เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ

บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ

บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ


บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ

ซ่า! ซ่า!

ไม่กี่นาทีต่อมา หลังจากไปจัดการธุระส่วนตัวที่ซากกำแพงไกล ๆ ทางโน้นก่อน แล้วก็ไปเอาเครื่องใช้ในห้องน้ำจากรถกระบะ หลังจากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย สวีสิงก็เข้ามาในตัวบ้าน

“ฟ้ายังไม่สว่างดีแต่ก็ไม่กระทบกับการทำงาน!”

ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็หยิบผ้าใบกันน้ำที่มุมกำแพงขึ้นมาทันที

โชคดีที่สวีสิงของโลกนี้ได้ดูคลิปแนะนำมากมายตอนจัดซื้อเสบียงยังชีพ เตรียมผ้าใบกันน้ำไว้เยอะมาก ไม่อย่างนั้น ไม่ต้องพูดถึงการใช้ผ้าใบกันน้ำคลุมหลังคาเลย แค่วิธีขนน้ำจากลำธารเล็ก ๆ มาที่นี่เมื่อวานนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว

เมื่อดึงสติกลับมา ไม่นานนัก สวีสิงก็เหยียบโครงไม้ที่ทำขึ้นชั่วคราวเพื่อปีนขึ้นไปบนหลังคาพร้อมกับเอาผ้าใบกันน้ำผืนนั้นขึ้นไปด้วย

เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า เผลอแป๊บเดียวก็แปดโมงเช้าแล้ว ตอนนี้พระอาทิตย์ก็ลอยเด่นขึ้นมาทางทิศตะวันออกแล้ว

และในตอนนี้เอง สวีสิงก็ตบมือแล้วกระโดดลงมาจากจันทันไม้บนหลังคา

“เดิมทีคิดว่าการคลุมหลังคา ยึดให้แน่น และฉาบดิน อย่างน้อยต้องใช้เวลาทั้งเช้า ไม่คิดเลยว่าจะทำเสร็จทั้งหมดในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง! แค่รอให้ดินบนหลังคาแห้งเองตามธรรมชาติก็พอแล้ว!”

สวีสิงหันไปมองหลังคาแวบหนึ่ง รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

เมื่อคืนตอนที่รอระบบส่งประตูมา งานที่เขากำหนดไว้สำหรับวันนี้คือช่วงเช้าจัดการเรื่องหลังคาให้เสร็จ ช่วงบ่ายก็เก็บกวาดภายในบ้าน แล้วไปเก็บเศษวัสดุที่ขายได้จากซากปรักหักพังอื่น ๆ

พอถึงตอนกลางคืนค่อยหาวิธีเอาเตียงกับเครื่องนอนมาจากระบบ

ประตูใช้ของมือสองได้ แต่เตียงกับเครื่องนอนต้องเป็นของใหม่เท่านั้น!

ผลปรากฏว่าแค่แปดโมงเช้าก็ทำงานที่ควรจะทำทั้งช่วงเช้าเสร็จแล้ว

“ระบบนี้มันสุดยอดจริง ๆ นอกจากพละกำลังแล้ว แม้แต่ทักษะฝีมือต่าง ๆ ก็ยังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว! ตอนนี้พอมีเวลาว่างจะทำอะไรต่อดีนะ? เรื่องเก็บกวาดซากปรักหักพังค่อยว่ากันตอนบ่าย”

เขาเดินสำรวจรอบกระท่อมหนึ่งรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าบริเวณโดยรอบและโครงสร้างของบ้านไม่มีปัญหาอะไรแล้ว สวีสิงก็เริ่มครุ่นคิด

เขารู้ดีว่า ถ้าไม่มีระบบ ด้วยความสามารถเดิมของเขา อย่างไรงานนี้ก็ต้องใช้เวลาทั้งเช้าหรืออาจจะค่อนวันด้วยซ้ำ

ถึงจะประหลาดมาก แต่นี่เป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน!

หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สวีสิงก็ตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ แล้วพูดกับตัวเองว่า

“ลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไงกันนะ”

ดินแดนของประเทศเซี่ยกว้างใหญ่ไพศาล แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

อุณหภูมิแตกต่างกันมากระหว่างกลางวันและกลางคืน กลางวันร้อน กลางคืนหนาว!

พอถึงสิบโมงเช้า ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความร้อนแรงของแสงแดดแล้ว

“เสี่ยวหวัง กี่โมงแล้ว?”

ที่ส่วนลึกของเมืองเล็ก มีเสียงเนือย ๆ ดังออกมาจากในเต็นท์

“ผมดูแป๊บพี่หลิว สิบโมงแล้วครับ!”

“อะไรนะ? สิบโมง!”

วินาทีต่อมา เสียงในเต็นท์ก็ดังขึ้นมาทันที ไม่นานนัก หลิวหนิงกับเหอซานและคนอื่น ๆ ก็มุดออกมาจากเต็นท์อย่างลนลาน

“แย่แล้ว! แย่แล้ว! เผลอหลับไปได้ยังไงจนถึงสิบโมง”

ทั้งสี่คนมองหน้ากันไปมา สีหน้าเลิ่กลั่ก

เมื่อคืนหลังจากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสร็จ พวกเขาก็เล่นไพ่กันอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยแยกย้ายกันไปนอน และนัดกันไว้ว่าจะตื่นนอนตอนหกโมงเช้าวันนี้เพื่อผลัดกันไปสอดแนมที่นั่น

ผลคือตื่นมาอีกทีก็ปาเข้าไปเวลานี้แล้ว

และถ้าไม่ใช่เพราะรู้สึกร้อนขึ้นมาหน่อย คาดว่าคงจะนอนกันต่อไปอีก

“เมื่อวานเก็บกวาดซากกำแพงเหนื่อยเกินไป!”

พอได้สติ หม่าชงหาวออกมา ท่าทางยังคงงัวเงียไม่ตื่นดี

“อย่าเพิ่งสนใจเรื่องอื่นเลย เสี่ยวหวัง นายไปดูลาดเลาทางฝั่งสวีสิงก่อนว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” หลิวหนิงโบกมือสั่งทันที

“ได้ครับพี่หลิว!”

หวังซินไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตา ก็หยิบกล้องส่องทางไกลกำลังขยายสูงขึ้นมา แล้วหันหลังวิ่งสาวเท้าไปยังจุดสังเกตการณ์

หลังจากหวังซินออกไปแล้ว ทั้งสามคนก็ไปจัดการธุระส่วนตัวก่อน ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วจึงกลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง

“พี่หลิว ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ! เจ้าเด็กนั่นอาจจะหลับเป็นตายยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก ป่านนี้คงยังนอนหลับอยู่” หม่าชงมองไปทางหลิวหนิงแล้วพูดปลอบใจตัวเองเสียงเบา

“ฉันรู้”

หลิวหนิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแวบหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีข้อความใหม่เข้ามา ท่าทีก็ผ่อนคลายลงกว่าเมื่อครู่มาก

นับเวลาดูแล้ว วันนี้เป็นวันที่สามหลังมาถึงเมืองร้างแห่งนี้ ประธานสวีหล่างจะต้องโทรมาสอบถามสถานการณ์อย่างแน่นอน เมื่อครู่ที่ตึงเครียดส่วนใหญ่ก็เพราะสาเหตุนี้

ถ้าหากสวีหล่างโทรมาจริง ๆ เขาก็ไม่รู้ว่าจะรายงานสถานการณ์อย่างไร

“พี่หลิว แล้วตอนนี้พวกเราจะทำอะไรกันดีครับ? ดูเหมือนจะไม่มีอะไรทำเลย!” หม่าชงมองไปรอบ ๆ

สวีสิงถึงขนาดทุ่มเทก่อกำแพงด้านนอกและทำหลังคา แต่พวกเขาจะไม่ทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้นหรอก

“วันนี้เหรอ? วันนี้พวกเรา...” หลิวหนิงหรี่ตาลง

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย วันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรทำจริง ๆ ก็แค่รอให้ทางสวีสิงทนไม่ไหวแล้วค่อยไปรับตัวกลับบ้าน

“พี่หลิวครับ... พี่หลิว”

ทว่าในขณะที่หลิวหนิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ ก็มีเสียงของหวังซินดังมาจากไกล ๆ

“กลับมาแล้ว!”

เห็นดังนั้น หลิวหนิง เหอซาน และคนอื่นๆ ก็รีบเดินเข้าไปหา

ทั้งสองคนแม้ปากจะพูดว่าไม่มีเรื่องใหญ่อะไร แต่ร่างกายกลับซื่อตรงมาก ต่างก็อยากรู้ว่าสถานการณ์ของทางนั้นว่าเป็นอย่างไรกันแน่

“ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง? สวีสิงยังนอนหลับอยู่หรือเปล่า?”

เมื่อยืนนิ่งแล้ว ยังไม่ทันที่หวังซินจะอ้าปากพูด หลิวหนิงก็ชิงถามขึ้นก่อน

“พี่หลิว... เจ้าเด็กนั่น... เจ้าเด็กนั่น...”

อาจเป็นเพราะวิ่งมาอย่างเร่งรีบเกินไป หวังซินเหนื่อยหอบจนหายใจไม่ทัน กว่าจะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเห็นออกมาได้ก็ผ่านไปครู่หนึ่ง

“พี่หลิว เจ้าเด็กนั่น... สวีสิงไม่ได้นอนหลับ แถมยังไปเอาประตูเหล็กมาจากไหนก็ไม่รู้!”

“อะไรนะ? ประตูเหล็ก?”

ทั้งสามคนหน้าเหวอไปตาม ๆ กัน

“อื้อ! เจ้าเด็กนั่นดัดแปลงซากกำแพงตรงนั้นให้กลายเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ เรียบร้อยแล้ว ดูเป็นรูปเป็นร่างดีทีเดียว ตอนนี้ขอแค่เจ้าเด็กนั่นเข้าไปในบ้าน พวกเราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสถานการณ์ในบ้านเป็นยังไง”

ลมหายใจของหวังซินเริ่มกลับมาเป็นปกติมากขึ้น แต่บนใบหน้าก็ยังคงปิดบังความตกใจไว้ไม่มิด

จะว่าไป ตอนที่เขาเห็นสถานการณ์ทางนั้นก็อึ้งไปตั้งนานกว่าจะได้สติ

“เจ้าเด็กนั่นไปเอาประตูมาจากไหน?”

ครู่ใหญ่ต่อมา คิ้วของหลิวหนิงก็ขมวดเข้าหากันอย่างหนัก

“ไม่ทราบครับ! แต่ดูจากสนิมที่เกาะอยู่บนประตูบานนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะหามาจากซากปรักหักพังอื่น ๆ ในเมืองเล็กแห่งนี้ก็ได้” คิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังซินก็พูดขึ้น

นอกจากความเป็นไปได้นี้แล้ว เขาก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าสวีสิงจะไปหาประตูมาจากที่ไหนได้อีก

“แล้ว แล้วสวีสิงกำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้?”

ด้านข้าง เหอซานก็อดใจไม่ไหวถามขึ้นมาในที่สุด

“เจ้าเด็กนั่นกำลังนวดดินอยู่ข้างกระท่อม ข้าง ๆ ยังมีอิฐดินดิบวางอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่ากำลังจะทำอะไร”

“นวดดินเหรอ? เดินไปดูกันหน่อยซิ ที่พักพิงนั่นติดตั้งประตูเสร็จแล้วยังจะนวดดินทำอะไรอีก?”

ถึงตอนนี้ หลิวหนิงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป คว้ากล้องส่องทางไกลแล้วเดินไปยัง “จุดสังเกตการณ์”

จุดสังเกตการณ์อยู่ไกลจากที่พักพิงมาก ถ้าเป็นเมื่อวาน การเดินทางไปกลับอย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง แต่วันนี้... ไม่ถึงสิบกว่านาทีหลิวหนิงก็ปีนขึ้นไปบนกำแพงที่พังทลายนั้นแล้ว

“โธ่เว้ย เจ้าเด็กนี่ไปหาประตูมาได้จริง ๆ ด้วย!”

วินาทีต่อมา พอเห็นสถานการณ์ทางนั้นชัดเจน หลิวหนิงก็บ่นออกมาประโยคหนึ่งก่อน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

“เดี๋ยวนะ คงจะไม่ใช่...”

จนกระทั่งผ่านไปอีกหลายนาที เขาก็พลันเหมือนตระหนักรู้บางอย่างขึ้นมาได้ เท้าก็พลันลื่น เกือบจะตกจากกำแพง

“พี่หลิว เป็นอะไรไปครับ?”

ด้านล่างกำแพง หัวใจของทั้งสามคนก็พลันบีบรัดตามไปด้วย

“ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ...”

เมื่อพูดออกมาอีกครั้ง เสียงของหลิวหนิงก็เริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว

จบบทที่ บทที่ 11 ไม่ดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนกำลังก่อเตาดินนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว