- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 148 วันที่เลวร้ายที่สุด
บทที่ 148 วันที่เลวร้ายที่สุด
บทที่ 148 วันที่เลวร้ายที่สุด
เมื่อมองดูภูเขาแมลงอสูรและกองวัชพืช ผู้อาวุโสและผู้ดูแลก็พากันเงียบงัน หลังจากนั้นสักครู่ ผู้อาวุโสที่เป็นหัวหน้าก็พูดขึ้น
"ศิษย์น้องหญิง เจ้าอยากได้คะแนนนิกายเกินไปหรือเปล่า?"
คำถามนั้นถือว่าพูดอย่างสุภาพที่สุดแล้ว แต่จงหลิงกลับตอบด้วยท่าทีจริงจัง
"คำพูดของผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ ศิษย์ไม่เข้าใจเลย"
"การกระทำของเจ้ามันชัดเจนแล้ว กลับมาปฏิเสธเสียอย่างนั้น?"
ผู้อาวุโสกล่าวอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันหินบันทึกเสียงก็ปรากฏขึ้นในมือของเขาซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
เขาได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับวีรกรรมยอดเขาบุปผางามที่บ้าคลั่งในช่วงนี้มาบ้าง และเมื่อเห็นสภาพตรงหน้า เขาก็เกือบจะมั่นใจทันทีว่าศิษย์เหล่านี้ของยอดเขาบุปผางามต้องการหาทางเอาเปรียบคนอื่น
ไม่รู้ว่าพวกเธอไปจับแมลงอสูรจำนวนมหาศาลนี้มาจากไหน คิดจะนับมันเป็นคะแนนนิกายอย่างนั้นหรือ น่าหัวเราะสิ้นดี
มีแมลงอสูรมากกว่า 10ล้านตัว ถ้าคิดคะแนนนิกายสิบตัวต่อหนึ่งคะแนน มันก็จะมากกว่า 1 ล้านคะแนน
แม้ว่านักปรุงยาจะร่ำรวยกว่าศิษย์ทั่วไป แต่คะแนนนิกายก็ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า มันก็เกิดจากความพยายามในการกลั่นยาไปขายเช่นกัน
เขาจึงแสร้งทำตัวสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับเตรียมเก็บหลักฐานอย่างลับๆ หากจงหลิงกล้าสารภาพ เขาจะเอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนให้ถึงหอผู้คุมกฏ
เขาคิดว่าตนเองจัดการเรื่องนี้ได้อย่างราบรื่นแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าจงหลิงมองออกหมดแล้ว เธอเหลือบมองที่แขนเสื้อของผู้อาวุโสอย่างไม่ใส่ใจ และรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อยๆ จางลง
"ผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ? พวกเราทำงานกันอย่างหนักมาตลอดเดือน แล้วท่านจะไม่จ่ายคะแนนให้พวกเราอย่างนั้นหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้น ศิษย์คงไม่มีทางเลือกนอกจากขอให้ผู้อาวุโสไปว่ากันที่หอผู้คุมกฏ"
ดีจริงๆ ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร ก็ถูกตบลงมาก่อนแล้ว
ใบหน้าของผู้อาวุโสหม่นลง ขณะที่จงหลิงยืนอยู่ด้วยท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสจะคิดสู้กับเธออีกหรือ? เล่ห์เหลี่ยมแบบนี้ของเธอนี่มาจากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์
‘ข้าอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบนี้สู้พวกเลวจากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ไม่ไหว แต่จัดการผู้อาวุโสมันง่ายเกินไป ท่านคิดจะเล่นแง่กับข้าหรือ? ฮ่าๆ ไร้เดียงสาจริงๆ’
เธอเล่นเป็นฝ่ายรุกใส่ผู้อาวุโสได้อย่างจัง และตอนนี้ผู้อาวุโสก็เริ่มกระวนกระวายเล็กน้อย
ทำไมเด็กคนนี้ถึงเล่นนอกแผนของข้า? ข้าอุตสาห์จัดเตรียมหินบันทึกเสียงไว้แล้ว ทำไมถึงกลายเป็นเธอเล่นแง่ใส่เขาได้?
แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ มองดูภูเขาแมลงอสูร ผู้อาวุโสก็พยายามหาทางดิ้นรนต่อ
"ศิษย์น้องหญิง คำพูดของเจ้านั้นไม่ถูกนัก จะมีแมลงอสูรมากกว่า10ล้านตัวในสวนสมุนไพร 2-3แห่งแบบนี้ได้อย่างไร? ถ้าเป็นเช่นนั้น สวนสมุนไพรของเราจะสามารถปลูกสมุนไพรได้หรือ?"
"เรื่องนั้นศิษย์ก็ไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ เพราะศิษย์ไม่ใช่นักปรุงยา"
"เจ้า!... ก็ได้ งั้นข้าจะถามเรื่องแมลงไฟธรณีเป็นอย่างไร?"
"แมลงไฟธรณีทำไมหรือเจ้าคะ?"
"แมลงไฟธรณีมีถิ่นอาศัยอยู่เฉพาะในลาวาของเส้นเลือดธรณี แล้วจะมาอยู่ในสวนสมุนไพรได้อย่างไร? ศิษย์หญิง เจ้าจะว่าอย่างไรต่อ?"
"ศิษย์ก็ไม่ทราบเช่นกัน อีกอย่าง โลกนี้มีสิ่งประหลาดมากมาย บางทีพวกมันอาจเป็นแมลงกลายพันธุ์ก็เป็นได้"
"กลายพันธุ์? ก็ได้ ถ้าตัวหนึ่งมันกลายพันธุ์อาจจะเป็นไปได้ แต่สวนสมุนไพรที่เจ้าดูแลมีแมลงไฟธรณีเป็นกองทั้งภูเขาแบบนี้ เจ้าอธิบายเรื่องนี้อย่างไร?"
"บางทีพวกมันอาจอพยพมาจากที่เดียวกัน? แล้วก็มาตั้งถิ่นฐานที่สวนสมุนไพรแห่งนี้ก็ได้นิ?"
การโต้เถียงนั้นดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จงหลิงไม่ยอมรับตามตรงๆ ไม่ว่าผู้อาวุโสจะพูดอะไร แมลงอสูรและวัชพืชเหล่านี้ออกมาจากสวนสมุนไพรจริงๆ เรื่องอื่นนางไม่รู้
เมื่อเห็นว่าจงหลิงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ผู้อาวุโสก็เริ่มกระวนกระวายใจและพูดอย่างโมโห
"ข้าเป็นถึงผู้อาวุโสปรุงยานะ ศิษย์น้องหญิง เจ้าต้องการจะเล่นแง่แบบนี้กับข้าจริงๆ หรือ?"
"ศิษย์ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้อาวุโสพูด แต่ถ้าผู้อาวุโสมีคำถามใดๆ ก็สามารถไปว่ากันที่หอผู้คุมกฏได้ แต่ก่อนหน้านั้น ผู้อาวุโสควรจ่ายคะแนนนิกายมาก่อน เพราะผลลัพธ์เหล่านี้เกิดจากความเหนื่อยยากของศิษย์หญิงทั้งหลายตลอดเดือนที่ผ่านมา"
"ข้า…"
"เอาเถอะ หรือว่าผู้อาวุโสคิดจะเบี้ยวจ่ายคะแนนนิกายสินะ? ถ้าเป็นเช่นนั้น ศิษย์คงไม่มีทางเลือกนอกจากไปร้องเรียนที่หอผู้คุมกฏ"
หัวหน้าผู้อาวุโสถูกจงหลิงเล่นงานเสียอยู่หมัด ผู้อาวุโสและผู้ดูแลที่เหลือต่างก็จำใจต้องจ่ายคะแนนนิกายไปด้วยความเจ็บช้ำใจ
คะแนนนิกายมากกว่า1ล้าน แค่คิดก็ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนถูกปล้นไปดื้อๆเลย
ความโกรธทำให้ผู้อาวุโสสุดท้ายบดขยี้หินบันทึกเสียงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และตะโกนด้วยความโกรธ
"ข้าจะเก็บเจ้าไว้ทำไมกัน?"
หอรับจ้างและยอดเขาไป๋เฉ่ากำลังอยู่ถูกศิษย์ยอดเขาบุปผางามเล่นงาน และยังมีอีกที่หนึ่งที่ได้ยินเสียงคำรามด้วยเช่นกัน นั่นก็คือยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์
พวกเขากำลังเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเฉิงชือที่มาเข้าร่วมกับนิกายเต๋าอี้ หลังจากเตรียมตัวมาเป็นเวลาหลายเดือน การเตรียมงานก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์ คำเชิญถูกส่งออกไปและผู้อาวุโสจากพรรคใหญ่ต่าง ๆ จะมาร่วมงาน
แต่เมื่อใกล้ถึงงานเลี้ยง ตำแหน่งผู้เฝ้าประตูได้แจ้งกับฉีซงว่าหาเฉิงชือและหงจุ้นไม่พบ
"เจ้าไปพูดอะไรนะ? หาไม่เจอ? มนุษย์ตัวโตๆ ขนาดนั้นยังหาไม่เจอ?"
"ท่านจ้าวนิกาย ข้าไปที่ถ้ำของผู้อาวุโสเฉิงชือและผู้นำยอดเขาหงจุ้นมาแล้ว แต่ไม่มีการตอบกลับใด ๆ แถมยังเปิดใช้ค่ายกลขวางอยู่ ข้าเข้าไปไม่ได้"
ผู้เฝ้าประตูตอบอย่างจนปัญญา เขาได้เดินทางไปยังยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์เมื่อสามวันก่อน พยายามหลายครั้งในวันนี้ แต่ไม่มีใครตอบกลับและเข้าไปไม่ได้เลย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉีซงสูดหายใจลึกและมองไปยังอาวุโสใหญ่ อู๋โซ่ว ที่อยู่ข้าง ๆ
"ศิษย์น้อง เจ้าตามข้ามา ไปที่นั่นด้วยกัน ข้าคิดว่าทั้งสองคนนี้คงจะบ้าปิดประตูด่านฝึกตนไม่ออกมาเสียแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋โซ่วพยักหน้า จากนั้นทั้งสองก็เดินทางไปยังยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเอง
อย่างที่คาดไว้ ไม่มีใครอยู่ในยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์เลย ตั้งแต่อาวุโสถึงผู้เฝ้าประตู ทุกคนต่างปิดด่านฝึกตนกันหมด
บรรยากาศเงียบสงบไร้ผู้คน
ทั้งสองตรงไปยังถ้ำของเฉิงชือ และฉีซงได้แตะไปที่ค่ายกลเบา ๆ
"สหายเต๋าเฉิงชือ ข้าฉีซง ช่วยเปิดค่ายกล ข้ามีเรื่องจะปรึกษาเรื่องการจัดงานเลี้ยงต้อนรับกับท่านสักหน่อย"
"สหายเต๋าเฉิงชือ ท่านอยู่หรือไม่?"
"สหายเฉิงชือ..."
"ช่วยเปิดค่ายกล"
"เฉิงชือ ท่านอยู่หรือเปล่า?"
"เฉิงชือ ช่วยเปิดค่ายกล"
"เปิดค่ายกลให้ข้า!"
ปัง!
ตอนแรกเขาพูดอย่างอ่อนโยน เพราะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเจ้านิกายและต้องการสร้างความรู้สึกเป็นกันเองให้กับคนอื่น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉีซงก็เริ่มหงุดหงิดเรื่อย ๆ สุดท้ายก็เริ่มโจมตีค่ายกลและใช้พลังปราณข้าไปด้วย
ค่ายกลสั่นไหวจนเกือบจะพังด้วยมือของฉีซง
"ถ้าเจ้าไม่เปิดประตู ข้าจะบุกเข้าไปเอง"
"เฉิงชือ เปิดประตูให้ข้า!"
"ในฐานะผู้นำแห่งนิกายเต๋าอี้ ข้าสั่งให้เจ้าเปิดประตูให้ข้า!"
"ได้...ถ้าเจ้าจะเล่นแบบนี้..."
เมื่อไม่มีการตอบกลับใดๆเลย เมื่อเห็นว่าฉีซงตั้งใจจะบุกเข้าถ้ำ อู๋โซ่วก็รีบก้าวเข้ามาหยุดและกล่าวโน้มน้าว
"พี่ใหญ่ กรุณาสงบใจไว้ก่อน สหายเต๋าเฉิงชืออาจอยู่ในช่วงสำคัญ เราไม่ควรทำอะไรที่ไม่สมควรเช่นนี้ ขอให้เราไปหาศิษย์น้องหงจุ้นก่อนและรอดูสถานการณ์อีกที่ก่อนดีไหม?"
การบุกเข้าไปในถ้ำของคนอื่นขณะปิดด่านฝึกตนเป็นการกระทำทีไม่สมควรนั้นถือเป็นการกระทำที่หยาบคาย เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีซงจึงค่อยๆสงบลง แม้ว่าในใจจะยังโกรธอยู่ แต่เขาก็พยักหน้าเห็นด้วย
"เอาล่ะ ทำตามที่เจ้ามากล่าวเถอะ"
จากนั้น ทั้งสองก็ไปยังถ้ำของหงจุ้น ครั้งนี้อู๋โซ่วก้าวขึ้นมาขอเปิดค่ายกลด้วยตนเอง
"ศิษย์น้องหงจุ้น เจ้าอยู่หรือไม่?"
"ศิษย์น้องช่วยเปิดค่ายกลให้ข้าหน่อยได้ไหม?"
"ศิษย์น้อง เปิดค่ายกลด้วยเถิด พี่ใหญ่มีเรื่องจะคุยกับท่าน"
"ศิษย์น้อง เปิดค่ายกลด้วย"
"หงจุ้น เปิดค่ายกลให้ข้า ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า!"
“.…”
"ทำไมเจ้ายังไม่เปิดประตูอีก?"
"หงจุ้น เจ้านั่งฌาณอยู่หรือไม่? ขอให้เปิดค่ายกลให้ข้าด้วย"
"หงจุ้น อย่ามาเล่นตัวโง่ๆกับข้า เปิดประตูเดียวนี้!"