- หน้าแรก
- ทิ้งคู่หมั้นแสนดี มาเป็นสตรีของจอมมาร
- บทที่ 45 - เพียงธนูดอกนี้ นางก็แพ้แล้ว
บทที่ 45 - เพียงธนูดอกนี้ นางก็แพ้แล้ว
บทที่ 45 - เพียงธนูดอกนี้ นางก็แพ้แล้ว
บทที่ 45 - เพียงธนูดอกนี้ นางก็แพ้แล้ว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขา ในใจของซางหรูอี้พลันบังเกิดความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ขึ้นมา
นางตอบกลับไป "ทำไมจะไม่แข่งล่ะ"
อวี่เหวินเยี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย ส่วนซางหรูอี้สะพายกระบอกธนูขึ้นหลัง แล้วกำคันธนูยาวเดินออกไป
ภายในค่ายทหารเกิดความเงียบงันขึ้นชั่วขณะ
แม้ทุกคนจะตื่นเต้นกับฝีมือการขี่ม้ายิงธนูอันยอดเยี่ยมของหวงกงอี้ แต่คู่แข่งของเขากลับเป็นเพียงสตรี แถมยังเป็นซ่าวฮูหยินแห่งจวนกั๋วกง การแข่งขันนี้มันไม่ยุติธรรมมาตั้งแต่ต้นแล้ว แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางแพ้ แต่ถึงชนะไปก็จะมีเกียรติอะไร
จังหวะนั้นเอง หวงกงอี้กระโดดลงจากหลังม้า แล้วตะโกนบอกซางหรูอี้เสียงดัง "ซ่าวฮูหยิน ข้าเหล่าหวงไม่ใช่คนชอบเอาเปรียบผู้หญิง ท่านไม่ต้องขี่ม้าหรอก แค่ยืนอยู่ตรงนั้น ถ้าท่านยิงถูกเป้าก็ถือว่าท่านชนะแล้ว"
สิ้นคำพูดนี้ ในฝูงชนก็ระเบิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่
คำพูดนี้ก็ฟังดูไม่ผิด แต่หากเป็นเช่นนั้น การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงแต่หวงกงอี้จะเป็นผู้ชนะ แต่คู่แข่งของเขาก็จะกลายเป็นตัวตลกไปก่อนจะเริ่มแข่งเสียอีก
ซางหรูอี้ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ไม่ได้เอ่ยตอบโต้ นางเพียงหันไปมองเป้าธนูที่ว่างเปล่ากลางลานฝึกฝั่งตะวันออก
เงียบไปอึดใจหนึ่ง นางก็เอื้อมมือไปด้านหลัง ดึงลูกธนูออกมาจากกระบอก น้าวกระสุนขึ้นสาย เล็งไปที่เป้าธนูนั้น
การกระทำนี้ เรียกเสียงโห่ฮาจากฝูงชนได้ทันที
แม้ทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าการประลองนี้อาจไม่ยุติธรรม แต่ในเมื่อนางกล้าลงสนาม ทุกคนต่างก็หวังจะได้เห็น "ฝีมือ" ของนางสักหน่อย นึกไม่ถึงว่านางจะยอมรับข้อเสนอที่เหมือนดูถูกนี้จริงๆ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดูแคลน
พอได้ยินเสียงโห่นั้น ต๋าปั๋วรีบหันกลับไปโบกมือห้ามปรามคนด้านหลัง ทหารเหล่านั้นจึงรีบหุบปากเงียบ
ทว่า สายตาเย้ยหยันและบรรยากาศดูถูกเหยียดหยาม ได้โอบล้อมรอบตัวซางหรูอี้ไว้หมดแล้ว
มือของนางสั่นเทาเล็กน้อย เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก
คันธนู... ช่างแตกต่างจากตอนที่นางยังเด็กเหลือเกิน
ในกองทัพไม่มีสตรีและเด็ก ย่อมไม่มีคันธนูขนาดเล็กสำหรับผู้หญิงหรือเด็ก นี่คือคันธนูสำหรับชายชาตรีร่างกำยำ ซางหรูอี้ใช้แรงทั้งหมดที่มี นิ้วชี้ถูกสายธนูบาดจนซีดขาว กว่าจะฝืนง้างออกได้ แต่มือกลับปวดร้าวและสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้ นางไม่มีทางเล็งปลายลูกศรให้ตรงเป้าได้เลย
ถูเช่อเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังร้อนใจจนหน้าซีดเผือด
ในตอนนั้นเอง ข้างหูของซางหรูอี้คล้ายแว่วเสียงอันราบเรียบไร้อารมณ์ดังขึ้นมาอีกครั้ง... ถ้าไม่อยากแข่งแล้ว ข้าจะไปพูดกับเขาให้
แม้จะไม่ได้หันกลับไปมอง นางก็สัมผัสได้ว่าอวี่เหวินเยี่ยกำลังยืนมองดูอยู่ด้วยสายตาเย็นชา
จะให้เขาดูถูกไม่ได้เด็ดขาด
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงได้มีความยึดติดเช่นนี้ แต่พอความคิดนี้ผุดขึ้น ความสับสนว้าวุ่นในใจก็มลายหายไปสิ้น มือที่สั่นเทากลับนิ่งสงบลง ซางหรูอี้หรี่ตา เล็งไปที่จุดสีแดงฉานแสบตากลางเป้านั้น แล้วปล่อยมือทันที
ได้ยินเพียงเสียง 'ฟุ่บ' ประกายแสงเย็นเยียบพุ่งออกไป
คันธนูในมือสั่นสะท้าน ก่อนจะตกลงข้างตัวอย่างหมดแรง ซางหรูอี้รีบเบิกตากว้างมองไปข้างหน้า
ลูกธนู... เข้าเป้าแล้ว
ซางหรูอี้ดีใจจนเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ
แต่แล้ว หัวใจของนางก็ดิ่งวูบลงอีกครั้ง
ลูกธนูเข้าเป้าก็จริง นับว่าวิชาธนูที่ร่ำเรียนมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนไม่ได้สูญเปล่า ทว่ามันกลับห่างจากจุดกึ่งกลางเป้าไปพอสมควร เพียงธนูดอกนี้ นางก็แพ้แล้ว
เวลานั้น มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง ใครบางคนเดินเข้ามาหยุดข้างกายนาง
"ถ้าไม่อยากแข่งแล้ว ข้าจะไปพูดกับเขาให้"
ประโยคเดิมอีกแล้ว
ซางหรูอี้หันกลับไป เห็นเพียงอวี่เหวินเยี่ยยืนอยู่เบื้องหลัง ยังคงมีท่าทีเฉยชา ไม่ยินดียินร้าย ราวกับเป็นเพียงผู้ชมที่ดูการแข่งขันอันไร้ความหมายสำหรับเขา
ซางหรูอี้เอ่ย "ยังแข่งไม่จบเสียหน่อย"
พูดจบ นางก็ขึ้นเสียงสั่ง "จูงม้ามา"
[จบแล้ว]