- หน้าแรก
- ระบบอมตะนิรันดร์
- บทที่ 28: โปรดจงยึดถือเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์
บทที่ 28: โปรดจงยึดถือเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์
บทที่ 28: โปรดจงยึดถือเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์
บทที่ 28: โปรดจงยึดถือเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์
หวงฟู่กุ้ย ที่กำลังเคี้ยวผลไม้อบแห้งอย่างเอร็ดอร่อย หันขวับมามองหลินฟานอย่างไม่ใส่ใจ “มีอะไร”
เหล่าศิษย์ที่อยู่โดยรอบพอเห็นสถานการณ์ไม่ดี ก็รีบถอยห่างออกไปทันที พวกเขารู้สึกได้ว่าอีกเดี๋ยวคงจะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ
ศิษย์นอกสำนักระดับสามคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้องของหวงฟู่กุ้ย รีบชี้หน้าหลินฟานทันที “ศิษย์พี่หวงของข้าถามว่าเจ้ามีธุระอะไร”
หลินฟานเดินเลี่ยงไปอีกทาง ก่อนจะแสร้งทำเป็นตบป้ายประจำตัวที่เอวเบาๆ แล้วยกเท้าขึ้นชี้ “เห็นนี่หรือไม่ เจ้าถ่มน้ำลายรดข้า”
ศิษย์ระดับสามคนนั้นอ้าปากเตรียมจะพูดว่า "ถ่มรดเจ้าก็นับเป็นเกียรติของเจ้าแล้ว" แต่พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายประจำตัวของหลินฟาน เขาจึงรีบกลืนคำพูดนั้นกลับลงคอไปทันที “ศิษย์พี่หวง... เจ้าหมอนี่... มันก็เป็นศิษย์ระดับหนึ่งเหมือนกัน”
หวงฟู่กุ้ยยังคงมีท่าทีไม่ยี่หระ “ระดับหนึ่งแล้วยังไง ข้าหวงฟู่กุ้ยก็ระดับหนึ่งเหมือนกันไม่ใช่รึ” เขาหันไปมองหลินฟาน “ถ่มรดเจ้าก็ถ่มไปสิ เจ้าก็แค่เช็ดมันออกก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่รึ”
หลินฟานรู้สึกว่าเจ้าหมอนี่มันช่างอวดดีและไร้มารยาทสิ้นดี หากวันนี้ไม่สั่งสอนมันสักหน่อย ก็คงจะไม่ได้การแล้ว
“ในฐานะศิษย์นอกสำนักระดับหนึ่ง ท่านสมควรเป็นแบบอย่างให้ศิษย์คนอื่นๆ แต่ท่านกลับทำให้พวกเราผิดหวัง ท่านช่างไม่เอาไหนเลยจริงๆ” หลินฟานส่ายหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวังเจือปนความดูแคลนเล็กน้อย
หวงฟู่กุ้ยได้ยินเช่นนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที เขาเป็นคนที่ใส่ใจภาพลักษณ์ของตนเองมากที่สุด “เจ้าหมายความว่ายังไง! ข้าหวงฟู่กุ้ยไม่เป็นแบบอย่างตรงไหน! วันนี้ถ้าเจ้าอธิบายมาให้ชัดเจนไม่ได้ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะอัดเจ้า!” พูดจบเขาก็ถกแขนเสื้อขึ้น อวดอ้างกำปั้นขนาดใหญ่ตรงหน้าหลินฟาน เขามั่นใจในพลังฝีมือขั้นฝึกกายระดับเจ็ดของตนเองมาก
หลินฟานจึงหันไปบอกให้เหล่าศิษย์ที่มุงดูอยู่ช่วยเปิดทาง “เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย พวกท่านลองมองดูบนถนนเส้นนี้สิ พวกท่านเห็นอะไรหรือไม่”
เหล่าศิษย์โดยรอบต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะก้มลงมองพื้นถนน แต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ พวกเขาจึงส่ายหน้า
หลินฟานแสร้งทำเป็นปวดใจอย่างสุดซึ้ง “พวกท่านไม่เห็นจริงๆ รึ ว่าบนพื้นถนนที่สะอาดสะอ้าน... บัดนี้กลับมีเมล็ดผลไม้ที่น่ารังเกียจ ทำลายทัศนียภาพอันสวยงามอยู่เกลื่อนกลาด”
เมื่อหลินฟานชี้ให้ดู เหล่าศิษย์ก็เริ่มพยักหน้าตาม จากนั้นหลินฟานก็กล่าวต่อ “พวกท่านต้องจำไว้ว่า สำนักคือบ้านของเรา การดูแลรักษาต้องอาศัยพวกเราทุกคน แต่เจ้าคนนี้กลับเพิกเฉยต่อบ้านของเรา ทำลายพื้นถนนจนไม่น่ามอง พวกท่านบอกข้าสิว่า ศิษย์พี่แบบนี้ สมควรเป็นแบบอย่างแล้วหรือ”
หวงฟู่กุ้ยเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว 'ไอ้เด็กนี่มันกำลังพูดบ้าอะไรของมัน' เขาจึงตวาดกลับไป “เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลป้ายสีข้า ข้าไปทำลายสำนักตอนไหน!”
หวี่! หวี่!
ในตอนนั้นเอง ก็มีแมลงวันตัวหนึ่งบินมาตอมเมล็ดผลไม้ที่ตกอยู่บนพื้น
“ยังจะบอกว่าไม่ได้ทำอีกรึ!” หลินฟานชี้ไปที่แมลงวันทันที “พวกท่านได้ยินเสียงแมลงวันนั่นหรือไม่ พวกท่านรำคาญมันหรือเปล่า”
เหล่าศิษย์ต่างพยักหน้า “อืม รำคาญจริงๆ นั่นแหละ”
“บางครั้งตอนกลางคืนกำลังจะพักผ่อน พอได้ยินเสียงแบบนี้ก็นอนไม่หลับเลย”
“ใช่ หลังจากฝึกฝน ประสาทสัมผัสของเราก็ไวขึ้น แม้แต่เสียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ยินชัดเจนมาก”
หลินฟานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะชี้ไปที่หวงฟู่กุ้ย “เห็นผลงานของ ท่านหรือยัง! ท่านลองคิดดูสิว่าหากคืนใดคืนหนึ่ง มีศิษย์น้องสักคนกำลังฝึกฝนอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ แต่เป็นเพราะเมล็ดผลไม้ที่ท่านถ่มทิ้งไว้มันล่อแมลงวันมา เสียงหึ่งๆ ของมันอาจจะรบกวนการฝึกฝนของศิษย์น้องคนนั้น จนทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส หรือร้ายแรงที่สุดก็คือตายไปเลย! ท่านบอกข้าสิว่า ในฐานะศิษย์พี่ การกระทำของท่าน มันไม่ต่างอะไรกับการฆาตกรรมศิษย์น้องทางอ้อมเลยไม่ใช่รึ!”
“เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล!” หวงฟู่กุ้ยโกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะสามารถปั้นเรื่องได้เป็นฉากๆ แถมยังพูดจาฉะฉานมีเหตุผลจนคนอื่นเริ่มคล้อยตาม
หลินฟานโบกมืออย่างไม่ใยดี “อย่ามาบอกว่าข้าพูดจาเหลวไหล ในฐานะศิษย์พี่ ท่านต้องกล้ายอมรับความผิดของตนเอง ศิษย์พี่น้องในที่นี้ไม่มีใครใจแคบ พวกเขาพร้อมจะให้อภัยท่านอยู่แล้ว แต่ท่านกลับยังดื้อดึงที่จะโต้เถียง ท่านไม่คิดว่าท่านกำลังทำตัวน่ารังเกียจเกินไปหน่อยรึ”
“ตอนนี้ ข้าจะให้โอกาสท่านหนึ่งครั้ง... กล่าวคำขอโทษต่อข้า... แล้วข้าจะให้อภัยท่าน”
เหล่าศิษย์ที่มุงดูอยู่เริ่มกระซิบกระซาบกัน
“ศิษย์พี่คนนี้พูดถูกนะ ยิ่งคิดตามก็ยิ่งน่ากลัว แม้จะเป็นแค่เมล็ดผลไม้ แต่ก็อาจจะทำให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ ก็ได้”
“ใช่เลย พวกแมลงวันมันชอบตอมของแบบนี้ที่สุด”
“ข้าว่าศิษย์พี่หวงทำไม่ถูกจริงๆ ข้าเห็นด้วยกับที่ศิษย์พี่คนนี้พูด”
“เมื่อก่อนข้าไม่เคยคิดเลยว่าการถ่มเมล็ดผลไม้ลงพื้นมันจะเป็นปัญหา แต่พอมาลองคิดดู ปัญหามันใหญ่จริงๆ ด้วย”
“เขาพูดถูก สำนักคือบ้านของเรา พวกเราทุกคนต้องช่วยกันดูแล”
ใบหน้าของหวงฟู่กุ้ยยิ่งมายิ่งดำคล้ำ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนอีกฝ่ายลากเข้าไปติดกับ เขาทั้งมีพลังฝีมือ มีฐานะร่ำรวย ในสายตาของศิษย์คนอื่นๆ เขาคือศิษย์พี่ที่น่าเคารพนับถือมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ เจ้าเด็กนี่กลับกำลังทำลายชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมานานหลายปีต่อหน้าทุกคน
ทันใดนั้น หลินฟานก็ฉวยโอกาสก้าวเข้าไปแย่งถุงผลไม้อบแห้งมาจากมือของหวงฟู่กุ้ยทันที ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สำหรับการกระทำที่ไร้จิตสำนึกของท่าน ข้าทนดูต่อไปไม่ได้ ข้าในฐานะตัวแทนของศิษย์พี่น้องทุกคน ขอยึดผลไม้อบแห้งของท่านถุงนี้ไว้! ท่านมีอะไรจะคัดค้านหรือไม่”
“ดี... ข้าจำเจ้าไว้แล้ว... เจ้าจำไว้เลย!” หวงฟู่กุ้ยโกรธจนหน้าเขียว แต่เขารู้ดีว่าไม่สามารถโต้เถียงเอาชนะอีกฝ่ายได้ และหากลงมือตอนนี้ก็อาจจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของตนเองมากกว่าเดิม แต่เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้แน่
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แล้วเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย แต่ยังไม่ทันจะเดินไปได้ไกล เขาก็ได้ยินเสียงของหลินฟานดังไล่หลังมาอีก จนเขาแทบอยากจะหันกลับไปฆ่ามันให้ตาย 'วันนี้ฉันมันซวยอะไรวะเนี่ย ก็แค่ถ่มเมล็ดผลไม้ทิ้ง มันต้องหาเรื่องฉันขนาดนี้เลยเหรอ!'
“ช่างเถอะ ไม่ขอโทษก็ไม่เป็นไร ข้าก็ได้แต่หวังว่าเขาจะกลับไปสำนึกผิดในการกระทำของตนเอง และหวังว่าศิษย์พี่น้องทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ โปรดจงยึดถือเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ อย่าได้เอาเยี่ยงอย่างเขาเป็นอันขาด”
เหล่าศิษย์ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขารู้สึกว่าศิษย์พี่คนนี้ช่างมีเหตุผลและเที่ยงธรรมจริงๆ
“เอาล่ะ! รับซื้อเศษเหล็กต่อจ้า! ศิษย์พี่ศิษย์น้องท่านใดมีเศษเหล็กอีกบ้าง! ราคาสูงนะ!”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว หลินฟานก็กลับมาตะโกนขายของต่อ เขาก้มลงหยิบผลไม้อบแห้ง (ที่ยึดมา) ขึ้นมาโยนเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย 'อื้อหือ! รสชาติไม่เลวเลยนี่หว่า'
เขาลอบหัวเราะเหอะๆ ในใจ 'ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! กล้ามาหาเรื่องฉัน ดูสิว่าฉันจะไม่ใช้คำพูดต้อนแกจนมุมได้ยังไง'
บรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เหล่าศิษย์ที่มีเศษเหล็กต่างก็ดีใจที่จะได้เงินค่าขนมเพิ่ม ส่วนพวกที่เคยโยนเศษเหล็กทิ้งไปแล้วต่างก็เสียดายไม่หาย 'อุตส่าห์มีคนโง่มาตั้งราคาสูงรับซื้อขยะแท้ๆ แต่พวกเรากลับพลาดโอกาสไปเสียได้'
'แน่นอนว่า... ถ้าหลินฟานรู้ว่ามีคนแอบเรียกเขาว่าคนโง่ล่ะก็ เขาคงได้ฆ่าคนนั้นตายคาที่แน่ๆ'