- หน้าแรก
- ผมเก็บปลาหยกได้ เลยต้องกลายเป็นจอมยุทธ์ในสิบปี
- บทที่ 2 - หมายเลข 1024 และการฝึกนรกยามรุ่งสาง
บทที่ 2 - หมายเลข 1024 และการฝึกนรกยามรุ่งสาง
บทที่ 2 - หมายเลข 1024 และการฝึกนรกยามรุ่งสาง
บทที่ 2 - หมายเลข 1024 และการฝึกนรกยามรุ่งสาง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ในฐานะเด็กใหม่เจ้าของป้ายหมายเลขหนึ่งพันยี่สิบสี่ ตอนแรกไป๋ล่างหลงคิดไปว่าพรรคเกษมสันต์ต้องเป็นพรรคใหญ่อลังการแน่ๆ ถึงได้รับคนงานเข้ามามากมายขนาดนี้ แต่พอลองมองซ้ายมองขวาดูดีๆ แล้ว จำนวนคนก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรขนาดนั้นนี่นา
พอลองไปสืบถามดูถึงได้รู้ความจริงว่า ไอ้วิธีแจกป้ายหมายเลขเนี่ยเขาเริ่มทำกันมาเป็นสิบปีแล้ว รับคนเพิ่มทุกปี นับสะสมมาเรื่อยๆ จนมาถึงคิวของเขาที่เป็นเลขหนึ่งพันยี่สิบสี่พอดี แต่ก็เอาเถอะ ถือว่าไม่เลวร้ายอะไร อย่างน้อยตอนนี้อดีตขอทานน้อยอย่างเขาก็ได้เข้ามาอยู่ในร่มเงาของพรรค โอกาสรอดตายในยุคนี้ก็มีสูงขึ้นเยอะ
แน่นอนว่าด่านแรกคือการเข้าแถวไปอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณ จากนั้นก็รับแจกชุดผ้าเนื้อหยาบคนละสองชุด ต่อด้วยมื้ออาหารที่มีข้าวสาลี ผักสด และเต้าหู้ให้กินแบบไม่อั้น แถมน้ำแกงที่เติมได้ตลอดนั่นก็ยังมีคราบน้ำมันลอยฟฟ่อง พอกินเข้าไปแล้วก็พอจะได้กลิ่นเนื้อสัตว์ให้ชื่นใจอยู่บ้าง
พวกเด็กที่ดูเหมือนลูกท่านหลานเธอที่ตกยากบางคนอาจจะกินไม่ลง แต่สำหรับเด็กรับใช้ส่วนใหญ่แล้ว อาหารมื้อนี้ถือเป็นสวรรค์ชัดๆ ในยุคสมัยแบบนี้เด็กจำนวนมากแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องด้วยซ้ำ ไป๋ล่างเองก็ฟาดเรียบจนพุงกาง เขาหิวโซมานานแล้ว ถึงรสชาติกับข้าวจะงั้นๆ ข้าวจะแข็งไปหน่อย น้ำแกงจะเค็มไปนิด แต่เขาก็ซัดโฮกเข้าไปไม่ยั้ง
พอกินอิ่มดื่มเสร็จ ดูเหมือนจะยังไม่มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติม ชีวิตวันแรกผ่านไปอย่างสุขสบายใช้ได้ เด็กๆ ที่เพิ่งเข้ามาในพรรคเกษมสันต์ต่างคนต่างก็ยังไม่รู้จักกัน ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยเจ็ดแปดขวบไปจนถึงสิบกว่าขวบ จะให้มานั่งจับเข่าคุยกันปุบปับก็คงลำบาก ในลานบ้านพักแห่งนี้มีเด็กอยู่แค่สิบกว่าคนเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำนวนทั้งหมดที่รับสมัครมาในรอบนี้ ไป๋ล่างคร้านจะไปเสวนากับใคร เขาตรงดิ่งไปหาที่นอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงแล้วหลับเป็นตายทันที
วันนี้เจอศึกหนักมาทั้งวัน ทั้งเรื่องช็อกที่ต้องข้ามมิติ ทั้งวิ่งมาราธอนหน้าตั้ง ตอนนี้หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เป็นธรรมดาที่จะต้องของีบหลับ
"นอนซะ นอนซะ ไม่แน่ว่าตื่นมาอีกที ข้าอาจจะกลับไปที่เดิมแล้วก็ได้"
ไป๋ล่างดำดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ... ในยามที่เขาหลับสนิทนั้น บริเวณหน้าอกของเขากลับปรากฏรอยคล้ายรอยสักรูปดวงตาคู่หนึ่งส่องประกายวูบวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง
ก็แหงล่ะ ผู้ข้ามมิติจะไม่ให้มี "สกิลโกง" หรือของวิเศษติดตัวมาได้ยังไงกัน?
คืนแห่งฝันดีผ่านพ้นไป ท้องฟ้ายังไม่ทันสาง เสียงระฆัง 'แก๊งๆๆๆ' ก็ดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำโครมครามเข้ามาในห้องนอน ผ้าห่มของพวกเด็กขี้เซาถูกกระชากออกทันที ตามด้วยเสียงหวายฟาด 'เพี๊ยะๆๆ' ลงบนตัว
"ลุก! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ไอ้พวกหนอนแมลงไร้ค่า! รีบไสหัวลุกขึ้นมา!"
ท่ามกลางเสียงร้องไห้จ้าละหวั่น เด็กทุกคนรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากที่นอน "ห้ามร้อง! พวกแกโชคดีแค่ไหนแล้วที่พรรคคัดเลือกเข้ามา! ตั้งแต่วันนี้ไป ต้องตื่นตั้งแต่ตีสาม! เริ่มฝึกฝนร่างกาย ฝึกวรยุทธ์! รีบๆ พัฒนาตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อพรรคเร็วๆ เข้า!"
ไป๋ล่างปฏิกิริยาไวพอตัว เลยโดนหวายฟาดไปแค่ทีเดียวก็ดีดตัวลุกขึ้นได้แล้ว แถมเขายังไม่ร้องสักแอะ ถึงจะเจ็บจี๊ดแต่ก็กัดฟันทนเอา ในใจไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากนัก ถึงก่อนนอนจะแอบหวังลึกๆ ว่าจะได้กลับบ้าน แต่เขาก็รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อโดนฟาดเรียกสติแล้วก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรม ในฐานะคนยุคใหม่ ไป๋ล่างปรับตัวรับความจริงได้เร็วมาก เขามองชายร่างยักษ์ท่าทางดุดันตรงหน้าก็รู้ทันทีว่า นี่แหละคือครูฝึกสอนมวยของพวกเขา
รับเด็กรับใช้เข้ามา โดยเฉพาะเด็กวัยกำลังโตแบบนี้ แน่นอนว่าไม่ได้กะจะให้มาแค่กวาดบ้านถูพื้น แต่รับมาเพื่อปั้นเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ของพรรค เรื่องนี้ไป๋ล่างเดาได้ตั้งแต่ตอนที่พวกชายฉกรรจ์ตรวจดูกระดูกตอนรับสมัครแล้ว พวกเขาคือหน่วยสำรอง เข้ามาถึงก็ต้องเคี่ยวกรำร่างกายฝึกหมัดมวย ดีไม่ดีอาจจะมีการสอนวิชาเดินลมปราณด้วย ใครที่มีแววรุ่งก็คงได้รับการผลักดันให้เป็นระดับหัวกะทิ ส่วนพวกหัวปานกลางก็คงกลายเป็นลูกกระจ๊อกระดับล่าง
ไป๋ล่างคาดเดาไว้แบบนั้น และดูเหมือนเขาจะเดาถูกเผง หลังจากพวกเด็กๆ แต่งตัวเสร็จและวิ่งออกไปข้างนอก ท้องฟ้ายังมืดตึ๊ดตื๋อ เจ้าเปี๊ยกทั้งหลายถูกต้อนด้วยแส้หวายให้เข้าแถวเรียงหน้ากระดานสามแถว สิ่งที่ครูฝึกพูดต่อมาทำเอาไป๋ล่างมึนตึ้บ
"นั่งม้า! แล้วจินตนาการว่ามีกระแสความร้อนไหลเวียนอยู่ในจุดตันเถียน..."
ไอ้ท่านั่งม้าน่ะเขาเข้าใจ แต่ไอ้การจินตนาการนี่สิมันยากพอดู เพราะมีเด็กบางคนพยายามจินตนาการจนเยี่ยวแตกราดกางเกง... ก็จุดตันเถียนมันอยู่ตรงกระเพาะปัสสาวะพอดีนี่หว่า
"สุดยอดกระบี่ฉี่ทะลวง! ยิงแม่มเลย! ข้าจะยิงให้กระฉูด!"
ในหัวของไป๋ล่างคิดเรื่องบ้าบอพรรค์นี้ พลางมองครูฝึกร่างยักษ์ที่หัวเราะร่าพลางหวดแส้ใส่เจ้าเด็กดวงซวยคนนั้น พูดตามตรงเขาไม่ได้รู้สึกสงสารแถมยังอยากจะขำด้วยซ้ำ มีคนหลุดขำออกมาจริงๆ แล้วรางวัลที่ได้ก็คือรอยหวาย พอสมาธิแตกซ่าน ไอ้กระแสความร้อนบ้าบออะไรนั่นก็หายเกลี้ยง กลายเป็นความรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาแทน แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้
ท่านั่งม้านี่เรียกได้ว่าเป็นทัณฑ์ทรมานชัดๆ ไม่นานขาก็เริ่มชาจนไม่รู้สึกว่าเป็นขาตัวเอง ยิ่งนั่งท่านี้นานๆ มันยิ่งกระตุ้นระบบขับถ่ายยามเช้าดีนักแล
"แม่เจ้าโว้ย ปวดขี้ปวดเยี่ยวกันจังนะ! ไอ้ลูกเต่าพวกนี้มันไม่ได้เรื่องสักตัว!" ชายร่างยักษ์ด่าเปิง แส้หวายในมือหวดขวับๆ ทั้งเร็วทั้งแรง "เจ้าหลิวเฮยท่าคนนี้มือหนักจริงๆ"
ด้วยความที่มีจิตใจเป็นผู้ใหญ่ ไป๋ล่างจึงควบคุมตัวเองได้ เขากัดฟันทนจนไม่โดนฟาด แต่ก็นั่นแหละ แค่ช่วงแรกเท่านั้น พักเดียวเจ้าหลิวเฮยท่าก็เริ่มหวดมั่วซั่ว โดนไป๋ล่างไปหลายทีจนเขาขาอ่อนร่วงลงไปกองกับพื้นเหมือนเด็กคนอื่นๆ
มีเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ เด็กชายวัยประมาณสิบขวบคนหนึ่งตั้งท่าม้าได้อย่างมั่นคงสุดๆ จังหวะการหายใจก็สม่ำเสมอ แม้จะโดนลูกหลงไปหลายแส้แต่ร่างกายกลับไม่ไหวติง หลิวเฮยท่ามองเด็กคนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาตะคอกใส่เด็กคนอื่นให้รีบลุกขึ้นมานั่งม้าต่อ พร้อมกำชับให้หายใจตามจังหวะที่เขาสอน และต้องจินตนาการถึงกระแสร้อนที่ท้องน้อยด้วย
ยากชิบเป๋ง ไป๋ล่างไม่เห็นรู้สึกร้อนอะไรสักนิด แต่สงสัยจะนั่งท่าม้าจนเลยจุดพีค ขาแข้งที่เคยปวดร้าวกลับเริ่มหายชาและหายสั่นไปเอง
ยังมีเด็กอีกหลายคนที่ขาสั่นพั่บๆ แล้วล้มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะโดนทั้งคำด่าและแส้บังคับให้ลุกขึ้น เสียงสะอื้นไห้เบาๆ ดังระงมไปทั่วลานบ้าน เวลาผ่านไปจนไป๋ล่างเริ่มมองเห็นแสงสีม่วงแดงรำไรที่ขอบฟ้า... เช้าแล้ว
"กลืนอากาศ! จินตนาการว่าพวกแกกำลังกลืนกินไอม่วงแห่งดวงตะวันเข้าไปในท้อง! นึกภาพดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าสาดแสงไปทั่วทิศ!" หลิวเฮยท่าคำรามลั่น
"นี่คือการฝึกปราณงั้นรึ?"
ไป๋ล่างรีบทำตามที่หลิวเฮยท่าบอก แต่สิ่งที่ได้ก็แค่กลืนลมเย็นๆ เข้าไปอึกใหญ่ ไม่เห็นรู้สึกพิเศษอะไรเลย เขาแอบเหลมองซ้ายขวา เดาว่าเด็กคนอื่นก็คงเหมือนกัน มีแค่พ่อหนุ่มจอมอึดคนเดิมที่ดูมั่นใจเหลือเกิน ราวกับว่าได้กลืนดวงอาทิตย์เข้าไปจริงๆ หมอนี่คงเป็นพวกสายการแสดงตัวพ่อ... แน่นอนว่าไป๋ล่างแค่คิดปลอบใจตัวเอง เขารู้อยู่เต็มอกว่าถ้าหมอนั่นไม่ใช่อัจฉริยะ ก็ต้องเคยฝึกวิชามาก่อนจนชำนาญแล้วแน่ๆ
แต่เอาเข้าจริง ไป๋ล่างรู้สึกว่าตัวเองก็มีแววอัจฉริยะเหมือนกันนะ จะว่าไปเขานั่งท่าม้ามาจนป่านนี้กลับรู้สึกว่ารับมือไหว แถมพอลองนึกถึงเคล็ดวิชาในนิยายกำลังภายในที่เคยอ่าน เขาเลยสมมติว่าตัวเองกำลังขี่ม้าจริงๆ ปล่อยตัวให้โยกคลอนไปตามจังหวะการวิ่งของม้า... ทั้งที่ชีวิตจริงเขาไม่เคยขี่ม้าเลยสักครั้ง
แต่วิธีนี้ดันได้ผลชะงัด กล้ามเนื้อมีการยืดหยุ่นเล็กน้อย ช่วยคลายความเมื่อยล้าได้ดีเยี่ยม และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเพิ่งจะล้มไปแค่ครั้งเดียวจนถึงตอนนี้
[จบแล้ว]