เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่134 ขิงแก่ยิ่งเผ็ดร้อน แม้อายุมากแล้ว

บทที่134 ขิงแก่ยิ่งเผ็ดร้อน แม้อายุมากแล้ว

บทที่134 ขิงแก่ยิ่งเผ็ดร้อน แม้อายุมากแล้ว


เมื่อฟังคำพูดของหงจุ้นแล้ว ซูเจี้ยนดูเหมือนจะเป็นศิษย์ชั่วร้ายที่แม้แต่มนุษย์และเทพยังต้องโกรธ และไม่อาจถูกยอมรับจากสวรรค์และโลกได้ เขาช่างชั่วร้ายไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ

เมื่อเห็นว่าหงจุ้นกำลังจะพูดอีกครั้ง ซูเจี้ยนจึงยืนขึ้นและกระซิบอะไรบางอย่างเบา ๆ

"ท่านเจ้าสำนักคงไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มาที่ด่านชายฝั่งทะเลนี้แล้วใช่ไหม?"

เสียงพูดเบา ๆ แต่หงจุ้นได้ยินชัดเจนและทันทีที่ได้ยิน เขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“แต่เจ้ายังเป็นศิษย์ของอาจารย์เสมอ ตามสุภาษิตที่ว่า ‘บิดาสอนบุตรมาไม่ดีถือเป็นความผิดของบิดา’ หากศิษย์หลงทาง อาจารย์ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ในอนาคตอาจารย์จะสอนเจ้าให้ดี แต่เจ้าต้องพยายามปรับปรุงตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นโดยเร็ว”

เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเจี้ยนก็ตอบเสียงดัง

“ศิษย์จะจดจำคำสอนของอาจารย์ไว้”

“อืม ยังมีหวัง”

หงจุ้นพยักหน้าเล็กน้อย ทำท่าเหมือนคิดว่าซูเจี้ยนเป็นศิษย์ที่สอนได้

เย่ฉางชิงที่เป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่แรก ในตอนนี้เขาเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมศิษย์พี่สามถึงเป็นแบบนี้ คำตอบนั้นพบแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่มีอาจารย์แบบนี้ถึงจะมีศิษย์เช่นนี้

เมื่อมองไปที่ซูเจี้ยนที่เงยหน้าขึ้นมาและสบตากับหงจุ้นอย่างศิษย์ที่รักของอาจารย์

เย่ฉางชิงถอนหายใจอย่างกับปลงบางสิ่ง ช่างเป็นอาจารย์ลูกศิษย์ที่เหมาะสมกันดีจริงๆ คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพวกเขาทั้งสองไม่ใช่อาจารย์และศิษย์กัน

ต่อมา หลังจากที่ซูเจี้ยนและคนอื่นๆ ยอมรับความผิดอย่างจริงใจ หงจุ้นและเฉิงชือก็ปลดผนึกสัญลักษณ์ปราณของพวกเขาออกให้

เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการที่พักให้อาจารย์ทั้งสอง พวกเขาจึงจัดให้พักกับเย่ฉางชิง เพราะห้องครัวนี้มีลานบ้านที่กว้างและมีห้องพักมากมาย ดังนั้นหงจุ้นและเฉิงชือจึงไม่ต้องเบียดที่พักกับศิษย์คนไหน

หลังจากคุยกันสักพัก จ้าวเจิ้งผิงและคนอื่นๆก็ถูกไล่ออกไป ขณะที่พวกเขากำลังเดินกลับ จ้าวเจิ้งผิงถามซูเจี้ยนด้วยสีหน้าสงสัย

“ศิษย์น้องสาม ทำไมเมื่อกี้เจ้าถึงไม่ให้ข้าพูดถึงอาวุโสหวังเถี่ยซู่กันละ?”

“ข้าจะให้ท่านพูดเรื่องนี้ได้อย่างไร? ต้องห้ามไม่ให้ท่านอาจารย์รู้เป็นอันขาด”

หืม? ? ?

“คิดดูสิ ศิษย์พี่ หากท่านอาจารย์รู้เรื่องนี้ เราจะหลอกให้ท่านอาจารย์เดินทางไปผาสามชีวาได้อย่างไร?”

หืม? ? ?

เมื่อฟังคำอธิบายของซูเจี้ยน สีหน้าของจ้าวเจิ้งผิงก็ยิ่งแปลกขึ้นและทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่อาจารย์พูดนั้นดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่ ศิษย์น้องคนนี้ช่างเป็นคนที่ชั่วช้าจริง ๆ

‘น้องสามเมื่อกี้ยังร้องไห้อยู่ ตอนนี้กลับวางแผนแทงข้างหลังอาจารย์อีกแล้ว?’

หลังจากจ้องมองซูเจี้ยนอยู่ครู่หนึ่งและเงียบไปสักพัก จ้าวเจิ้งผิงก็ตบไหล่ของซูเจี้ยนด้วยความหมายลึกซึ้ง และพูดบางอย่างว่า

“ท่านอาจารย์ ข้านับว่าโชคดีจริง ๆ ที่มีศิษย์น้องอย่างเจ้า”

หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังกลับไปที่พักของตนเอง พร้อมกับตัดสินใจในใจอย่างเงียบ ๆ ว่าในฐานะผู้มาใหม่ ข้าไม่ควรรับศิษย์เพิ่มอีกแล้ว เพราะชีวิตของข้ามันไม่กล้าเสี่ยงและทนไม่ไหวจริง ๆ

ในอีกไม่กี่วันต่อมา หงจุ้นและเฉิงชือก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

ไม่เพียงแต่ศิษย์ทั้งหลายจะเตรียมอาหารให้พวกเขาในทุกมื้อโดยไม่ต้องทำอะไรเองเลย แต่ทั้งสองคนยังขยันทำงานเพื่อให้เย่ฉางชิงทำของว่างยามดึกให้เป็นบางครั้งอีกด้วย

ช่วงชีวิตในที่แห่งนี้ช่างมีความสุขจนพวกเขาแทบจะอยากอยู่ที่นี้ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาเลย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาที่ทุกคนเจอก็คือวัตถุดิบใกล้จะหมดอีกครั้ง

หลังจากอาหารมื้อเย็น ในลานหลังบ้านของเย่ฉางชิง,หงจุ้น,เฉิงชือ,จ้าวเจิ้งผิง,หลิวซวง,ซูเจี้ยน,หลูยูอู และหวังเย่ ต่างนั่งประชุมอยู่ด้วยกัน มองมาทางเย่ฉางชิง

“เหลืออีกเท่าไหร่ศิษย์น้อง?”

“พรุ่งนี้น่าจะพอสำหรับ 3 มื้อ ถ้าประหยัดหน่อย น่าจะอยู่ได้อีก 2-3วัน”

“เจ้าพูดอะไร? อาหารเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ จะให้เราประหยัดเรื่องอาหารได้อย่างไร?”

หงจุ้นเป็นคนแรกที่ปฏิเสธ แม้เขาอยู่ในระดับเซียนแล้วยังไง ถ้าเป็นเซียนแล้วจะไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสแบบนี้? ถ้าอย่างนั้นข้าจะบรรลุเป็นเซียนทำมะเขืออะไรล่ะ?

เมื่อรู้ว่าจะไม่มีอาหารกินแล้ว ทุกคนจึงช่วยกันคิดหาวิธีหาวัตถุดิบเพื่อทำอาหาร ซิ่วหมินยังเหลือหยดโลหิตและสัญลักษณ์บางส่วน จึงติดต่อกับเผ่ามังกรน้ำอีกครั้งและขอให้พวกเขาช่วยส่งกองกำลังเสริม

หวังเย่หยิบหยดโลหิตและสัญลักษณ์ออกมาและกำลังจะใช้เทคนิคลับ แต่ถูกเฉิงชือหยุดไว้

“เจ้าจะพูดอะไรกับราชามังกรบ้างหรอ?”

“ก็บอกว่าแนวหน้านั้นต้องการกองกำลังเสริมเจ้าคะ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หวังเย่ก็ตอบกลับอย่างสงสัยว่า

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าเคยสอนเจ้าไปก่อนหน้านี้หรอ?” อย่างไรก็ตาม เฉิงชือทำท่าทางเด็กน้อยที่สอนไม่จำ

“ข้ามักจะสอนเจ้าเสมอ”การใช้วิธีการเดียวกันมันจะทำให้ผลลัพธ์แบบเดิมเสมอ ยิ่งเจ้าใช้ซ้ำเกิน2ครั้งไปอาจยิ่งแย่กว่าเดิม“ทำไมเจ้าจำไม่ได้?”

“ศิษย์จำได้แล้วเจ้าคะ ถ้าอย่างงั้นแล้ว ข้าควรทำอย่างไร?”

“เอาหยดโลหิตและสัญลักษณ์นั้นมาให้ข้า”

เฉิงชือย่อมเชี่ยวชาญเทคนิคที่หวังเย่ทำและชำนาญยิ่งกว่า เพราะเขาคือผู้สอนวิชานี้ให้กับเธอเองโดยตรง เขาถือหยดโลหิตและสัญลักษณ์ไว้ในมือและเริ่มวาดอักขระ ขณะพูดกับหวังเย่ไปด้วย

“ดูให้ดี ข้าจะสอนเจ้าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

“เจ้าคะ”

หญิงสาวพยักหน้าอย่างตั้งใจและทองดูอย่างระมัดระวัง เพียงเพื่อจะได้ฟังและเห็นเฉิงชือพูดอย่างช้า ๆ

“ข้าน้อยบุตรของท่าน ซิ่วหมินขอแสดงความยินดีกับบิดาของข้า หลังจากการต่อสู้อันยากลำบากหลายครั้ง แม้ว่าศิษย์แห่งยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์จะต่อต้านอย่างสุดกำลัง แต่พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานกองกำลังของบิดาข้าได้!”

“ขณะนี้ด่านชายฝั่งทะเลตกอยู่ในมือข้าเรียบร้อย และศิษย์ทุกคนของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกกำจัดหมดแล้ว ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านราชามังกรและขอให้ท่านราชามังกรรุ่งเรือง”

“แม้ว่าด่านชายฝั่งทะเลจะตกอยู่ในมือของข้าแล้ว แต่เพื่อป้องกันการโจมตีจากกองกำลังเสริมพวกมนุษย์ ข้าขอให้บิดาช่วยส่งกองทัพนักรบจากเผ่าอสูรน้ำมาเพิ่ม เพื่อช่วยป้องกันด่านชายฝั่งทะเลด้วย”

“แด่บิดาข้าเป็นราชามังกรผู้ทรงเกียรติ ข้าบุตรของท่าน ซิ่วหมิน ขอน้อมคารวะ”

เมื่อได้ฟังลีลาคำพูดของเฉิงชือ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึงและหวังเย่ก็ดูเหมือนจะได้เรียนรู้มากขึ้นแล้ว

“ขอคารวะ สมกับเป็นท่านอาจารย์จริง ๆ”

“นี่เรียกว่าความยืดหยุ่น หากเจ้าใช้ข้อแก้ตัวเดิมๆต่อไป แม้แต่ราชามังกรเฒ่าที่โง่เขลาก็จะเริ่มสงสัยในไม่ช้า ด้วยวิธีนี้อาจารย์ของเจ้า เขาจะต้องดีใจและไม่สงสัยใด ๆ”

“อาจารย์ช่างเก่งกาจจริง ๆ”

“จำไว้และเรียนรู้ให้มาก เจ้ายังพัฒนาได้อีก”

เมื่อมองดูอาจารย์และศิษย์คู่นี้ ที่คนหนึ่งกล่าวเชยชมและอีกคนหนึ่งภาคภูมิใจ เย่ฉางชิงกล่าวขึ้นมาอย่างอ่อนล้า

“จริง ๆ แล้ว ขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่าขิงอ่อน”

ข้าเคยคิดว่าหวังเย่นั้นเก่งกาจแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อเทียบกับอาจารย์เฉิงชือ นางยังห่างชั้นกับอาจารย์ของนางหลายขุมนัก

เมื่อลองคิดดู ราชามังกรน้ำก็น่าสงสารเหมือนกัน โดนหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำอีกจากทั้งอาจารย์และศิษย์สองคนนี้

เมื่อหยดโลหิตและสัญลักษณ์ลอยขึ้นไป หงจุ้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ

“ไปเตรียมตัวที่นอกค่ายกลและรอกองทัพเผ่าอสูรน้ำมา”

“อาจารย์ อย่างนี้จะเรียกเผ่าอสูรน้ำได้อย่างไร? ควรจะเรียกว่าวัตถุดิบสิ”

ซูเจี้ยนที่อยู่ข้างๆพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อได้ยินเช่นนี้ หงจุ้นก็ยิ้มออกมาทันที

“ใช่ ใช่ จะเรียกพวกเขาว่าเผ่าอสูรน้ำได้อย่างไร? เจ้าช่างสมกับเป็นศิษย์ของข้า เจ้าฉลาดนัก วัตถุดิบก็ควรถูกเรียกว่าวัตถุดิบสิ ฮาฮ่า”

“ทั้งหมดเป็นผลมาจากการสั่งสอนของอาจารย์”

“ฮ่า ๆ อาจารย์แสดงให้เจ้าดูแล้ว การพัฒนาขึ้นอยู่กับตนเอง ซูเจี้ยน เจ้าเก่งมาก ข้าคิดว่าเจ้ายังเก่งได้อีก”

“ขอบคุณท่านอาจารย์”

“เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก.........”

อาจารย์และศิษย์คู่นี้ก็เหมือนจิ้งจอกเฒ่ากับจิ้งจอกหนุ่ม สบตากันและหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ จากนั้นเฉิงชือ จ้าวเจิ้งผิง หลิวซวง และคนอื่น ๆ ก็เข้าร่วมกลุ่มนั้นด้วย

เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วลานหลังบ้าน เย่ฉางชิงมองดูผู้คนที่รวมตัวกันและรู้สึกเหมือนตกลงไปในถ้ำของอสูร ไม่ใช่สิ พวกท่านควบคุมตัวเองหน่อยได้ไหม? เสียงหัวเราะนี้ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าพวกอสูรเสียอีก

หากพวกอสูรผ่านมาเห็นหงจุ้นและคนอื่นๆในตอนนี้ เขาอาจจะคิดว่าตัวเองเจอพวกเดียวกันและคงจะรีบเข้ามาทักทายแน่นอน!

“เคี๊ยก เคี๊ยก ไปเตรียมตัวรอรับวัตถุดิบกันเถอะ”

“ขอรับ อาจารย์”

จากนั้นทุกคนก็รีบจากไป ก่อนจะจากไป พวกเขาทุกคนก็ตบไหล่เย่ฉางชิง บอกให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่และรอรับวัตถุดิบในเร็ว ๆ นี้

จบบทที่ บทที่134 ขิงแก่ยิ่งเผ็ดร้อน แม้อายุมากแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว