เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 116 เรื่องเล็กน้อย...

บทที่ 116 เรื่องเล็กน้อย...

บทที่ 116 เรื่องเล็กน้อย...


“เรื่องเล็กน้อยงั้นเหรอ?” เมื่อได้ยินคำนี้หงจุ้นยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ นี่มันดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยสักนิด

ไม่นานนัก พลังปราณแข็งแกร่งหลายสายก็พุ่งขึ้นจากภายในสำนักค่ายกล

เหล่าผู้ดูแล ผู้อาวุโส และแม้แต่เจ้าสำนักเฉินหวงก็ปรากฏตัวออกมาเอง

ในเวลาไม่ถึงสิบหายใจ หงจุ้นกับเฉิงชือก็ถูกเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักค่ายกลล้อมไว้ทั้งหมด

“นี่คือเรื่องเล็กน้อยที่เจ้าพูดจริงๆงั้นหรือ?” หงจุ้นหันไปมองเฉิงชือปากกระตุกไม่หยุด เฉิงชือได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”

ไม่ว่าจะมองอย่างไร หงจุ้นก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย คนของสำนักค่ายกลนี่ดูผิดปกติอย่างชัดเจน

หรือว่า “เรื่องเล็กน้อย” ที่เจ้าบอกคือไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษของสำนักเขามา?

หงจุ้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงตัดสินใจไม่ทำอะไรไปก่อน รอท่าทีฝั่งตรงข้าม เฉิงชือเดินไปหาเจ้าสำนักเฉินหวงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันนาน

“เฉินหวง น้องชาย ข้าไม่ได้เจอเจ้าตั้งนาน!”

แต่เฉินหวงกลับทำหน้าบึ้งตึง กัดฟันพูดว่า “ไสหัวไปซะ สำนักข้าไม่ต้อนรับเจ้า!”

“เจ้านี่พูดจาห่างเหินเกินไปแล้ว พวกเราเป็นสหายกันมาหลายปีไม่ใช่หรือ?”

“หึ เจ้าจงคืนหนี้ 8,000,000ก้อนหินวิญญาณ ที่เจ้าเป็นหนี้ข้ามาก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกัน!”

เมื่อได้ยินบทสนทนานี้สีหน้าของหงจุ้นก็ยิ่งหม่นลงเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ต้นตอของเรื่องทั้งหมดก็คือ เฉิงชือ คนแก่เจ้าเล่ห์คนนี้ติดหนี้มากกว่า8,000,000ก้อนหินวิญญาณกับสำนักค่ายกล แถมยังใช้วิธีที่ไม่ซื่อสัตย์ด้วยสินะ

ตามที่เฉินหวงเล่า เฉิงชือเคยมาที่สำนักค่ายกลอยู่บ่อยๆขอค่ายกล ขอแผ่นยันต์สัญลักษณ์ โดยไม่เคยจ่ายเงินเลยสักครั้ง

ตอนแรกสำนักค่ายกลไม่คิดอะไรมากเพราะพวกเขามีทรัพย์สมบัติมากมายและเฉิงชือก็เป็นคนมีชื่อเสียงในทวีปตะวันออก ดังนั้นการติดหนี้ไว้ก่อนก็ไม่เป็นไร

แต่ปัญหาคือเจ้านี่เอาของไปเรื่อยๆโดยไม่จ่ายและยอดหนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสำนักค่ายกลเริ่มรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ

จากนั้นพวกเขาก็ส่งคนไปทวงเงิน

แต่เฉิงชือเป็นนักพรตพเนจร ไม่มีที่อยู่แน่นอน

ทวีปตะวันออกกว้างใหญ่ ถ้าเขาอยากจะหลบหนี มันก็ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร

ตอนแรกพวกเขาส่งศิษย์ออกไปตามหาใช้เวลาหลายปี กว่าจะตามตัวเจอ แต่เฉิงชือก็หนีไปได้ทุกครั้ง

เมื่อศิษย์ตามหาไม่สำเร็จ พวกเขาส่งผู้ดูแลไปแต่ก็ยังไม่สำเร็จ จากนั้นส่งผู้อาวุโสไป

ในที่สุดเฉินหวงในฐานะเจ้าสำนักก็ตัดสินใจออกหน้าด้วยตนเอง เขาออกไล่ตามเฉิงชือไปทั่วทวีปตะวันออกถึงสามรอบ ใช้เวลาสามปีกว่าจะจับตัวได้

แต่ผลลัพธ์คือ เฉิงชือบอกเป็นเพียงคนจนไร้เงิน

หินวิญญาณที่เขามีทั้งหมดรวมกันไม่ถึง100,000 ก้อนหินวิญญาณด้วยซ้ำ เงินจำนวนเท่านั้นจะพอทำอะไรได้? แม้แต่จะจ่ายเศษเสี้ยวของหนี้ก็ไม่พอ

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต เฉินหวงไม่สามารถระงับความโกรธของตัวเองได้อีกต่อไป เขาตะโกนลั่น

“สามปี! สามปี! เจ้ามีความคิดบ้างไหมว่าข้าผ่านสามปีนั้นมาอย่างไร?”

“ข้าได้ยินว่าเจ้าอยู่ในทะเลทรายตะวันออก ข้าจึงรีบเร่งเดินทางตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อค้นหาเจ้าในทะเลทรายร้อนระอุนานหนึ่งเดือนเต็ม”

“ต่อมาได้ยินว่าเจ้าไปที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ข้าก็เดินทางจากทะเลทรายไปถึงชายฝั่ง ค้นหาอีกสามเดือนเต็ม”

“หลังจากนั้นยังมีคนบอกว่าเจ้าอยู่ในป่าฝนทางตะวันออกเฉียงใต้ ข้าก็รีบจากชายฝั่งทะเลตะวันออกไปยังป่าฝนทางตะวันออกเฉียงใต้”

“ในป่าฝนเต็มไปด้วยพิษร้ายและยังมีนักพรตพิษที่ซ่อนตัวอยู่ ข้าต้องคอยระวังการโจมตีจากพวกนั้นไปพร้อมกับตามหาเจ้า”

“ครึ่งปี! เจ้าเข้าใจไหมว่าครึ่งปีที่ข้าอยู่ในป่าฝนนั้น ข้าเกือบตายไปกี่ครั้ง? กี่ครั้งที่ข้าต้องเผชิญหน้ากับความตาย?”

“แต่สุดท้ายเจ้าไปไหน? เจ้าพักในป่าฝนแค่สามวันเท่านั้น แล้วเจ้าก็ไปที่เมืองจีเล่อ แต่ข้าล่ะ? ข้าสิยังต้องอยู่ในป่าฝนเสี่ยงตายอยู่นั่นแหละ!”

“ข้าคือเจ้าสำนักค่ายกลผู้ยิ่งใหญ่ แต่ข้าถูกเจ้าหลอกให้วิ่งทั่วอยู่ในทวีปตะวันออกตั้งสามปี!”

เสียงตะโกนของเฉินหวงเต็มไปด้วยความน้อยใจ จนทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเศร้าใจ น้ำตาแทบไหล

เหล่าผู้ดูแลและผู้อาวุโสแห่งสำนักค่ายกลรอบด้านก็มีอารมณ์ร่วมไปด้วย เพราะหลายคนก็เคยมีส่วนร่วมในการตามหาเฉิงชือ

บรรยากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เฉิงชือได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ ด้วยความเขินอาย

“เอ่อ... มันไม่ใช่ความผิดของข้าหรอก ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังตามหาข้าในป่าฝนนะ ข้าแค่ไปหาสมุนไพรพิษ แล้วก็ออกไปทันทีเมื่อหามันเจอแล้ว”

“ข้าไม่สน! สามปีแห่งความลำบากและหนี้ 8,000,000 ก้อนหินวิญญาณ เจ้าต้องชดใช้ให้สำนักข้า!”

“ข้ารู้ ข้ารู้ ก็ข้าตอนนั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีเงินเลยนี่นา”

“เฉินหวง เจ้าก็ต้องเห็นใจข้าหน่อยนะ การเป็นนักพรตพเนจร ชีวิตมันไม่ง่ายเลยจริง ๆ”

ในภาพรวมแล้ว นักพรตพเนจรมักจะยากจนกว่าศิษย์นิกายใหญ่

แม้จะมีอิสระ แต่หากไม่มีการสนับสนุนจากนิกาย การหาเลี้ยงชีพก็ยากขึ้นมาก

สายแร่หินวิญญาณส่วนใหญ่ในทวีปตะวันออกก็อยู่ในครอบครองของนิกายใหญ่ๆ ถ้านักพรตพเนจรจะได้ใช้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

แต่เฉิงชือไม่ควรจะยากจนถึงขนาดนี้ด้วยระดับการฝึกตนของเขา การที่เขาลำบากก็เพราะเขาใช้เงินอย่างมือเติบเกินไป

หลังจากอธิบายเสร็จ เฉิงชือก็ตบอกตัวเองและพูดกับเฉินหวงว่า

“แต่เฉินหวงวางใจได้ คราวนี้ข้าไม่ใช่นักพรตพเนจรอีกต่อไปแล้ว ข้ามีนิกายอยู่แล้ว เงินที่ข้าติดเจ้าจะคืนแน่นอน”

เฉินหวงมองเฉิงชือด้วยสายตาสงสัย แต่เขารู้เรื่องการที่เฉิงชือเข้าร่วมนิกายเต๋าอี้แล้ว

ที่จริงนิกายเต๋าอี้กำลังเตรียมจัดงานต้อนรับเฉิงชือเข้านิกายและสำนักค่ายกลก็ได้รับเชิญไปร่วมงานด้วย

มีนิกายคอยหนุนหลัง เฉินหวงก็ไม่กลัวว่าเฉิงชือจะหนีไปไหนอีกเพราะหากเขาหนี ก็สามารถไปทวงที่นิกายเต๋าอี้แทนได้

ในฐานะนิกายอันดับหนึ่งแห่งทวีปตะวันออก นิกายเต๋าอี้คงไม่กล้าเสียหน้ากับเงินเพียง8,000,000ก้อนหินวิญญาณหรอก

สีหน้าของเฉินหวงก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ทางด้านหงจุ้นกลับรู้สึกแย่ลงเรื่อย ๆ ปากของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้

นั่นหมายความว่าการที่เฉิงชือเข้าร่วมนิกายเต๋าอี้นั้น ทำให้นิกายเต๋าอี้ต้องแบกรับหนี้8,000,000ก้อนหินวิญญาณโดยไม่รู้ตัวงั้นหรือ?

แม้หนี้นี้จะเป็นของเฉิงชือและจะไม่เกี่ยวกับนิกายเต๋าอี้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่จะพูดเคลียร์กันได้ง่าย ๆ

เมื่อนิกายเต๋าอี้รับเฉิงชือเข้ามา ก็หมายความว่าพวกเขารับทุกอย่างของเขา รวมถึงหนี้สินด้วย

ถ้าเฉิงชือคืนหนี้เองได้ก็ดีไป แต่หงจุ้นรู้จักนิสัยเจ้าเล่ห์ของเฉิงชือดี มีความเป็นไปได้ถึงแปดส่วนว่าเขาจะไม่จ่ายหนี้แน่นอน ดังนั้น...

หงจุ้นได้แต่รู้สึกสงสารฉีซงในใจอย่างเงียบๆ การเป็นเจ้านิกายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการเป็นเจ้านิกายเต๋าอี้

ในขณะที่หงจุ้นกำลังครุ่นคิด เฉินหวงก็เริ่มใจเย็นลงบ้าง

“ดี ข้าจะเชื่อเจ้าครั้งนี้อีกครั้ง”

ที่จริงไม่ใช่ว่าเขาเชื่อเฉิงชือ แต่เขาเชื่อนิกายเต๋าอี้มากกว่ เพราะนิกายเต๋าอี้เป็นที่พึ่งแห่งทวีปตะวันออก และเป็นนิกายที่น่าเชื่อถือ

เมื่อเห็นว่าเฉินหวงพูดเช่นนั้น เฉิงชือก็ยิ้มกว้าง แล้วเดินเข้าไปกอดไหล่เฉินหวงด้วยความสนิทสนม

“ก็นั่นแหละ ข้าก็มีนิกายอยู่แล้ว ตอนนี้เฉินหวงช่วยให้ข้ายืมแผ่นยันต์ ‘สัญลักษณ์ซ่อนพลัง’ สักสองอันหน่อยสิ แล้วข้าจะจ่ายให้พร้อมกันทีเดียว”

“เฉิงชือ ข้าจะฆ่าเจ้า!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสียงตะโกนของเฉินหวงก็ดังขึ้นอีกครั้ง นี่โลกนี้จะมีคนหน้าด้านได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ!

จบบทที่ บทที่ 116 เรื่องเล็กน้อย...

คัดลอกลิงก์แล้ว