เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 103 ขอข้าชิมสักคำ...

บทที่ 103 ขอข้าชิมสักคำ...

บทที่ 103 ขอข้าชิมสักคำ...


เหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ต่างเงียบไปชั่วขณะเมื่อมองดูร่างที่ไร้วิญญาณของมังกร เสมือนว่าพวกเขากำลังไว้อาลัยให้กับมันชั่วขณะ ศิษย์น้องเสี่ยวเสี่ยวก็แลบลิ้นออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิด เธอกล่าวกับอสูรมังกน้ำที่นอนตายอยู่ตรงหน้าว่า

“ขอโทษจริงๆนะ ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าเจ็บปวดขนาดนั้น”

ถึงแม้มังกรน้ำจะตายไปแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ามันยังลืมตาค้างอยู่ ไม่อาจหลับตาได้สนิท บรรยากาศค่อนข้างน่าอึดอัด ก่อนที่เย่ฉางชิงจะเป็นคนทำลายความเงียบลง เดินตรงไปหามังกรน้ำตัวถัดไป

เมื่อมังกรน้ำตัวนั้นเห็น เย่ฉางชิงเดินเข้ามา มันก็ร้องตะโกนออกมาทันที

“ช้าก่อน! ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก ข้าจัดการเองได้!”

จากนั้นมันก็ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองอย่างง่ายดาย ทันทีที่สิ้นใจมันเลือกที่จะตายอย่างสงบ โดยไม่ให้เหล่าศิษย์แห่งยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ได้ลงมือ

ถึงยังไงก็ต้องตายอยู่ดี ตายด้วยตนเองยังดีกว่าตายด้วยการทรมานจากเหล่าศิษย์ที่เหมือนปีศาจในคราบมนุษย์เหล่านี้

เย่ฉางชิงถอนหายใจเบาๆแล้วหันไปมองมังกรน้ำตัวอื่นๆที่เหลือ

"ฮึ่ม! ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้!"

"พวกเราเผ่ามังกรน้ำไม่เคยกลัวความตาย!"

"ข้าจะยอมตายอย่างสมศักดิ์ศรี ดีกว่าคุกเข่าเพื่อมีชีวิตรอด!"

เมื่อสายตาของเย่ฉางชิงมองไปที่พวกมัน มังกรน้ำแต่ละตัวก็ไม่ลังเลเลย พวกมันต่างเลือกที่จะจบชีวิตตนเองทันที

เหล่าอสูรมังกรน้ำ แม้ไม่พูดอะไร แต่ความหยิ่งผยองของพวกมันก็นับว่าไม่ธรรมดา แสดงให้เห็นถึงศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์มังกร พวกมันเลือกที่จะตายดีกว่าจะปล่อยให้เกียรติของมังกรต้องแปดเปื้อน

แต่อาจมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ก็ได้ เพราะมังกรตัวที่แล้วตายอย่างน่าสังเวช น่าจะทำให้มังกรที่เหลือเลือกที่จะจบชีวิตตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมาน

แค่เพียงเย่ฉางชิงมองไปรอบๆ ไม่ต้องยกมือขึ้นเลย แม้แต่น้อย มังกรน้ำกว่าร้อยตัวก็สิ้นชีวิตไปหมดแล้ว ศิษย์ทุกคนต่างก็โห่ร้องด้วยความยินดี

“ศิษย์น้องฉางชิงยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”

"ข้าขอตั้งฉายาให้ศิษย์น้องฉางชิงว่า 'นักฆ่ามังกรที่เก่งที่สุดในใต้หล้า'!"

“สหาย ตั้งได้เหมาะสมอย่างยิ่ง!”

เย่ฉางชิงฟังคำชมเหล่านั้นด้วยความรู้สึกสะอึก เขาคิดว่าพวกศิษย์พี่นี่ไม่รู้จริงๆหรือว่ามังกรน้ำพวกนี้ฆ่าตัวตายเพราะอะไร หรือแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้? หรือพวกเขากำลังพยายามชมเชยตนเพื่อกลบบรรยากาศอึดอัดนี่?

บอกเลยว่าข้า เย่ฉางชิง ไม่หลงไปกับคำสรรเสริญเหล่านี้หรอก!

สุดท้ายเมื่อเหล่าศิษย์พี่เร่งให้เขากลับไปที่ค่ายกล เย่ฉางชิงจึงตัดสินใจกลับไป เนื่องจากฟ้าสว่างแล้ว คงต้องเตรียมอาหารเช้า ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ปล่อยให้ศิษย์พี่คนอื่นๆ จัดการไป

เย่ฉางชิงขี่เสี่ยวไป๋กลับไปยังโรงครัว ศิษย์พี่บางคนได้ขนย้ายศพอสูรน้ำพวกแรกๆ กลับมาไว้ให้แล้ว

เมื่อเห็นกองวัตถุดิบที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ เขาก็เริ่มครุ่นคิดว่าจะทำอะไรดี

คิดไปคิดมา เขาตัดสินใจทำข้าวต้มทะเลละกัน

【ข้าวต้มทะเล: มีรสชาติหวานหอม อร่อยจากการนำสัตว์น้ำหลายชนิดมาผสมกับข้าวสารวิญญาณชั้นยอด ช่วยบำรุงเส้นเอ็นกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณได้เป็นอย่างดี】

การทำข้าวต้มทะเลนั้นไม่ยากนัก แถมส่วนผสมก็สามารถใส่ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกุ้งวิญญาณ ปูยักษ์ หอยเชลล์ ปลาหมึก หรืออะไรก็ใส่ลงไปได้ทั้งนั้น

ยังมีเครื่องปรุงอื่นๆเช่น ต้นหอม ผักชี ฯลฯ

เย่ฉางชิงเริ่มจุดไฟตั้งหม้อขนาดใหญ่ขึ้นทีละหม้อ มีดในมือของเขาขยับรวดเร็วปานสายฟ้า วัตถุดิบถูกเตรียมจนหมดภายในเวลาไม่นาน เขาทำความสะอาดกุ้งปูและหั่นออกอย่างรวดเร็ว

งานเหล่านี้ไม่ยากสำหรับเย่ฉางชิง เพราะทักษะการใช้ดาบของเขานั้นถูกฝึกฝนมาอย่างดี

ไม่นานนัก กลิ่นหอมของข้าวต้มทะเลก็ลอยคลุ้งไปทั่ว เขาทำมากพอสำหรับห้าพันคน ซึ่งเพียงพอสำหรับศิษย์ทุกคนที่เข้าร่วมต่อสู้

ถึงแม้อาหารครั้งนี้จะเยอะ แต่ก็ใช้วัตถุดิบมากพอสมควร เพราะแต่ละคนจะได้กุ้งวิญญาณสองตัวและปูหนึ่งตัว  อสูรห้าหมื่นตัวอาจจะอยู่ได้ไม่นานนัก

เมื่ออาหารเช้าทำเสร็จ เหล่าศิษย์ก็ทยอยมาที่โรงครัว เหมือนพวกเขาตั้งเวลามาอย่างดี

“กลิ่นหอมมาก!”

“นี่คือรสชาติของอสูรทะเลเหรอ?”

“เฮ้ย ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้เลย แบบนี้เสียดายจริงๆ!”

เหล่าศิษย์สูดกลิ่นหอมอย่างกระหาย ราวกับจะดูดกลิ่นหอมในอากาศให้หมดไป

มื้อเช้านี้ไม่มีใครต้องแย่งกัน มีส่วนของทุกคนและจำนวนก็เหลือเฟือพอให้เติมได้

เป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารอันโอชะแบบนี้ ทุกคนไม่ได้ใช้ชาม แต่ยืนอยู่หน้าหม้อใหญ่แล้วเริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

“ฮ่าฮ่า อร่อยจริงๆ!”

ซูเจี้ยนกอดปูที่มีขนาดใหญ่เท่าตัวเขา กัดเนื้อเข้าไปแบบไม่คิดอะไร

เขากินปูอย่างไม่เหลือซาก อะไรที่เป็นเปลือกปู เขาก็ไม่ยอมทิ้งเลยแม้แต่น้อย

ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่ศิษย์คนอื่นๆก็ทำแบบเดียวกัน รวมถึงหลิวซวง หลูยูอู และหวังเย่จากกลุ่มศิษย์ผู้หญิง

ปากพวกเขาเหมือนติดตั้งกรามเหล็ก กัดลงไปที่ปูเสียงดัง “กร๊อบ!”

“เอ่อ…พวกท่านไม่ควรกินปูแบบนี้นะ”

เมื่อได้ยินเสียงเคี้ยวของพวกเขา เย่ฉางชิงไม่สามารถหยุดตัวเองที่จะพูดเตือน พร้อมทั้งสาธิตให้ดู

เปลือกปูไม่ควรกินไปทั้งอย่างนั้น ควรกินแต่เนื้อข้างในเท่านั้น มันถึงจะอร่อยที่สุด

และอสูรปูยักษ์นั้นมีเนื้อให้ทายเยอะมาก ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสียเวลากับการเคี้ยวเปลือกที่ไม่อร่อยเลย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เย่ฉางชิงไม่คาดคิดก็คือ เมื่อเขาทำการสาธิตออกไปเหล่าศิษย์พี่กลับไม่ใส่ใจและตรงกันข้าม พวกเขากลับปฏิเสธ

“จะทิ้งได้ยังไง ปูที่อร่อยแบบนี้”

“ใช่แล้ว เปลือกปูอร่อยสุดๆ เต็มไปด้วยรสชาติ”

“เนื้อปูอร่อยก็จริง แต่เปลือกก็ไม่ควรเสียเปล่า”

“ดูถ้าศิษย์น้องน่าจะไม่เคยลำบากมาก่อนนะ การทิ้งอาหารเป็นเรื่องที่ไม่ควรให้อภัย”

เย่ฉางชิงถูกสวนกลับจนพูดไม่ออก แค่ทำได้แต่ยิ้มให้พวกเขา

ขณะนั้น มีเสียงดังจากทางประตู ปัง! เขาหันไปมองและตกใจสุดขีด

นอกประตูมีศิษย์ที่บาดเจ็บ ถูกพันด้วยผ้าพันแผลเต็มตัว กำลังค่อยๆ คลานเข้ามาอย่างยากลำบาก

ผ้าพันแผลที่เคยขาวสะอาดตอนนี้เต็มไปด้วยเลือด

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

เย่ฉางชิงรีบไปช่วยพยุงศิษย์คนหนึ่งขึ้นมาและถามอย่างเป็นห่วง

“ศิษย์พี่ ท่านเป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

“ข้า...ข้า...ขอกิน...ขอกิน...”

สภาพเขาหนักมาก พูดได้แค่เสียงแผ่วเบา เย่ฉางชิงงุนงง “ท่านต้องการอะไรนะ?”

“ขอ...ขอให้ข้ากินสักคำ...”

เย่ฉางชิงกำลังไตร่ตรองในหัว ถ้าจำไม่ผิด เขาคือศิษย์รับใช้สินะ?

มันบ้าบอจริงๆ เพราะที่พักของศิษย์รับใช้ห่างจากโรงครัวมาก จนเย่ฉางชิงสงสัยว่าเขามาได้อย่างไร

เขาไม่เจ็บปวดบ้างเลยหรือ? ผ้าพันแผลกำลังมีเลือดไหลซึมอยู่เลย

และสุดท้าย สิ่งที่ทำให้พวกเขาฝืนสังขารมาเพื่อกินข้าวต้มทะเลเพียงหนึ่งคำเท่านั้น?

เขาไม่สนใจสีหน้าที่ซีดเซียวของเย่ฉางชิง ยังคงจ้องที่หม้อใหญ่ด้วยสายตาหิวโหย

“ให้ข้า...ให้ข้ากินสักคำ...”

จบบทที่ บทที่ 103 ขอข้าชิมสักคำ...

คัดลอกลิงก์แล้ว