- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 117 เอ๋อร์โกวตายไปแล้ว!
บทที่ 117 เอ๋อร์โกวตายไปแล้ว!
บทที่ 117 เอ๋อร์โกวตายไปแล้ว!
เฉินหวงที่ตอนแรกดูเหมือนจะใจเย็นลงบ้าง แต่พอได้ยินคำพูดของเฉิงชืออีกครั้งเขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมา
เขาฟาดฝ่ามือออกไปทันทีโดยไม่ลังเล
“เฮ้ย! เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง?”
เฉิงชือรีบกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือเฉียดแก้มเขาไปนิดเดียว
เมื่อเขามองหน้าของเฉินหวงอีกครั้ง สีหน้าของเฉินหวงก็มืดมนจนถึงขีดสุด เมื่อเขาโจมตีไม่สำเร็จเขาก็พุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้งโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!”
“เฮ้ๆ! ใจเย็นก่อนสิ!”
“ข้าเย็นไม่ได้แล้ว! เฉิงชือ วันนี้เจ้าต้องตายหรือข้าตาย!”
เฉินหวงไม่เคยเห็นคนหน้าด้านเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
เขาเริ่มโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ส่วนเฉิงชือก็หลบไปเรื่อยๆทั้งสองต่างไล่กันไปมา
“พี่เฉิน ข้ายอมรับว่าข้าติดหนี้เจ้าถึง8,000,000ก้อนหินวิญญาณ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าก็ช่วยสำนักเจ้ามากมายแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าหลอกข้าให้ตามหาเจ้าถึงสามปี!”
“ตอนที่ศิษย์สำนักของเจ้าติดอยู่ที่หุบเขาพยัคฆ์ ข้าก็เป็นคนไปช่วยมาไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าหลอกข้าสามปี!”
“และค่ายกลป้องกันสำนักของเจ้า ตอนที่มันขาดแคลนแร่ทองเทียนหลัว ข้าก็ไปหาให้ท่านใช่ไหม?”
“เจ้าหลอกข้าสามปี!”
“เจ้าช่วยพูดอย่างอื่นบ้างได้ไหม?”
“เจ้าหลอกข้าสามปี! วันนี้เจ้าต้องตาย!”
เฉินหวงไม่สนใจคำพูดใดๆของเฉิงชือเลย เขามุ่งมั่นแต่จะไล่ฆ่าเฉิงชือ
หงจุ้นที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าก็ย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ นี่หรือคือปัญหาเล็ก ๆ ที่เจ้าบอก? เขากำลังจะฆ่าเจ้าแล้ว!
ถ้าหากเขารู้เรื่องนี้มาก่อนล่วงหน้า หงจุ้นจะไม่มีวันมาที่สำนักค่ายกลแน่ มันช่างอับอายเสียจริง!
อย่าว่าแต่จะได้ ‘สัญลักษณ์ซ่อนพลัง’ เลย ตอนนี้การจะรอดออกจากที่นี่ไปได้ครบสามสิบสองก็ยังเป็นปัญหา
‘ดูสายตาของเหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักค่ายกลรอบๆสิ ช่างเย็นชาเสียจริง!’
“เฮ้ย! หงจุ้นมาช่วยข้าหน่อยสิ!”
เฉิงชือร้องตะโกนออกมาหงจุ้นที่ได้ยินถึงกับกระตุกปากเล็กน้อย เขามองไปรอบๆเหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักค่ายกลก่อนจะพูดอย่างไม่แยแส
“ข้ากับเขาไม่ได้สนิทกันนัก แค่เจอกันระหว่างทางเท่านั้น พวกท่านไม่ต้องสนใจข้า ทำต่อไปเถอะ”
“เฮ้! เราเป็นปรมจารย์ร่วมสำนักกันนะ!”
“ฮึ! พวกท่านเชิญตามสบาย ขอแค่ไม่ลากข้าไปเอี่ยวด้วยก็พอ”
หงจุ้นไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเหลือเลย เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉิงชือก็โกรธจนแทบจะระเบิด แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเฉินหวงกำลังไล่ฆ่าเขาอยู่
เมื่อเห็นเฉินหวงพุ่งเข้ามาอีกครั้ง เฉิงชือที่จนปัญญาก็ได้แต่ตะโกนออกมาเสียงดัง
“เฉินเอ๋อร์โกว! พอได้แล้ว!”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา การเคลื่อนไหวของเฉินหวงหยุดชะงักไปทันที หงจุ้นและเหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักค่ายกลต่างก็ตกตะลึง
เมื่อครู่พูดว่าอะไรนะ? เฉินเอ๋อร์โกวคือใคร?
ทุกสายตามองไปที่เฉินหวงซึ่งตอนนี้กำลังยืนนิ่งด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน แววตาของเขาสะท้อนอารมณ์บางอย่างที่ยากจะเข้าใจ
ไม่มีใครรู้ว่าเฉินหวงเป็นอะไร แต่เฉิงชือและเฉินหวงเท่านั้นที่รู้
บรรยากาศเงียบสงัดลงชั่วขณะ จนกระทั่งเฉินหวงตะโกนออกมาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
“เฉินเอ๋อร์โกวตายไปแล้ว! เจ้าทำลายเขา!”
คำพูดนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉิงชือเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“เอ๋อร์โกว... เมื่อก่อนข้า...”
“อย่าพูดอะไรอีกเลย เฉินเอ๋อร์โกวตายไปแล้ว เฉิงชือ เจ้าต้องตาย!”
เฉินหวงตะโกนและพุ่งเข้าไปโจมตีเฉิงชืออีกครั้ง ทั้งสองก็เริ่มไล่ล่ากันต่อไป
เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักค่ายกลต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย พวกเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้ แม้แต่หงจุ้นเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็กำลังจะเกิดขึ้น
เมื่อทั้งสองคนต่อสู้กันไปเรื่อยๆจู่ๆ เฉิงชือก็กระโดดเข้าไปกอดเฉินหวงแน่นแล้วพูดว่า
“เอ๋อร์โกว เมื่อก่อนพี่ก็ทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินหวงก็ตกตะลึงไป ก่อนจะเริ่มร้องไห้โฮออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
“เจ้าสัญญากับข้าแล้วว่าจะไม่แยกจากกัน จะไปท่องเที่ยวอย่างมีความสุขด้วยกันและบรรลุสู่ความเป็นเซียนไปด้วยกัน”
“เอ๋อร์โกว ข้า...”
“แล้วทำไมท่านถึงหลอกข้า?”
สองชายชราผมหงอกขาวต่างกอดกันและร้องไห้อย่างขมขื่น
เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักค่ายกลต่างรู้สึกชาไปทั้งตัว ใบหน้าของพวกเขาแดงก่ำด้วยความอับอาย
พวกเขาได้เห็นอะไร? เจ้าสำนักของพวกเขากำลังร้องไห้ แถมยังร้อไห้ออกมาอย่างน่าสลดด้วย!
“นี่... นี่เราจะทำยังไงดี?”
"ข้าจะไปรู้ได้ยังไง!"
ทุกคนต่างพยายามคาดเดา แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นแบบนี้
จากการสนทนาของทั้งสองคน ผู้คนรอบข้างก็เริ่มเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราว
เฉิงชือและเฉินหวงโตมาในหมู่บ้านเดียวกัน แถมยังเป็นเด็กกำพร้าทั้งคู่ เฉิงชือที่อายุมากกว่าทำหน้าที่เป็นพี่ชายดูแลเฉินหวงมาตลอด ส่วนเฉินหวงเองก็ติดตามเฉิงชือไปทุกที่เหมือนเงาตามตัว
ภายหลังเพราะโชคชะตาพาไป ทั้งสองจึงได้เข้าสู่เส้นทางการฝึกตน เมื่อเริ่มมีพลังชีวิตก็เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งสองเคยสัญญากันว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ต่อมาเฉิงชือกลับใช้วิธีบางอย่างบังคับให้เฉินหวงเข้าสำนักค่ายกลและกลายเป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนักรุ่นก่อน
การกระทำนี้ทำให้เฉินหวงรู้สึกว่าเฉิงชือทิ้งเขาไป
เมื่อเห็นเฉินหวงร้องไห้ไม่หยุด เฉิงชือก็ยกมือขึ้นตบไหล่เขาเบา ๆ และปลอบใจ
“ตอนนั้นเจ้าเพิ่งแสดงพรสวรรค์ด้านค่ายกลออกมา เจ้าสำนักคนก่อนก็เห็นพรสวรรค์ในตัวของเจ้า ข้าไม่อยากให้พรสวรรค์ของเจ้าสูญเปล่า ข้าจึงจำเป็นต้องทำแบบนั้น”
“เอ๋อร์โกว! อย่าโกรธพี่เลย พี่ทำเพื่อเจ้า”
“ข้าไม่ฟัง! เราสัญญากันว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แล้วทำไมเจ้าถึงทิ้งข้าไปละ?”
“พี่ผิดเอง พี่ขอโทษ”
“ฮือ...พี่ใหญ่...”
ฉากที่ควรจะเป็นความประทับใจนี้กลับทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะหงจุ้น
เขาขมวดคิ้วจนเส้นเลือดปูดและกัดฟันแน่น เมื่อเห็นทั้งสองคนหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม เขาก็อดทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปาก
“พวกเจ้าสองคนพอได้แล้ว!”
หงจุ้นไม่ไหวแล้ว ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อขอสัญลักษณ์ซ่อนพลังแท้ ๆ แต่เจ้าพวกนี้กลับมาพูดเรื่องไร้สาระ! ข้าแค่ต้องการขอแผ่นสัญลักษณ์ พวกเจ้าสองคนช่วยหยุดทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยงทีเถอะ!
เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักค่ายกลที่ได้ยินหงจุ้นพูด ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาเองก็ทนดูไม่ไหวเหมือนกัน เรื่องนี้มันช่างทำให้รู้สึกไม่สบายตาจริง ๆ
แถมยังมีเหล่าศิษย์มากมายกำลังมองอยู่ข้างล่าง เจ้าสำนักของพวกเขาทำแบบนี้จะดีหรือ? แล้วต่อไปจะปกครองลูกศิษย์ยังไง?
เมื่อได้ยินหงจุ้นพูด เฉิงชือก็ยกมือขึ้นตบไหล่เฉินหวงอีกครั้งแล้วพูดว่า
“พอแล้ว ตอนนี้เจ้าเป็นถึงเจ้าสำนักค่ายกลจะมาร้องไห้แบบนี้ได้ยังไง ฟังข้านะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว”
“อืม ข้าจะฟังพี่ใหญ่”
“อย่างนั้นสิ…”
“เฉิงชือ! ถ้าเจ้าพูดให้ข้ารู้สึกขยะแขยงอีกคำ ข้าจะฟันเจ้าให้ขาดด้วยดาบของข้า!”
หงจุ้นที่ทนไม่ไหวแล้วพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราด ข้าแค่มาขอแผ่นสัญลักษณ์ เท่านั้นเอง!
แต่ก่อนที่เฉิงชือจะได้พูดอะไรต่อ เฉินหวงก็ก้าวเข้ามายืนขวางหน้าเขา แม้ดวงตาของเขายังแดงก่ำ แต่คำพูดของเขากลับเย็นชาอย่างน่ากลัว
“ใครกล้าทำร้ายพี่ใหญ่ของข้า ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ!”
ในตอนนี้หงจุ้นรู้สึกเหมือนอยากหันหลังเดินออกไปทันที เจ้าสองคนนี้มันบ้าไปแล้ว!
เขามองพวกพี่น้องคู่นี้ด้วยสายตาเย็นชาและรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที
“ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ข้าต้องการแค่ขอแผ่นสัญลักษณ์เท่านั้น พวกเจ้าจะพูดอะไรก็พูดหลังจากข้าไปแล้วได้ไหม? อย่าทรมานดวงตาของข้าอีกเลยได้ไหม?”