- หน้าแรก
- ระบบสร้างเมืองอัจฉริยะ ผมจะเป็นเจ้าสัวที่บ้านนอก
- บทที่ 49 - นี่มันตัวอะไร
บทที่ 49 - นี่มันตัวอะไร
บทที่ 49 - นี่มันตัวอะไร
บทที่ 49 - นี่มันตัวอะไร
อำเภอผิงตง
บริษัทก่อสร้างที่สาม เครือลู่เฉียวกรุ๊ปเมืองไท่
ต่งเจี้ยนวางสายจากนายกฯ หวงแห่งสือหลี่อิ๋ง แล้วระลึกถึงเคล็ดลับการเลี้ยงหมูที่เถ้าแก่อวี๋ถ่ายทอดให้ จากนั้นก็ลงมือจดบันทึกอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับผนวกประสบการณ์ด้านวิศวกรรมโยธาเข้าไป เพื่อยกระดับวิธีการเลี้ยงให้ล้ำลึกยิ่งขึ้น
"นี่เรียกว่าศิษย์เก่งกว่าครู..."
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มมาจากลานหน้าตึกสำนักงาน
ต่งเจี้ยนเดินไปดูที่หน้าต่าง
รถพ่วง 23 คัน กำลังทยอยขนรถดัมพ์ 23 คัน รวมถึงรถ BMW คันน้อยของเขาลงจากรถ
"ต่อให้สือหลี่อิ๋งจะซ่าแค่ไหน เจอพ่อฉันเข้าไป ก็ต้องหมอบราบคาบ"
ทันใดนั้น
ผู้จัดการบริษัทก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องทำงาน
"ลูกพี่ รถของพวกเรา เครื่องยนต์หายไป 3 เครื่อง เกียร์หาย 23 ชุด ระบบสตาร์ทไฟฟ้า 23 ชุด ไฟหน้า 23 คู่... รวมๆ แล้วเสียหายเป็นล้าน"
ต่งเจี้ยนชะงักกึก "แม่ง สือหลี่อิ๋งเห็นต่งเจี้ยนคนนี้เป็นไอ้โง่หรือไงวะ"
พูดจบ ก็ต่อสายหาพ่อต่ง
"ผมไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ผมจะกระชากหน้ากากไอ้หวงกานเฉินออกมาให้ได้"
"หวงกานเฉิน? นายกฯ สือหลี่อิ๋งน่ะเหรอ?"
"ใช่!"
"แกจะไปหาเรื่องคนซื่อแบบนั้นทำไม?"
"คนซื่อ?"
"ก็ใช่น่ะสิ สมัยสือหลี่อิ๋งกับเสี่ยวหูเจิ้นเกือบจะก่อสงครามกัน เราก็เลยเปลี่ยนชุดผู้บริหารสือหลี่อิ๋งใหม่หมด เฟ้นหาอยู่นานกว่าจะเจอหวงกานเฉินที่เป็นคนพื้นที่ หัวไว ทำงานจริงจัง มีมนุษยสัมพันธ์ดี แถมยังขี้ขลาดตาขาว ผลพิสูจน์ก็เห็นแล้วว่าหลายปีมานี้เขาทำงานได้ดีมาก ถ้าไม่ใช่เพราะล้อรถหาย สือหลี่อิ๋งคงสงบสุขไปอีกเป็นสิบปี"
"ป๋าตาบอดปะเนี่ย?"
"พูดกับพ่อแกแบบนี้เหรอ?"
"รถดัมพ์ 23 คันของผม เกือบโดนพวกมันชำแหละแยกชิ้นส่วน ล้อรถ BMW สี่ล้อก็หายเกลี้ยง!"
"พ่อฟังผู้บริหารอำเภอผิงตงบอกมาแล้ว นั่นฝีมือพวกตำบลทางแม่น้ำเหนือ สือหลี่อิ๋งอุตส่าห์ไปช่วยแย่งกลับมาให้แก"
"???"
"เสี่ยวเจี้ยน สือหลี่อิ๋งก็จนกรอบอยู่แล้ว แกอย่าไปรีดไถที่ว่าการตำบลเขาเลย เอาเวลาไปคิดเรื่องเลี้ยงหมูเถอะ"
"สัสเอ๊ย!"
ต่งเจี้ยนปาโทรศัพท์ทิ้งทันที แล้วจุดบุหรี่สูบ นั่งลงบนเก้าอี้หนังแท้
รอให้อารมณ์สงบลง ก็เคาะโต๊ะ "พวกเรา!"
เหล่าผู้จัดการ หัวหน้าโครงการ หัวหน้าฝ่ายรื้อถอน ที่รู้สถานการณ์ดีอยู่แล้ว รีบกรูกันเข้ามา "ครับ!"
"เตรียมของ วันนี้เราจะเล่นใหญ่"
"เอาทีมระเบิดไปด้วยไหมครับ?"
"เอาไป ถึงเวลาจุดระเบิดฟังเสียงตูมตามสักหน่อย ให้พวกสือหลี่อิ๋งได้เห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าถิ่นตัวจริง!"
...
ลานจอดรถหมู่บ้านตระกูลอวี๋
ลานกว้างสภาพดูไม่ได้ เต็มไปด้วยชิ้นส่วนรถยนต์กระจัดกระจาย
เพลาหลัง เกียร์ เครื่องยนต์ ไฟหน้า โช้คอัพ ระบบไฟ...
พ่อค้าผักที่มุงดูแยกย้ายกันไปหมดแล้ว
เหลือแค่เถ้าแก่อวี๋ ท่านนายกฯ รองนายกฯ เยว่ตงไหล อาหก ช่างเก๋าจากสถานีเครื่องจักรฯ และเถ้าแก่ร้านซ่อมรถในหมู่บ้านอีกไม่กี่คน
ทุกคนบ้างคาบบุหรี่ บ้างถือกระติกน้ำร้อน บ้างนั่งยองๆ บ้างก็เอามือเปื้อนน้ำมันถูขี้ดิน
ช่างเก๋าจากสถานีเครื่องจักรฯ เอ่ยขึ้น "ไม่มีโครงรถ จะประกอบรถขนส่ง มันยากอยู่นะ"
"ผมพอมีโครงรถอยู่บ้าง" เยว่ตงไหล เจ้าของอู่รถพ่วงฉวนปู้พูดขึ้น "แต่เป็นของที่ผมกับลูกน้องเชื่อมเล่นๆ เวลาว่าง"
"คุณภาพเป็นไง? เครื่องดีเซลนี่ตั้ง 336 แรงม้า ประกอบเข้าไปแล้วกลัวรถจะวิ่งจนหลุดเป็นชิ้นๆ"
"แข็งแรงกว่ารถอีแต๋นแน่นอน"
ที่โรงอิฐสือหลี่อิ๋งมีรถชนิดหนึ่งไว้ขนอิฐขนดินโดยเฉพาะ
ทรงเหลี่ยมๆ เครื่องยนต์ เพลา เกียร์ ตัวทดรอบ ล้วนมาจากรถไถเก่า
จากนั้นช่างเก๋าก็เชื่อมโครง ติดล้อ แล้วยัดชิ้นส่วนรถยนต์สารพัดอย่างเข้าไปตรงที่นั่งข้างคนขับ สุดท้ายติดกระบะ ก็วิ่งฉิว
เนื่องจากรถประกอบเองแบบนี้ หน้าตาไม่เหมือนรถไถ ไม่เหมือนสามล้อเครื่อง ไม่เหมือนรถบรรทุก จึงถูกเรียกว่า 'รถสี่ล้อไม่เหมือนใคร' (ซื่อปู้เซียง/อีแต๋น)
เยว่ตงไหลเสริม "พวกคุณก็รู้ ผู้ชายเราน่ะนะ พอเชื่อมเล่นๆ ก็มักจะใส่จินตนาการบรรเจิดลงไปหน่อย"
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ
ท่านนายกฯ สงสัย "หรือว่าโครงรถพวกนั้นหน้าตาประหลาด?"
"จะว่ายังไงดีล่ะ อันหนึ่งใช้ตีนตะขาบ เลียนแบบฐานรถถัง อันหนึ่งใช้ล้อ เลียนแบบฐานรถหุ้มเกราะ อีกอันดูไม่รู้เรื่อง เหมือนเรือรบวิ่งบนบกมากกว่า"
"..."
"สรุปจะเอาไหม? นั่นมันสมบัติเก่าเก็บสิบกว่าปีของผมเลยนะ ถ้าตีราคาบวกค่าแรง ห้าหกแสนก็เอาไม่อยู่"
ท่านนายกฯ แบมือ "คุณอยากขาย ทางตำบลก็ไม่มีเงินซื้อหรอก"
"ไม่ขาย รอติดเครื่องยนต์เสร็จ ให้ผมลองขับเล่นก็พอ"
"จัดไป!"
เยว่ตงไหลเห็นดังนั้น ก็โทรกลับไปที่อู่ฉวนปู้ ให้ขนโครงรถกับชิ้นส่วนรถยนต์ที่สะสมไว้มาให้หมด
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
ท่านเลขาฯ อาวุโส หิ้วเก้าอี้พับ ฮัมเพลง เดินผ่านลานจอดรถจะไปตากแดดที่ตึกฝรั่ง
เหลือบไปเห็นโครงรถที่เพิ่งขนลงจากรถพ่วง กับชิ้นส่วนรถยนต์เกลื่อนกลาด ดวงตาที่เคยฝ้าฟางพลันลุกวาว
"พวกแกทำอะไรกัน?"
"ประกอบรถขนส่งครับ"
"โครงเหล็กโล่งๆ แบบนี้ไม่มีระบบกันสะเทือน เรียกว่ารถไถได้ด้วยเรอะ? อย่างมากก็แค่รถลาก มานี่ ฉันจะสอนให้"
พวกท่านนายกฯ กับเยว่ตงไหลรู้กิตติศัพท์เรื่องท่านเลขาฯ รู้ภาษารัสเซียและเคยศึกษาคู่มือซ่อมรถศึก...
เดี๋ยวนะ คู่มือซ่อมรถศึก?
"ปู่ไปเดินเล่นที่อื่นเถอะครับ"
"พวกแกไม่รู้อะไร รถศึกของหมีขาว ผลิตจากโรงงานรถไถทั้งนั้น ฉันซ่อมรถศึกเป็น ก็ต้องรู้เรื่องรถไถสิ สร้างรถขนส่งหนักสักสามคัน ช่วยเร่งการเติบโตบริษัทหลานชายห่างๆ ของฉัน ก็เป็นผลดีกับสือหลี่อิ๋งไม่ใช่เรอะ!"
ท่านนายกฯ ลังเลเล็กน้อย "งั้นปู่ช่วยชี้แนะหน่อยครับ?"
"หาแรงงานมาสักสองสามคน ตามฉันกลับบ้านก่อน"
"ไปทำไมครับ?"
"ใต้รางหญ้าวัวที่บ้านเก่าฉัน ยังมีปืนใหญ่ฝังอยู่อีกสองกระบอก... เอ้ย ไม่ใช่ ฝังเคล็ดวิชาซ่อมรถศึกของฉันต่างหาก"
"..."
...
ห้องหนังสือชั้นสอง ตึกฝรั่ง
ประตูหน้าต่างปิดสนิท ดึงม่านบังแสง
อวี๋หยางกับพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม พี่สี่ รวมตัวกันครบองค์ประชุม
บนโต๊ะทำงานวางปืนสั้น ปืนกลมือที่ชโลมน้ำมันจนมันวับ และปืนยาวลี-เอนฟิลด์สภาพกริบอีกสองกระบอก
ยังมีกระสุนทองเหลืองกองพะเนิน
ใช้ชีวิตในที่เถื่อนดิบแบบนี้ บ้านใครจะไม่มีของจริงเก็บไว้บ้าง?
ของพวกนี้คือสมบัติสะสมของปู่
และเพื่อรับมือวิกฤติต่างๆ ตั้งแต่วันที่ยึดโรงอิฐคืน พี่ชายสิบอันดับแรกของบ้านก็เริ่มฝึกยิงปืนในถ้ำเตาเผา
ถึงจะฝึกไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรมาก แต่อย่างน้อยก็รู้วิธีเล็งและจังหวะเหนี่ยวไก
วันนี้ที่ต้องจัดเต็มขนาดนี้
ก็เพราะต่งเจี้ยน
ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง กว่าทั้งสองฝ่ายจะปะทะกันก็ปาเข้าไปหลังปี 06 ซึ่งตอนนั้นการควบคุมเข้มงวดมาก เล่นกันไม่ได้โหดขนาดนี้
แต่ช่วงเวลานี้คือปี 98
อ้างอิงจากข่าวลือในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ตอนต่งเจี้ยนควบรวมบริษัทก่อสร้างที่สองและที่หนึ่ง เขาใช้ความรุนแรงล้วนๆ
ปืนสั้นปืนกลเป็นแค่ของเด็กเล่น
พี่แกเล่นระเบิดตูมตาม กำจัดฝ่ายตรงข้าม แล้วจัดฉากเป็นข่าวโรงงานดอกไม้ไฟระเบิด
ตอนนี้ต้องปะทะกันก่อนกำหนด อวี๋หยางย่อมต้องเตรียมตัวให้พร้อม
แน่นอน ต้องคิดเผื่อด้วยว่าถ้าต่งเจี้ยนม่องเท่ง จะรับมือพ่อต่งยังไง
โชคดีที่ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง พ่อต่งถูกดำเนินคดี อวี๋หยางพอจำข้อหาได้ลางๆ
ขอแค่มีเวลาสร้างหลักฐานย้อนกลับ ก็น่าจะสอยพ่อต่งร่วงได้
ทันใดนั้น
ในทุ่งข้าวสาลีฝั่งโน้น ก็มีเสียงทึบๆ ดังขึ้น เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
อวี๋หยางรีบเดินไปที่ระเบียงชั้นสอง ก้มมองลงไปเห็นต่งเจี้ยนพาคนกลุ่มใหญ่มืดฟ้ามัวดิน พกอาวุธครบมือ บุกเข้ามาในลานจอดรถ
เถ้าแก่อวี๋กับท่านนายกฯ และคนอื่นๆ หลบไปทางประตูทิศเหนือแล้ว
อวี๋หยางเหน็บปืนสั้น เรียกพี่ใหญ่กับพรรคพวกให้เตรียมตุ๋ยหลัง
ไอ้การดวลปืนเนี่ย ว่าอันตรายก็อันตราย แต่จะบอกว่าไม่อันตรายก็ได้ ขอแค่หลบดีๆ โอกาสโดนยิงก็น้อย
ยิ่งเขามีภาพมุมสูง 3 มิติในสายตา คำนวณวิถีกระสุนได้เหมือนเล่นเกมสนุ๊กเกอร์ในคอมพิวเตอร์
อวี๋หยางเดินออกจากตึกฝรั่ง มองคนที่เฝ้าประตูทิศใต้แวบหนึ่ง แล้วเดินเลี้ยวเข้าหมู่บ้านตระกูลอวี๋
กำลังจะปีนกำแพงเข้าลานจอดรถ ก็เห็นท่านเลขาฯ อาวุโสพาแรงงานเข็นปืนใหญ่เปื้อนโคลนออกมาจากบ้านเก่า
ดูจากรูปทรง ไม่น่าใช่ปืนใหญ่ธรรมดา
เหมือนปืนต่อสู้อากาศยานมากกว่า
อวี๋หยางวิ่งเข้าไปหา "นี่มันตัวอะไรครับ?"
"นี่คือปืนใหญ่!"
"ผมถามว่าปืนอะไร?"
"ปืนต่อสู้อากาศยานไง!"
"ปืนต่อสู้อากาศยานยิงคนได้ด้วยเหรอ?"
ท่านเลขาฯ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในลานจอดรถ ทำหน้าดูแคลน "แกใช่ลูกหลานตระกูลอวี๋จริงหรือเปล่าเนี่ย?"
"หมายความว่าไงครับ?"
"นี่แหละข้อเสียของการไม่เคยเป็นทหาร" ท่านเลขาฯ งัดแงะก้นปืน เงยหน้ามองฟ้า "เดี๋ยวทำให้ฟังเสียง"
พูดจบ ก็หมุนพวงมาลัยบังคับอย่างคล่องแคล่ว หันปากกระบอกปืนขึ้นฟ้า
ครู่ต่อมา
ตูม! ปัง!
สิ้นเสียงกระแทกแหลมใส ปากกระบอกปืนพ่นควันโขมง
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ท้องฟ้าก็ระเบิดเป็นดอกไม้ไฟสีดำกลุ่มใหญ่
ท่านเลขาฯ จุดบุหรี่ ท่าทางอวดเบ่งสุดฤทธิ์ "เป็นไง? เอาไอ้นี่ติดบนรถศึก รับรองใครเห็นก็หัวหด"
อวี๋หยางผงกหัวรัวๆ "นี่มันดาเมจวงกว้าง (AOE) ชัดๆ!"
พร้อมส่งสัญญาณให้พี่ใหญ่กับพรรคพวก ลากปืนต่อสู้อากาศยานไปที่ประตูทิศเหนือ แล้วเล็งเข้าไปข้างใน
ยังไม่ทันตะโกนขู่ ก็ได้ยินเสียงต่งเจี้ยนร้องลั่น
"เชี่ยเอ้ย ปืนต่อสู้อากาศยานยิงแนวราบ พวกมึงไม่กลัวขึ้นศาลทหารหรือไงวะ?!"
"หยุดหมุนพวงมาลัยเดี๋ยวนี้ กูยอมแล้ว!"
[จบแล้ว]