- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่134 ขิงแก่ยิ่งเผ็ดร้อน แม้อายุมากแล้ว
บทที่134 ขิงแก่ยิ่งเผ็ดร้อน แม้อายุมากแล้ว
บทที่134 ขิงแก่ยิ่งเผ็ดร้อน แม้อายุมากแล้ว
เมื่อฟังคำพูดของหงจุ้นแล้ว ซูเจี้ยนดูเหมือนจะเป็นศิษย์ชั่วร้ายที่แม้แต่มนุษย์และเทพยังต้องโกรธ และไม่อาจถูกยอมรับจากสวรรค์และโลกได้ เขาช่างชั่วร้ายไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าหงจุ้นกำลังจะพูดอีกครั้ง ซูเจี้ยนจึงยืนขึ้นและกระซิบอะไรบางอย่างเบา ๆ
"ท่านเจ้าสำนักคงไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มาที่ด่านชายฝั่งทะเลนี้แล้วใช่ไหม?"
เสียงพูดเบา ๆ แต่หงจุ้นได้ยินชัดเจนและทันทีที่ได้ยิน เขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“แต่เจ้ายังเป็นศิษย์ของอาจารย์เสมอ ตามสุภาษิตที่ว่า ‘บิดาสอนบุตรมาไม่ดีถือเป็นความผิดของบิดา’ หากศิษย์หลงทาง อาจารย์ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ในอนาคตอาจารย์จะสอนเจ้าให้ดี แต่เจ้าต้องพยายามปรับปรุงตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นโดยเร็ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเจี้ยนก็ตอบเสียงดัง
“ศิษย์จะจดจำคำสอนของอาจารย์ไว้”
“อืม ยังมีหวัง”
หงจุ้นพยักหน้าเล็กน้อย ทำท่าเหมือนคิดว่าซูเจี้ยนเป็นศิษย์ที่สอนได้
เย่ฉางชิงที่เป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่แรก ในตอนนี้เขาเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมศิษย์พี่สามถึงเป็นแบบนี้ คำตอบนั้นพบแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่มีอาจารย์แบบนี้ถึงจะมีศิษย์เช่นนี้
เมื่อมองไปที่ซูเจี้ยนที่เงยหน้าขึ้นมาและสบตากับหงจุ้นอย่างศิษย์ที่รักของอาจารย์
เย่ฉางชิงถอนหายใจอย่างกับปลงบางสิ่ง ช่างเป็นอาจารย์ลูกศิษย์ที่เหมาะสมกันดีจริงๆ คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพวกเขาทั้งสองไม่ใช่อาจารย์และศิษย์กัน
ต่อมา หลังจากที่ซูเจี้ยนและคนอื่นๆ ยอมรับความผิดอย่างจริงใจ หงจุ้นและเฉิงชือก็ปลดผนึกสัญลักษณ์ปราณของพวกเขาออกให้
เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการที่พักให้อาจารย์ทั้งสอง พวกเขาจึงจัดให้พักกับเย่ฉางชิง เพราะห้องครัวนี้มีลานบ้านที่กว้างและมีห้องพักมากมาย ดังนั้นหงจุ้นและเฉิงชือจึงไม่ต้องเบียดที่พักกับศิษย์คนไหน
หลังจากคุยกันสักพัก จ้าวเจิ้งผิงและคนอื่นๆก็ถูกไล่ออกไป ขณะที่พวกเขากำลังเดินกลับ จ้าวเจิ้งผิงถามซูเจี้ยนด้วยสีหน้าสงสัย
“ศิษย์น้องสาม ทำไมเมื่อกี้เจ้าถึงไม่ให้ข้าพูดถึงอาวุโสหวังเถี่ยซู่กันละ?”
“ข้าจะให้ท่านพูดเรื่องนี้ได้อย่างไร? ต้องห้ามไม่ให้ท่านอาจารย์รู้เป็นอันขาด”
หืม? ? ?
“คิดดูสิ ศิษย์พี่ หากท่านอาจารย์รู้เรื่องนี้ เราจะหลอกให้ท่านอาจารย์เดินทางไปผาสามชีวาได้อย่างไร?”
หืม? ? ?
เมื่อฟังคำอธิบายของซูเจี้ยน สีหน้าของจ้าวเจิ้งผิงก็ยิ่งแปลกขึ้นและทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่อาจารย์พูดนั้นดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่ ศิษย์น้องคนนี้ช่างเป็นคนที่ชั่วช้าจริง ๆ
‘น้องสามเมื่อกี้ยังร้องไห้อยู่ ตอนนี้กลับวางแผนแทงข้างหลังอาจารย์อีกแล้ว?’
หลังจากจ้องมองซูเจี้ยนอยู่ครู่หนึ่งและเงียบไปสักพัก จ้าวเจิ้งผิงก็ตบไหล่ของซูเจี้ยนด้วยความหมายลึกซึ้ง และพูดบางอย่างว่า
“ท่านอาจารย์ ข้านับว่าโชคดีจริง ๆ ที่มีศิษย์น้องอย่างเจ้า”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังกลับไปที่พักของตนเอง พร้อมกับตัดสินใจในใจอย่างเงียบ ๆ ว่าในฐานะผู้มาใหม่ ข้าไม่ควรรับศิษย์เพิ่มอีกแล้ว เพราะชีวิตของข้ามันไม่กล้าเสี่ยงและทนไม่ไหวจริง ๆ
ในอีกไม่กี่วันต่อมา หงจุ้นและเฉิงชือก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ไม่เพียงแต่ศิษย์ทั้งหลายจะเตรียมอาหารให้พวกเขาในทุกมื้อโดยไม่ต้องทำอะไรเองเลย แต่ทั้งสองคนยังขยันทำงานเพื่อให้เย่ฉางชิงทำของว่างยามดึกให้เป็นบางครั้งอีกด้วย
ช่วงชีวิตในที่แห่งนี้ช่างมีความสุขจนพวกเขาแทบจะอยากอยู่ที่นี้ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาเลย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาที่ทุกคนเจอก็คือวัตถุดิบใกล้จะหมดอีกครั้ง
หลังจากอาหารมื้อเย็น ในลานหลังบ้านของเย่ฉางชิง,หงจุ้น,เฉิงชือ,จ้าวเจิ้งผิง,หลิวซวง,ซูเจี้ยน,หลูยูอู และหวังเย่ ต่างนั่งประชุมอยู่ด้วยกัน มองมาทางเย่ฉางชิง
“เหลืออีกเท่าไหร่ศิษย์น้อง?”
“พรุ่งนี้น่าจะพอสำหรับ 3 มื้อ ถ้าประหยัดหน่อย น่าจะอยู่ได้อีก 2-3วัน”
“เจ้าพูดอะไร? อาหารเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ จะให้เราประหยัดเรื่องอาหารได้อย่างไร?”
หงจุ้นเป็นคนแรกที่ปฏิเสธ แม้เขาอยู่ในระดับเซียนแล้วยังไง ถ้าเป็นเซียนแล้วจะไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสแบบนี้? ถ้าอย่างนั้นข้าจะบรรลุเป็นเซียนทำมะเขืออะไรล่ะ?
เมื่อรู้ว่าจะไม่มีอาหารกินแล้ว ทุกคนจึงช่วยกันคิดหาวิธีหาวัตถุดิบเพื่อทำอาหาร ซิ่วหมินยังเหลือหยดโลหิตและสัญลักษณ์บางส่วน จึงติดต่อกับเผ่ามังกรน้ำอีกครั้งและขอให้พวกเขาช่วยส่งกองกำลังเสริม
หวังเย่หยิบหยดโลหิตและสัญลักษณ์ออกมาและกำลังจะใช้เทคนิคลับ แต่ถูกเฉิงชือหยุดไว้
“เจ้าจะพูดอะไรกับราชามังกรบ้างหรอ?”
“ก็บอกว่าแนวหน้านั้นต้องการกองกำลังเสริมเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หวังเย่ก็ตอบกลับอย่างสงสัยว่า
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าเคยสอนเจ้าไปก่อนหน้านี้หรอ?” อย่างไรก็ตาม เฉิงชือทำท่าทางเด็กน้อยที่สอนไม่จำ
“ข้ามักจะสอนเจ้าเสมอ”การใช้วิธีการเดียวกันมันจะทำให้ผลลัพธ์แบบเดิมเสมอ ยิ่งเจ้าใช้ซ้ำเกิน2ครั้งไปอาจยิ่งแย่กว่าเดิม“ทำไมเจ้าจำไม่ได้?”
“ศิษย์จำได้แล้วเจ้าคะ ถ้าอย่างงั้นแล้ว ข้าควรทำอย่างไร?”
“เอาหยดโลหิตและสัญลักษณ์นั้นมาให้ข้า”
เฉิงชือย่อมเชี่ยวชาญเทคนิคที่หวังเย่ทำและชำนาญยิ่งกว่า เพราะเขาคือผู้สอนวิชานี้ให้กับเธอเองโดยตรง เขาถือหยดโลหิตและสัญลักษณ์ไว้ในมือและเริ่มวาดอักขระ ขณะพูดกับหวังเย่ไปด้วย
“ดูให้ดี ข้าจะสอนเจ้าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
“เจ้าคะ”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างตั้งใจและทองดูอย่างระมัดระวัง เพียงเพื่อจะได้ฟังและเห็นเฉิงชือพูดอย่างช้า ๆ
“ข้าน้อยบุตรของท่าน ซิ่วหมินขอแสดงความยินดีกับบิดาของข้า หลังจากการต่อสู้อันยากลำบากหลายครั้ง แม้ว่าศิษย์แห่งยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์จะต่อต้านอย่างสุดกำลัง แต่พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานกองกำลังของบิดาข้าได้!”
“ขณะนี้ด่านชายฝั่งทะเลตกอยู่ในมือข้าเรียบร้อย และศิษย์ทุกคนของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกกำจัดหมดแล้ว ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านราชามังกรและขอให้ท่านราชามังกรรุ่งเรือง”
“แม้ว่าด่านชายฝั่งทะเลจะตกอยู่ในมือของข้าแล้ว แต่เพื่อป้องกันการโจมตีจากกองกำลังเสริมพวกมนุษย์ ข้าขอให้บิดาช่วยส่งกองทัพนักรบจากเผ่าอสูรน้ำมาเพิ่ม เพื่อช่วยป้องกันด่านชายฝั่งทะเลด้วย”
“แด่บิดาข้าเป็นราชามังกรผู้ทรงเกียรติ ข้าบุตรของท่าน ซิ่วหมิน ขอน้อมคารวะ”
เมื่อได้ฟังลีลาคำพูดของเฉิงชือ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึงและหวังเย่ก็ดูเหมือนจะได้เรียนรู้มากขึ้นแล้ว
“ขอคารวะ สมกับเป็นท่านอาจารย์จริง ๆ”
“นี่เรียกว่าความยืดหยุ่น หากเจ้าใช้ข้อแก้ตัวเดิมๆต่อไป แม้แต่ราชามังกรเฒ่าที่โง่เขลาก็จะเริ่มสงสัยในไม่ช้า ด้วยวิธีนี้อาจารย์ของเจ้า เขาจะต้องดีใจและไม่สงสัยใด ๆ”
“อาจารย์ช่างเก่งกาจจริง ๆ”
“จำไว้และเรียนรู้ให้มาก เจ้ายังพัฒนาได้อีก”
เมื่อมองดูอาจารย์และศิษย์คู่นี้ ที่คนหนึ่งกล่าวเชยชมและอีกคนหนึ่งภาคภูมิใจ เย่ฉางชิงกล่าวขึ้นมาอย่างอ่อนล้า
“จริง ๆ แล้ว ขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่าขิงอ่อน”
ข้าเคยคิดว่าหวังเย่นั้นเก่งกาจแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อเทียบกับอาจารย์เฉิงชือ นางยังห่างชั้นกับอาจารย์ของนางหลายขุมนัก
เมื่อลองคิดดู ราชามังกรน้ำก็น่าสงสารเหมือนกัน โดนหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำอีกจากทั้งอาจารย์และศิษย์สองคนนี้
เมื่อหยดโลหิตและสัญลักษณ์ลอยขึ้นไป หงจุ้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“ไปเตรียมตัวที่นอกค่ายกลและรอกองทัพเผ่าอสูรน้ำมา”
“อาจารย์ อย่างนี้จะเรียกเผ่าอสูรน้ำได้อย่างไร? ควรจะเรียกว่าวัตถุดิบสิ”
ซูเจี้ยนที่อยู่ข้างๆพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อได้ยินเช่นนี้ หงจุ้นก็ยิ้มออกมาทันที
“ใช่ ใช่ จะเรียกพวกเขาว่าเผ่าอสูรน้ำได้อย่างไร? เจ้าช่างสมกับเป็นศิษย์ของข้า เจ้าฉลาดนัก วัตถุดิบก็ควรถูกเรียกว่าวัตถุดิบสิ ฮาฮ่า”
“ทั้งหมดเป็นผลมาจากการสั่งสอนของอาจารย์”
“ฮ่า ๆ อาจารย์แสดงให้เจ้าดูแล้ว การพัฒนาขึ้นอยู่กับตนเอง ซูเจี้ยน เจ้าเก่งมาก ข้าคิดว่าเจ้ายังเก่งได้อีก”
“ขอบคุณท่านอาจารย์”
“เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก.........”
อาจารย์และศิษย์คู่นี้ก็เหมือนจิ้งจอกเฒ่ากับจิ้งจอกหนุ่ม สบตากันและหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ จากนั้นเฉิงชือ จ้าวเจิ้งผิง หลิวซวง และคนอื่น ๆ ก็เข้าร่วมกลุ่มนั้นด้วย
เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วลานหลังบ้าน เย่ฉางชิงมองดูผู้คนที่รวมตัวกันและรู้สึกเหมือนตกลงไปในถ้ำของอสูร ไม่ใช่สิ พวกท่านควบคุมตัวเองหน่อยได้ไหม? เสียงหัวเราะนี้ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าพวกอสูรเสียอีก
หากพวกอสูรผ่านมาเห็นหงจุ้นและคนอื่นๆในตอนนี้ เขาอาจจะคิดว่าตัวเองเจอพวกเดียวกันและคงจะรีบเข้ามาทักทายแน่นอน!
“เคี๊ยก เคี๊ยก ไปเตรียมตัวรอรับวัตถุดิบกันเถอะ”
“ขอรับ อาจารย์”
จากนั้นทุกคนก็รีบจากไป ก่อนจะจากไป พวกเขาทุกคนก็ตบไหล่เย่ฉางชิง บอกให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่และรอรับวัตถุดิบในเร็ว ๆ นี้