนนี้พอมีเวลาว่างจะทำอะไรต่อดีนะ? เรื่องเก็บกวาดซากปรักหักพังค่อยว่ากันตอนบ่าย”
เขาเดินสำรวจรอบกระท่อมหนึ่งรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าบริเวณโดยรอบและโครงสร้างของบ้านไม่มีปัญหาอะไรแล้ว สวีสิงก็เริ่มครุ่นคิด
เขารู้ดีว่า ถ้าไม่มีระบบ ด้วยความสามารถเดิมของเขา อย่างไรงานนี้ก็ต้องใช้เวลาทั้งเช้าหรืออาจจะค่อนวันด้วยซ้ำ
ถึงจะประหลาดมาก แต่นี่เป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน!
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สวีสิงก็ตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ แล้วพูดกับตัวเองว่า
“ลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไงกันนะ”
ดินแดนของประเทศเซี่ยกว้างใหญ่ไพศาล แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
อุณหภูมิแตกต่างกันมากระหว่างกลางวันและกลางคืน กลางวันร้อน กลางคืนหนาว!
พอถึงสิบโมงเช้า ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความร้อนแรงของแสงแดดแล้ว
“เสี่ยวหวัง กี่โมงแล้ว?”
ที่ส่วนลึกของเมืองเล็ก มีเสียงเนือย ๆ ดังออกมาจากในเต็นท์
“ผมดูแป๊บพี่หลิว สิบโมงแล้วครับ!”
“อะไรนะ? สิบโมง!”
วินาทีต่อมา เสียงในเต็นท์ก็ดังขึ้นมาทันที ไม่นานนัก หลิวหนิงกับเหอซานและคนอื่น ๆ ก็มุดออกมาจากเต็นท์อย่างลนลาน
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! เผลอหลับไปได้ยังไงจนถึงสิบโมง”
ทั้งสี่คนมองหน้ากันไปมา สีหน้าเลิ่กลั่ก
เมื่อคืนหลังจากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสร็จ พวกเขาก็เล่นไพ่กันอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยแยกย้ายกันไปนอน และนัดกันไว้ว่าจะตื่นนอนตอนหกโมงเช้าวันนี้เพื่อผลัดกันไปสอดแนมที่นั่น
ผลคือตื่นมาอีกทีก็ปาเข้าไปเวลานี้แล้ว
และถ้าไม่ใช่เพราะรู้สึกร้อนขึ้นมาหน่อย คาดว่าคงจะนอนกันต่อไปอีก
“เมื่อวานเก็บกวาดซากกำแพงเหนื่อยเกินไป!”
พอได้สติ หม่าชงหาวออกมา ท่าทางยังคงงัวเงียไม่ตื่นดี
“อย่าเพิ่งสนใจเรื่องอื่นเลย เสี่ยวหวัง นายไปดูลาดเลาทางฝั่งสวีสิงก่อนว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” หลิวหนิงโบกมือสั่งทันที
“ได้ครับพี่หลิว!”
หวังซินไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตา ก็หยิบกล้องส่องทางไกลกำลังขยายสูงขึ้นมา แล้วหันหลังวิ่งสาวเท้าไปยังจุดสังเกตการณ์
หลังจากหวังซินออกไปแล้ว ทั้งสามคนก็ไปจัดการธุระส่วนตัวก่อน ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วจึงกลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง
“พี่หลิว ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ! เจ้าเด็กนั่นอาจจะหลับเป็นตายยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก ป่านนี้คงยังนอนหลับอยู่” หม่าชงมองไปทางหลิวหนิงแล้วพูดปลอบใจตัวเองเสียงเบา
“ฉันรู้”
หลิวหนิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแวบหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีข้อความใหม่เข้ามา ท่าทีก็ผ่อนคลายลงกว่าเมื่อครู่มาก
นับเวลาดูแล้ว วันนี้เป็นวันที่สามหลังมาถึงเมืองร้างแห่งนี้ ประธานสวีหล่างจะต้องโทรมาสอบถามสถานการณ์อย่างแน่นอน เมื่อครู่ที่ตึงเครียดส่วนใหญ่ก็เพราะสาเหตุนี้
ถ้าหากสวีหล่างโทรมาจริง ๆ เขาก็ไม่รู้ว่าจะรายงานสถานการณ์อย่างไร
“พี่หลิว แล้วตอนนี้พวกเราจะทำอะไรกันดีครับ? ดูเหมือนจะไม่มีอะไรทำเลย!” หม่าชงมองไปรอบ ๆ
สวีสิงถึงขนาดทุ่มเทก่อกำแพงด้านนอกและทำหลังคา แต่พวกเขาจะไม่ทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้นหรอก
“วันนี้เหรอ? วันนี้พวกเรา...” หลิวหนิงหรี่ตาลง
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย วันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรทำจริง ๆ ก็แค่รอให้ทางสวีสิงทนไม่ไหวแล้วค่อยไปรับตัวกลับบ้าน
“พี่หลิวครับ... พี่หลิว”
ทว่าในขณะที่หลิวหนิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ ก็มีเสียงของหวังซินดังมาจากไกล ๆ
“กลับมาแล้ว!”
เห็นดังนั้น หลิวหนิง เหอซาน และคนอื่นๆ ก็รีบเดินเข้าไปหา
ทั้งสองคนแม้ปากจะพูดว่าไม่มีเรื่องใหญ่อะไร แต่ร่างกายกลับซื่อตรงมาก ต่างก็อยากรู้ว่าสถานการณ์ของทางนั้นว่าเป็นอย่างไรกันแน่
“ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง? สวีสิงยังนอนหลับอยู่หรือเปล่า?”
เมื่อยืนนิ่งแล้ว ยังไม่ทันที่หวังซินจะอ้าปากพูด หลิวหนิงก็ชิงถามขึ้นก่อน
“พี่หลิว... เจ้าเด็กนั่น... เจ้าเด็กนั่น...”
อาจเป็นเพราะวิ่งมาอย่างเร่งรีบเกินไป หวังซินเหนื่อยหอบจนหายใจไม่ทัน กว่าจะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเห็นออกมาได้ก็ผ่านไปครู่หนึ่ง
“พี่หลิว เจ้าเด็กนั่น... สวีสิงไม่ได้นอนหลับ แถมยังไปเอาประตูเหล็กมาจากไหนก็ไม่รู้!”
“อะไรนะ? ประตูเหล็ก?”
ทั้งสามคนหน้าเหวอไปตาม ๆ กัน
“อื้อ! เจ้าเด็กนั่นดัดแปลงซากกำแพงตรงนั้นให้กลายเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ เรียบร้อยแล้ว ดูเป็นรูปเป็นร่างดีทีเดียว ตอนนี้ขอแค่เจ้าเด็กนั่นเข้าไปในบ้าน พวกเราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสถานการณ์ในบ้านเป็นยังไง”
ลมหายใจของหวังซินเริ่มกลับมาเป็นปกติมากขึ้น แต่บนใบหน้าก็ยังคงปิดบังความตกใจไว้ไม่มิด
จะว่าไป ตอนที่เขาเห็นสถานการณ์ทางนั้นก็อึ้งไปตั้งนานกว่าจะได้สติ
“เจ้าเด็กนั่นไปเอาประตูมาจากไหน?”
ครู่ใหญ่ต่อมา คิ้วของหลิวหนิงก็ขมวดเข้าหากันอย่างหนัก
“ไม่ทราบครับ! แต่ดูจากสนิมที่เกาะอยู่บนประตูบานนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะหามาจากซากปรักหักพังอื่น ๆ ในเมืองเล็กแห่งนี้ก็ได้” คิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังซินก็พูดขึ้น
นอกจากความเป็นไปได้นี้แล้ว เขาก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าสวีสิงจะไปหาประตูมาจากที่ไหนได้อีก
“แล้ว แล้วสวีสิงกำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้?”
ด้านข้าง เหอซานก็อดใจไม่ไหวถามขึ้นมาในที่สุด
“เจ้าเด็กนั่นกำลังนวดดินอยู่ข้างกระท่อม ข้าง ๆ ยังมีอิฐดินดิบวางอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่ากำลังจะทำอะไร”
“นวดดินเหรอ? เดินไปดูกันหน่อยซิ ที่พักพิงนั่นติดตั้งประตูเสร็จแล้วยังจะนวดดินทำอะไรอีก?”
ถึงตอนนี้ หลิวหนิงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป คว้ากล้องส่องทางไกลแล้วเดินไปยัง “จุดสังเกตการณ์”
จุดสังเกตการณ์อยู่ไกลจากที่พักพิงมาก ถ้าเป็นเมื่อวาน การเดินทางไปกลับอย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง แต่วันนี้... ไม่ถึงสิบกว่านาทีหลิวหนิงก็ปีนขึ้นไปบนกำแพงที่พังทลายนั้นแล้ว
“โธ่เว้ย เจ้าเด็กนี่ไปหาประตูมาได้จริง ๆ ด้วย!”
วินาทีต่อมา พอเห็นสถานการณ์ทางนั้นชัดเจน หลิวหนิงก็บ่นออกมาประโยคหนึ่งก่อน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
“เดี๋ยวนะ คงจะไม่ใช่...”
จนกระทั่งผ่านไปอีกหลายนาที เขาก็พลันเหมือนตระหนักรู้บางอย่างขึ้นมาได้ เท้าก็พลันลื่น เกือบจะตกจากกำแพง
“พี่หลิว เป็นอะไรไปครับ?”
ด้านล่างกำแพง หัวใจของทั้งสามคนก็พลันบีบรัดตามไปด้วย
“ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ...”
เมื่อพูดออกมาอีกครั้ง เสียงของหลิวหนิงก็เริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว