เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 107 ไม่ต้องพล่ามให้มากความ

บทที่ 107 ไม่ต้องพล่ามให้มากความ

บทที่ 107 ไม่ต้องพล่ามให้มากความ


ควับ!

เมื่อคนรับใช้ชุดเขียวง้างมือขึ้นกำลังจะตบหน้าเสี่ยวซวง จู่ๆ มือหนึ่งก็เอื้อมมาคว้าหยุดมือของคนรับใช้ผู้นั้นไว้

หลัวเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็แค่สุนัขตัวหนึ่ง ไฉนกล้าเห่าหอนต่อหน้าข้า”

ระหว่างที่กล่าว หลัวเฉิงก็ใช้กำลังที่มือบีบแขนขวาของคนรับใช้ผู้นั้น

“อ๊า! อ้า! อ้า! มือของข้า! ปล่อยมือของข้า! อ่าห์....”

คนรับใช้ชุดเขียวร่ำร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขาก็ถึงกับทรุดเขาลงกุมแขนข้างที่ถูกบีบ

ด้วยกำลังวังชาของหลัวเฉิงที่มากถึงหมื่นหกพันจิน ต่อให้คนรับใช้ผู้นั้นอยู่ในช่วงกลางของขั้นหลอมกายา กระดูกของเขาก็จะสามารถถูกบดขยี้ได้อย่างง่ายดาย

“เจ้าหนู เจ้ามันช่างรนหาที่ตาย!”

ลู่เหยียนตะคอกน้ำเสียงแข็งกร้าว แล้วจ้องหลัวเฉิงด้วยดวงตารูปสามเหลี่ยมคู่หนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย

ฉินหยวนเฟิงซึ่งเป็นบุรุษในอาภรณ์น้ำเงินหรี่ตาเล็กน้อย “เจ้าเป็นใคร ไฉนจึงกล้าลงมือกับพวกเรา”

หลัวเฉิงปล่อยคนรับใช้แล้วกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าซื้อกระบี่ทลายสวรรค์เล่มนี้แล้ว ข้าแค่สั่งสอนเจ้าคนรับใช้ไม่รู้ความให้รู้จักเคารพผู้อื่นเสียบ้างก็เท่านั้นเอง”

“เคารพผู้อื่นงั้นหรือ? ฮ่าๆ ในยุทธภพนี้ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะได้รับความเคารพ เจ้าคิดว่าเราควรเคารพให้กับมดปลวกที่คลานอยู่บนพื้นกระนั้นหรือ?”

ฉินหยวนเฟิงยิ้มเยาะขณะเหลือบมองหลัวเฉิงแล้วกล่าวว่า “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ หากเจ้ามอบกระบี่ทลายสวรรค์เล่มนั้นมา ข้าจะถือว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น เจ้าเห็นว่าอย่างไร”

เขาเพียงแค่อยากได้กระบี่ทลายสวรรค์เล่นนี้เท่านั้น หนำซ้ำกระบี่เล่มนี้จะมิอาจสำแดงพลังได้เต็มที่หากผู้ใช้มันเป็นคนไร้ค่า

นอกจากนี้ ในเมื่ออีกฝ่ายล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาแล้ว แต่กลับกล้าที่จะกระทำการอุกอาจเช่นนี้ แสดงว่าเบื้องหลังของชายผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่

หลัวเฉิงกล่าวน้ำเสียงเฉยเมย “ไยข้าต้องมอบกระบี่เล่มนี้ให้เจ้าด้วย”

ใบหน้าของฉินหยวนเฟิงเข้มขึ้นในทันที “เช่นนั้นหมายความว่า เจ้าจะไม่รับข้อเสนอของข้างั้นหรือ?”

“หยวนเฟิง! ไม่ต้องพล่ามกับมันให้มากความ เจ้ากล้าดียังไงมาทำร้ายคนของข้า!”

ลู่เหยียนไม่รอช้าอีกต่อไป เขาแผดร้องด้วยความเกรี้ยวกราด แล้วพุ่งหมัดเข้าหาหลัวเฉิงทันที

เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้คนโดยรอบก็ต่างสูดหายใจเข้าลึกๆ

ลู่เหยียนอยู่ในขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ระดับสอง หมัดนี้ย่อมรุนแรงมากเป็นธรรมดา หากว่าโดนเข้าไปไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตเป็นแน่

หลายคนถึงกับคิดว่าหลัวเฉิงนั้นงี่เง่าเกินไป

เพียงแค่กระบี่เล่มเดียว หากพวกนั้นต้องการมันก็แค่มอบให้แต่โดยดี มันก็คล้ายดั่งการจ่ายเงินไปเพื่อต่อลมหายใจของตนเอง!

ผู้คนโดยรอบต่างก็รู้สึกเวทนาหลัวเฉิง

ทันใดนั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างฉับพลัน

หลัวเฉิงรับหมัดของลู่เหยียนด้วยฝ่ามือเดียว จากนั้นตัดมือตบหน้าลู่เหยียนดังฉาด

ส่งร่างนั้นลอยละลิ่วออกไปกระแทกพื้นอย่างรุนแรง บนใบหน้าด้านซ้ายของลู่เหยียนปรากฏรอยฝ่ามือประทับห้านิ้วอย่างชัดเจน

ฉากที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้พานให้ผู้คนโดยรอบตกตะลึง

“ไอ้เด็กสารเลว ข้าจะสับร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ!”

ลู่เหยียนรู้สึกอับอายเคล้าเดือดดาลจนเส้นเลือดใต้ผิวหนังในลำคอของเขาปูดโปน แววตาที่จับจ้องหลัวเฉิงในยามนี้เต็มไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง!

โห่ว!

ขณะที่เขากล่าว หมียักษ์ที่ในกายมีดาวจรัสสี่ดวงก็ปรากฏตัวขึ้นมาเบื้องหลังของลู่เหยียน เขาโคจรพลังยุทธ์ไปทั่วร่างเตรียมจะเข้าโจมตีอย่างสุดกำลัง

ขณะนั้นเอง

“หยุด!”

เสียงแผดตะโกนดังราวฟ้าคำรณก็สะท้านทั่วทั้งโถง พานให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงงัน เพราะเสียงนั้นแสบสะท้านเข้าไปยังแก้วหูจนแทบแตก

เสียงนั่นสนั่นมาจากชายวัยกลางคนท่าทางละเอียดอ่อนที่หลัวเฉิงพบก่อนหน้านี้ ทว่าแรงกดดันที่มาพร้อมกับเขานั้นหนักอึ้งประหนึ่งขุนเขา แต่สีหน้านั้นไร้ซึ่งความโกรธ

“ห้ามใช้กำลังในศาลาหลิงอวิ๋นเด็ดขาด หากยังไม่หยุดตอนนี้ ก็อย่าได้กล่าวหาว่าข้าไร้ปรานี!”

หลังสิ้นเสียง ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็จ้องไปทางหลัวเฉิงด้วยสายตาดุจเดียวกับสายฟ้า แล้วค่อยๆกวาดไปทางลู่เหยียนและคนอื่นๆ ในโถงอย่างแช่มช้า

ยามนี้ ใบหน้าด้านซ้ายของลู่เหยียนปูดบวม แล้วเขาก็ตะคอกด้วยความโกรธ

“นามข้าคือลู่เหยียน นายน้อยของตระกูลลู่แห่งเมืองซวนเฟิง! ชายผู้นี้กล้าตบหน้าข้า นั่นก็เท่ากับว่าเขาตบหน้าตระกูลลู่เช่นเดียวกัน ความผิดร้ายแรงเยี่ยงนี้มิอาจให้อภัยได้! ผู้อาวุโสโปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้า”

ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างเนิบนาบ “ความแค้นของเจ้า ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า”

“ฮึ่ม เช่นนั้นข้าจะไปทวงความยุติธรรมกับเขาด้วยตัวเอง!”

ลู่เหยียนสูดหายใจอย่างเย็นชา เนื่องจากเขาประสบกับความอับอายครั้งใหญ่ ไฉนจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้เล่า ขณะวิญญาณยุทธ์ยังไม่คืนเข้าร่าง เขาก็เบนกายสืบเท้าเข้าหาหลัวเฉิงทันที

“อวดดีนัก!”

ชายวัยกลางตวาดอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาของเขาทอประกายสว่างวาบ และปราณแท้ก็ระเบิดจากร่างเขาทันใด

จบบทที่ บทที่ 107 ไม่ต้องพล่ามให้มากความ

คัดลอกลิงก์แล้ว