- หน้าแรก
- ระบบอมตะนิรันดร์
- บทที่ 14: ข้ามีคำประกาศอีกเยอะ
บทที่ 14: ข้ามีคำประกาศอีกเยอะ
บทที่ 14: ข้ามีคำประกาศอีกเยอะ
บทที่ 14: ข้ามีคำประกาศอีกเยอะ
โครกคราก
ภายใต้สายตาที่จ้องมองกดดันของทั้งสองฝ่าย สุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยกซุปบำรุงชามยักษ์ทั้งสองชามนั้นขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันมีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะเขารู้สึกได้ถึงพลังโลหิตที่พลุ่งพล่านขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างชัดเจน
จางหลงกล่าว “ไม่คิดเลยว่าศิษย์น้องหลินจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ ดูเหมือนว่าโอสถของศิษย์พี่ลู่เมื่อวานนี้จะได้ผลจริงๆ”
อินเสี่ยวเทียนเสริม “ข้าว่า เป็นเพราะร่างกายของศิษย์น้องหลินแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมเสียมากกว่า ต่อให้มีโอสถศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าร่างกายไม่ดีจริง ก็คงไม่ฟื้นตัวเร็วขนาดนี้”
หลินฟานทำทีเป็นภาคภูมิใจ “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ร่างกายของข้านี่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ต่อให้โดนสับสักสิบๆ ครั้ง ข้าก็ไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย วันรุ่งขึ้นก็กลับมาคึกคักได้เหมือนเดิม”
“สมกับเป็นศิษย์แห่งแคว้นเหยียนฮว๋า ต้องมีจิตใจที่ห้าวหาญเช่นนี้”
ในตอนนั้นเอง เสียงอันทรงพลังก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“ศิษย์พี่ลู่ ศิษย์พี่ฟาง” เมื่อทุกคนได้ยินเสียงนั้นก็หันไปมองหน้าประตู
ลู่เต้าเซิงและฟางฉิงก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ ทั้งสองคนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ชัยชนะในสงครามเมื่อวานนี้ แม้จะต้องสูญเสียไปไม่น้อย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ขับไล่สำนักสุริยันกลับไปได้
ฟางฉิงมองไปที่หลินฟานและพยักหน้า “ศิษย์พี่ลู่ เรื่องเมื่อวานข้าก็ได้ยินมาบ้างแล้วเช่นกัน ไม่คิดเลยว่าศิษย์น้องหลินผู้นี้จะห้าวหาญถึงเพียงนี้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับคนนับพันของสำนักสุริยันก็ไม่หวั่นเกรง ซ้ำยังเตรียมพร้อมที่จะปลิดชีพตนเอง ดีกว่ายอมตายด้วยน้ำมือของพวกมัน”
สำหรับคนที่มีความสามารถและจิตใจเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ แม้แต่ฟางฉิงเองก็ยังรู้สึกทึ่งที่ได้พบเจอ
เมื่อได้รับคำชมเชย หลินฟานก็รีบโบกมืออย่างถ่อมตน “โอ้ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ ศิษย์พี่กล่าวเกินไปแล้ว แต่จะว่าไป เมื่อวานมันก็อันตรายจริงๆ นั่นแหละขอรับ ถ้าข้ายืนหยัดไว้ไม่ไหว พวกท่านก็คงไม่ได้เห็นข้าแล้ว”
ลู่เต้าเซิงกล่าว “ศิษย์น้องหลินทำได้ดีมาก คุณงามความดีครั้งนี้ข้าบันทึกไว้หมดแล้ว รอจนกว่าพวกเราจะขับไล่สำนักสุริยันกลับไปได้ เมื่อกลับถึงสำนัก ข้าจะรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปทันที ทางสำนักให้ความสำคัญกับศิษย์ที่มีความกล้าหาญเช่นนี้เสมอ”
หลินฟานรีบกล่าว “ศิษย์พี่ ท่านพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้องแล้ว ในฐานะศิษย์เหยียนฮว๋า การปกป้องบ้านเมืองและสำนักเป็นหน้าที่ แล้วจะมาพูดถึงรางวัลอะไรกันอีก นี่มันคือจิตวิญญาณที่ศิษย์ทุกคนควรจะมีต่างหาก”
แน่นอนว่า ในใจของเขากลับกำลังบ่นอย่างบ้าคลั่ง 'ทำไมทุกครั้งต้องเอาแต่ 'บันทึกไว้' ด้วยวะ ไม่รู้จักแลกเปลี่ยนเป็นของรางวัล ณ ตอนนั้นเลยรึไง อย่างน้อยให้ยาเม็ดข้ามาสักหน่อย มันก็ยังดีไม่ใช่เรอะ'
หลวี่ฉี่หมิงและคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขารู้สึกว่าศิษย์น้องหลินพูดได้ดีมากจริงๆ ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะคิดออกมาได้เองเลย พวกเขาต่างจดจำคำพูดนี้ไว้ในใจและรู้สึกว่าศิษย์น้องหลินผู้นี้ต้องมีความรู้ที่ลึกซึ้งเป็นแน่
ลู่เต้าเซิงมองหลินฟาน “ร่างกายของศิษย์น้องหลินก็ดูเหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว ข้ากำลังคิดว่า เราควรจะให้ศิษย์น้องหลินได้ไปกล่าวปลุกใจต่อหน้าศิษย์คนอื่นๆ เพื่อเผยแพร่จิตวิญญาณอันสูงส่งนี้ พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”
หลวี่ฉี่หมิงตาวาวขึ้นมาทันที “นั่นยอดเยี่ยมไปเลยขอรับ”
อินเสี่ยวเทียนก็พยักหน้าเห็นด้วย “ศิษย์น้องหลินห้าวหาญถึงเพียงนี้ ก็ควรให้ศิษย์พี่น้องคนอื่นๆ ได้รับรู้โดยทั่วกัน”
หลินฟานชะงักไปเล็กน้อย 'ไอ้พวกนี้คิดจะให้ฉันขึ้นไปพูดบนเวทีรึไง' เขาจึงแสร้งถ่อมตน “แบบนี้ จะดีหรือขอรับ”
'ฉันยังไม่ได้เตรียมใจเลยนะเนี่ย'
แต่ลู่เต้าเซิงไม่เปิดโอกาสให้หลินฟานได้ปฏิเสธ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไปกันตอนนี้เลย ในยามนี้ที่ต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานของสำนักสุริยัน เหล่าศิษย์ทุกคนต่างก็เหนื่อยล้าและกดดัน จำเป็นต้องให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแบบเดียวกับศิษย์น้องหลินผู้นี้ เพื่อปลุกความกล้าหาญทั้งหมดออกมาเผชิญหน้ากับศัตรู”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินฟานก็รู้ตัวว่าคงหนีไม่พ้นแล้ว 'แต่ในใจลึกๆ มันก็แอบตื่นเต้นนิดๆ และดีใจหน่อยๆ เหมือนกันแฮะ โตจนป่านนี้ ฉันยังไม่เคยพูดต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย... ว่าแต่... ประโยคแรกฉันควรจะพูดยังไงดีนะ'
ณ ลานกว้าง
ลู่เต้าเซิงออกคำสั่งให้เหล่าศิษย์ทั้งหมดมารวมตัวกัน แม้ชัยชนะเมื่อวานนี้จะช่วยปลุกขวัญกำลังใจได้มาก แต่การที่ต้องเห็นสหายร่วมรบที่คุ้นเคยจากไป ก็ทำให้จิตใจของพวกเขาห่อเหี่ยวไม่น้อย
เมื่อก่อนตอนที่อยู่ในสำนัก วันๆ ก็เอาแต่ฝึกฝนและออกไปทำภารกิจ แต่พอได้มาสัมผัสสนามรบจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันโหดร้ายเพียงใด วันนี้ยังได้พบหน้ากัน พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้
ลู่เต้าเซิงขึ้นไปบนเวที กวาดตามองเหล่าศิษย์เบื้องล่าง “เมื่อวานนี้ สำนักสุริยันได้เปิดฉากรบ แม้พวกเราจะขับไล่มันกลับไปได้ แต่ก็มีศิษย์ของเราไม่น้อยที่ต้องจบชีวิตลงด้วยคมดาบของพวกมัน และในวันเดียวกัน ศิษย์หนึ่งพันคนได้ไปสกัดกั้นการปล้นสะดมที่เมืองเทียนเฟิง และสามารถขับไล่พวกมันกลับไปได้ ในภารกิจนั้น ศิษย์ของเรานามว่าหลินฟาน เขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูเพียงลำพัง แต่กลับไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังเตรียมพร้อมที่จะปลิดชีพตนเอง ดีกว่ายอมตายด้วยน้ำมือของสำนักสุริยัน นี่คือจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่น่าเคารพอย่างแท้จริง”
หลินฟานที่ยืนรออยู่ข้างเวทีฟังแล้วก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย 'แต่เขาก็พูดถูกทุกอย่างแหละนะ จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่แบบนี้ พวกแกไม่นับถือก็บ้าแล้ว... แต่ก็นะ ฉันแค่อยากจะฉวยโอกาสหนี แต่ดันหนีไม่สำเร็จเท่านั้นเอง'
เหล่าศิษย์เบื้องล่างต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เรื่องราวเมื่อวานนี้พวกเขาพอได้ยินมาบ้างแล้ว เดิมทีคิดว่าเป็นภารกิจที่ไปแล้วตายแน่นอน แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้รับชัยชนะกลับมา สำหรับชื่อของหลินฟาน พวกเขาก็เคยได้ยินมาบ้างและต่างก็สงสัยว่าเขาเป็นคนหน้าตาเช่นไร ถึงได้ห้าวหาญถึงเพียงนี้
วินาทีนั้น หลินฟานก้าวขึ้นไปบนเวที เขามองลงไปยังเหล่าศิษย์ที่ยืนกันอยู่อย่างหนาแน่นเบื้องล่าง 'ในใจฉันมันก็แอบประหม่าอยู่เหมือนกันแฮะ'
เขาแสร้งกระแอมเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมขึ้น
“สวัสดี เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย ข้าคือหลินฟาน”
ในชั่วพริบตา เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมาที่เขา แสงที่เปล่งประกายออกมาจากดวงตาเหล่านั้นทำให้เขาแทบจะทนไม่ไหว 'โอ้โห นี่มันแววตาแห่งความศรัทธาชัดๆ' เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ยืดอกขึ้นเล็กน้อย 'ในเมื่อได้เป็นจุดสนใจขนาดนี้ มันก็ต้องแสดงบารมีออกมาหน่อย... แต่ว่า... ตอนนี้ฉันควรจะพูดอะไรดีวะ'
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ ทุกคนต่างจ้องมองหลินฟานด้วยสายตาอันร้อนแรง รอคอยว่าเขาจะพูดอะไรออกมา
หลินฟานถูกสายตาเหล่านั้นจ้องจนชักจะเริ่มเหงื่อตก 'ฉิบหายแล้ว ตอนขึ้นมาดันไม่ได้คิดคำพูดไว้ ตอนนี้ดันคิดไม่ออกซะงั้น' 'ถ้าพูดอะไรธรรมดาๆ ออกไป มันก็คงไม่น่าประทับใจ แต่ถ้าจะให้มันน่าประทับใจ ฉันควรจะพูดอะไรดีล่ะ'
'ต้องรีบคิด ต้องนึกถึงคำประกาศสุดปลุกใจจากโลกเดิมที่ฉันเคยได้ยินมา!'
เกาต้าจ้วงกระซิบถามเบาๆ “เจ้าว่าศิษย์น้องหลินกำลังทำอะไรน่ะ”
อินเสี่ยวเทียนมองหลินฟานด้วยแววตาเลื่อมใส “ศิษย์น้องหลิน เขากำลังรวบรวมอารมณ์อยู่ รอสักครู่เถอะ”
“โอ้... โอ้” เกาต้าจ้วงพยักหน้า เขารู้สึกว่าศิษย์น้องหลินช่างสุดยอดจริงๆ อีกเดี๋ยวต้องพูดอะไรที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินออกมาแน่
ในที่สุด หลินฟานก็นึกออก! เขาสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาของเขาพลันเปลี่ยนไป แผ่บรรยากาศอันห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวออกมา จนส่งผลกระทบต่อทุกคนในที่นั้น พวกเขาต่างจ้องมองหลินฟานและรอคอยอย่างตั้งใจ
“พวกเราเหล่าศิษย์มีหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน! แม้เพียงผืนดินเดียว หรือต้นหญ้าเพียงต้นเดียว ก็ไม่อาจละทิ้ง! เพื่อปกป้องสำนักและบ้านเมือง ต่อให้ต้องสละชีพจนเหลือเพียงคนสุดท้าย ก็จะไม่มีวันถอยแม้แต่ก้าวเดียว!”
หลังจากพูดจบ หลินฟานก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
'แต่เดี๋ยวนะ ทำไมสถานการณ์มันแปลกๆ ทำไมมันเงียบกริบขนาดนี้? หรือว่าที่ฉันพูดไปมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่'
'หรือฉันควรจะพูดบทอื่นเพิ่มดี? อย่างเช่น... "ข้าอยู่สำนักม้วย ข้าม้วยสำนักอยู่!" หรือ "ขาข้าหักแล้ว ไม่ต้องสนใจข้า ข้าขอพลีชีพเพื่อสำนัก!" ...ฉันยังมีคำประกาศเด็ดๆ พวกนี้อีกเยอะเลยนะ'
แต่ในขณะที่หลินฟางกำลังคิดว่าตัวเองพูดแป้กไปแล้วนั่นเอง เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้น “พูดได้ดีมาก!”
ลู่เต้าเซิงตวาดลั่น ดวงตาของเขาแดงก่ำ ในฐานะศิษย์ขั้นปราณปฐพีที่นำทัพออกมาปกป้องบ้านเมือง ถ้อยคำของหลินฟานเมื่อครู่มันช่างโดนใจเขาอย่างจัง
หลินฟานถึงกับผงะเล็กน้อย 'เฮ้อ นึกว่าแป้กซะแล้ว ตกใจหมด'