- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 122 คนร้ายตัวจริงเผยตัว!
บทที่ 122 คนร้ายตัวจริงเผยตัว!
บทที่ 122 คนร้ายตัวจริงเผยตัว!
เมื่อจ้าวเจิ้งผิงพูดว่าครั้งนี้เสี่ยวไป๋คือผู้กล้า เฉินมู่ถึงกับตาแดงก่ำด้วยความโกรธ
แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกมา ศิษย์คนอื่นๆก็เริ่มพูดขึ้นมาก่อน
"ศิษย์พี่เฉินเป็นอะไรไปหรือ?"
"ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่เฉินกับเสี่ยวไป๋ไปด้วยกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนกลับถึงแยกกัน?"
"เกิดอะไรขึ้นระหว่างทางหรือเปล่า?"
ศิษย์ทั้งหลายพึ่งจะตระหนักได้ว่าเฉินมู่ก็ไปที่หุบเขาเหล็กกล้าด้วยเหมือนกัน
แต่ทำไมเขาถึงได้กลับมาด้วยสภาพยับเยินแบบนี้?
เมื่อได้ยินเสียงคุยของศิษย์คนอื่นๆ เฉินมู่ก็กำดาบยาวไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแล้วพูดขึ้น
"หยุดพูดไร้สาระ! เจ้านกชั่ว กล้าออกมาสู้กับข้ากับไหม? หากข้าฆ่าเจ้าไม่ได้ ข้าก็ไม่ขอใช้ชื่อว่าเฉินมู่!"
"ศิษย์น้อง ใจเย็นๆหน่อย มีอะไรพูดให้เคลียร์กันก่อนเถอะ"
"ยังต้องพูดอะไรอีก? วันนี้มีมันก็ไม่มีข้า มีข้าก็ไม่มีมัน!"
"แต่เสี่ยวไป๋เป็นสัตว์พาหนะของศิษย์น้องฉางชิงนะ"
"ข้า..........."
ในที่สุดด้วยคำพูดโน้มน้าวของจ้าวเจิ้งผิง เฉินมู่ก็เริ่มเล่าเรื่องออกมาอย่างช้าๆ
ตอนออกไปก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ขากลับระหว่างที่เดินทางถึงภูเขาเหยียนมู่ จู่ๆก็มีอสูรตนหนึ่งที่อยู่ในระดับจ้าวอสูรตื่นขึ้นมาบ้าคลั่ง
ปฏิกิริยาแรกของเฉินมู่คือต้องหนี แม้ว่าเขาจะเป็นศิษย์ภายในอันดับหนึ่งในสิบของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ แต่ระดับพลังของเขาก็อยู่แค่ระดับนักบุญขั้นสูงเท่านั้น จึงไม่สามารถสู้กับอสูรระดับจ้าวอสูรได้
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เฉินมู่จ้องไปที่เสี่ยวไป๋ด้วยความแค้นสุดใจ
"ใครจะไปคาดคิดว่าเจ้าอสูรนี่กลับใช้ข้าเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้ตัวมันหนีรอดไปได้ โชคดีที่ข้าได้เจอศิษย์น้องหวัง พวกเราสองคนจึงร่วมมือกันหนีรอดมาได้"
ศิษย์น้องหวังที่เฉินมู่พูดถึงคือคนที่มาด้วยกัน เขาก็เป็นศิษย์ภายในของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ แต่ก่อนหน้านี้เขาออกไปฝึกฝนเสี่ยงชีวิตอยู่ข้างนอกและไม่ได้อยู่ที่นิกาย
ครั้งนี้เขาได้เจอกับเฉินมู่และเมื่อได้ยินว่ายอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าไปตั้งด่านชายฝั่งทะเลแล้ว เขาจึงตามมาด้วย
เมื่อเห็นว่าเฉินมู่มองมาด้วยความซาบซึ้ง หวังชี่จึงยิ้มอย่างไม่สบายใจเล็กน้อย
แต่ด้วยความโกรธที่ยังรุนแรง เฉินมู่ก็ไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของศิษย์น้องหวังและยังคงจ้องเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาโกรธแค้น
เมื่อรู้ถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ศิษย์คนอื่นๆ ก็เข้าสู่ความเงียบงัน
แม้ว่าในชีวิตประจำวันศิษย์ของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์จะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ แต่การทอดทิ้งศิษย์ร่วมนิกายเป็นเรื่องรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง
ในขณะเดียวกัน ศิษย์คนอื่นๆ ก็มองไปที่เสี่ยวไป๋ด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร แม้แต่ฉางชิงเองก็แสดงความไม่พอใจออกมา
เมื่ออยู่ด้วยกันเองไม่ว่าอย่างไรจะชอบแหย่กันเล่นแค่ไหนก็ได้ แต่เมื่อเจอกับศัตรูโจมตี จะไปทอดทิ้งสหายเพื่อเอาตัวรอดเองได้อย่างไร?
เมื่อเผชิญกับสายตาของทุกคน เสี่ยวไป๋ก็ส่งเสียงร้องด้วยความกระวนกระวายใจและกระพือปีกไปมาเหมือนพยายามจะอธิบายอะไรบางอย่าง
แต่เพราะเสี่ยวไป๋ยังไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ทุกคนจึงไม่รู้ว่ามันพยายามจะพูดอะไร
"เสี่ยวไป๋ ครั้งนี้เจ้า........"
ฉางชิงก้าวไปข้างหน้ามองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาเคร่งขรึมและกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นจากด้านนอกค่าย
"มีคนโจมตีค่ายกล!"
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ดึงดูดความสนใจของศิษย์ทุกคนในทันที โดยเฉพาะทิศทางการโจมตีที่ไม่ใช่ทิศจากฝั่งทะเลตะวันออก แต่กลับมาจากตะวันออกจงโจว
ใครกำลังโจมตีค่ายกล? หรือจะเป็นพวกอสูรจากเขาเสืออีกแล้ว?
ไม่มีใครกล้าเสียเวลา ศิษย์ทุกคนรีบมุ่งไปที่ทางเข้าค่ายกลทันที แล้วก็เห็นนกยักษ์สีเขียวสองตัวกำลังโจมตีค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง
"ฟินิกซ์ขนเขียว?"
จ้าวเจิ้งผิงจำอสูรทั้งสองตัวได้ทันที พวกมันคือฟินิกซ์ขนเขียวคู่ เพศผู้เรียกว่าฟินิกซ์ขนเขียวตัวผู้ ส่วนเพศเมียเรียกว่าฟินิกซ์ขนเขียวตัวเมีย พวกมันมีสายเลือดฟินิกซ์อยู่ในร่างเล็กน้อย
โดยทั่วไปแล้ว ฟินิกซ์ขนเขียวจะปรากฏเป็นคู่ ไม่เคยมีตัวใดแยกจากคู่ของมัน
แต่ฟินิกซ์ขนเขียวคู่นี้ทำไมถึงบุกมาโจมตีค่ายกล?
ทุกคนมองไปที่ฟินิกซ์ขนเขียวทั้งสองตัวที่โจมตีค่ายกลด้วยความสงสัย
"นั่นมัน มันคืออสูรตัวที่ตามล่าข้ากับศิษย์น้องหวัง!"
ในเวลานั้นเฉินมู่ร้องออกมาเสียงดังและจำฟินิกซ์ขนเขียวตัวผู้ได้ทันที
เมื่อได้ยินเย่ฉางชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยมองเสี่ยวไป๋ที่ยังคงร้องเสียงแปลกๆข้างตัวเขา ดูเหมือนเขาจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
"ศิษย์พี่เฉิน ท่านเคยบอกว่าอสูรที่ไล่ตามพวกเจ้ามีแค่ตัวเดียวใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว"
"แต่อสูรฟินิกซ์เป็นที่รู้กันดีว่ามันต้องมาเป็นคู่กันเสมอ ถ้าฟินิกซ์ตัวผู้ตามล่าพวกท่าน แล้วฟินิกซ์ตัวเมียหายไปไหน? มันน่าจะตรงโผล่มาด้วยกันนะ"
"นี่..........."
เฉินมู่รู้สึกแปลกใจเย่ฉางชิงหันกลับมามองเสี่ยวไป๋อีกครั้ง
“ดังนั้นหมายความว่าเจ้านกฟินิกซ์ตัวเมียถูกเจ้าเบี่ยงเบนความสนใจไปใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินดังนั้นนกกระเรียนสีขาวก็พยักหน้าหลายครั้ง ดูเหมือนว่ามันจะรู้สึกดีใจที่ในที่สุดทุกคนก็เข้าใจว่ามันไม่ได้ทอดทิ้งเฉินมู่เพื่อหนีไปคนเดียว แต่มันได้ไปเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้านกฟินิกซ์ตัวเมีย
เฉินมู่รู้สึกอับอายใจ จึงมองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสำนึกผิด
“เสี่ยวไป๋ ข้า................”
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเสี่ยวไป๋ไม่พอใจ มันหันหน้าหนีไม่มองเฉินมู่ พร้อมส่งเสียงไม่พอใจสองสามครั้ง
เฉินมู่เห็นดังนั้นก็ไม่โกรธเลยเพราะเป็นเขาเองที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเสี่ยวไป๋
ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น นกฟินิกซ์ตัวผู้ด้านนอกค่ายกลก็พูดขึ้นด้วยเสียงโกรธเกรี้ยว
“เจ้าพวกมนุษย์ที่ต่ำต้อย กล้ามากที่มาขโมยสมบัติของเรา ถ้าพวกเจ้ามีความสามารถแค่หลบหนีก็อย่าออกมาให้ข้าเห็นอีกตลอดชีวิต!”
คำพูดนี้ทำให้พวกศิษย์ต่างตกตะลึงและทุกคนก็เริ่มสงสัย
“สมบัติ? สมบัติอะไรกัน?”
“ไม่รู้สิ ดูเหมือนจะมีคนไปขโมยสมบัติของมันเข้า ดังนั้นมันจึงไล่ตามมาที่นี่”
“นกสองตัวนี้ มันจะตามเรามาทำไมกัน? จะไม่รู้หรือว่าเรายอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ประจำอยู่ด่านชายฝั่งทะเล? เราไม่ได้ออกไปไหนเลยตั้งแต่เข้ามาที่นี่!”
สมบัติพวกมันถูกขโมย แล้วทำไมตามล่ามาถึงที่ด่านชายฝั่งทะเลทำไม?
ในขณะที่ทุกคนกำลังสนทนาอยู่หวังชี่กลับมีสีหน้าแปลกๆ ขณะที่เฉินมู่ก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขาหันไปมองหวังชี่แล้วยิ้มอย่าง “อบอุ่น” ว่า
“น้องหวัง คนที่มันพูดถึงคงจะไม่ใช่เจ้านะ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้น น้องหวังก็ยิ้มแหย่ๆและพูดด้วยเสียงไม่มั่นใจ
“อืม...........ไม่ใช่ข้าหรอกนะ ศิษย์พี่?”
“โอ้ ไม่ใช่จริงๆเหรอ? น้องชายคิดให้ดีๆก่อนพูดละ ตอนนี้ข้ากำลังโกรธมาก”
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ดาบยาวได้ถูกชักออกมาขึ้นไปที่คอของน้องหวังแล้ว คมดาบที่เย็นเฉียบเมื่อประกอบกับรอยยิ้มที่ “อบอุ่น” ของเฉินมู่ ทำให้น้องหวังกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“นั่น..........นั่น...........ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้นะขอรับ ตอนนั้นเห็นศิษย์พี่กำลังโกรธมาก ข้าเลยไม่กล้าบอกความจริงออกไป”
เมื่อฟังคำอธิบายของหวังชี่ รอยยิ้มของเฉินมู่กลับดู “อบอุ่น” ขึ้นอีก
เขานึกในใจว่า ก็สงสัยมาตลอดทำไมเจ้านกฟินิกซ์ถึงได้โกรธอย่างกะทันหันและถึงขั้นมาทำร้ายเขากับเสี่ยวไป๋โดยไม่มีเหตุผลเลย
ที่แท้เรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะเจ้าศิษย์น้องคนนี้นี่เอง
เมื่อได้ยินหวังชี่อธิบาย เฉินมู่ก็ยิ้มอย่างแปลกใจ เขานึกได้ว่าเขารู้สึกขอบคุณหวังชี่ไปด้วย แท้จริงแล้วหากเจ้าน้องคนนี้ไม่ปรากฏตัวมาแต่แรก ทั้งเขาและเสี่ยวไป๋ก็ไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้แต่แรก
แท้จริงแล้วเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มาจากเจ้าศิษย์น้องคนนี้ทั้งหมด!
คมดาบเริ่มเข้าใกล้เรื่อยๆจนแนบติดกับคอของหวังชี่ ความเย็นของคมดาบทำให้เขาเสียววาบและรีบพูดออกมา
“ศิษย์พี่ใจเย็นๆ นะขอรับ จริงๆแล้วข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แค่เห็นอารมณ์ของศิษย์พี่ ข้าก็เลยไม่กล้าพูดออกมาเท่านั้นเอง”
“แล้วแบบนี้ถือว่าข้าผิดสินะ?”
“ไม่ๆ ไม่ผิด ไม่ผิดขอรับ”
“ศิษย์น้องบอกสิ ว่าข้าไปที่หุบเขาเหล็กกล้าเพื่อสร้างมีดมาอย่างยากลำบากหรือเปล่า?”
“ลำบากขอรับ ลำบาก”
“ลำบากยัง ไม่พอระหว่างเดินทางกลับมาข้ายังถูกอสูรระดับจ้าวอสูรไล่ล่าอีก แบบนี้มันไม่แฟร์ไปหน่อยเหรอ?”
“ไม่…แฟร์เลยขอรับ”
“ต้องวิ่งหนีแทบตายไปตลอดทาง ขณะที่คนที่เป็นสาเหตุของเรื่องนั้นอยู่ข้างๆข้ามาตลอดและข้ากลับยังรู้สึกขอบคุณเขาด้วย เจ้าคิดว่าสมควรจะตายไหม?”
“ควรตายขอรับ ควร...........ไม่ๆศิษย์พี่ขอรับ จริงๆแล้วข้าไม่ได้ตั้งใจ”