- หน้าแรก
- ระบบสร้างเมืองอัจฉริยะ ผมจะเป็นเจ้าสัวที่บ้านนอก
- บทที่ 38 - ความฝันอันยิ่งใหญ่
บทที่ 38 - ความฝันอันยิ่งใหญ่
บทที่ 38 - ความฝันอันยิ่งใหญ่
บทที่ 38 - ความฝันอันยิ่งใหญ่
"ระบบนารวมหรือ ข้าวหม้อใหญ่งั้นเหรอ!"
อวี๋หยางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ในห้องหนังสือของตึกฝรั่ง หยิบบุหรี่หรัวเซียซองอ่อนบนโต๊ะขึ้นมาจุดสูบ
ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ระบบนารวมถูกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก มองว่ารูปแบบนี้บ่มเพาะความเกียจคร้าน ถ่วงความเจริญทางเศรษฐกิจ และทำให้ยิ่งอยู่ยิ่งจน
แต่หารู้ไม่ว่า สถานที่ที่ยังคงรักษารูปแบบนี้ไว้ กลับกลายเป็นที่ที่ผู้คนแย่งกันหัวแตกเพื่อจะเข้าไปอยู่
เช่น กองทัพ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ หน่วยงานราชการ
และในความทรงจำของอวี๋หยาง
ระบบนารวมของสือหลี่อิ๋ง ทุกบ้านแย่งกันเก็บแต้มแรงงาน ทุกกองผลิตแย่งกันสร้างผลงาน
ผู้ใหญ่ทำนาตอนกลางวัน คนแก่สานตะกร้าที่ปากทางหมู่บ้าน เด็กเลิกเรียนไปเกี่ยวหญ้า แม้แต่คนสติไม่สมประกอบหรือพิการ ก็ยังถูกจัดแจงให้ไปนั่งเก็บขี้วัวริมถนน
พอถึงช่วงว่างเว้นจากการทำนา ก็ไปช่วยกันซ่อมถนน สร้างเขื่อน สร้างบ้าน ซ้อมยิงปืน
แม้ผู้รับเหมาทางด่วนจะเงินทุนไม่พอ ชาวบ้านก็ยังช่วยกันสร้างถนนช่วง 385 จนเสร็จ
แม้ความมั่งคั่งส่วนใหญ่จะถูกส่งเข้าคลังหลวง เหลือส่วนน้อยไว้ในท้องถิ่น ชาวบ้านก็ยังเจียดเงินมาซื้อรถไถขนาดใหญ่ได้ห้าคัน เชื่อมประกอบเครื่องมือการเกษตรเอง สร้างเตาเผาแบบอุโมงค์รุ่นใหม่ และตั้งโรงงานถ่านหินอัดก้อน
อย่ามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในพื้นที่ที่ยากจนล้าหลังแห่งนี้ สือหลี่อิ๋งกลับไม่มีใครหนาวตาย และไม่มีใครอดตาย
จนกระทั่งปี 96 สือหลี่อิ๋งถึงถูกเบื้องบนสั่งให้ยุบระบบคอมมูน
และตั้งแต่นั้นมา สือหลี่อิ๋งก็ต้องพึ่งพาเงินงบประมาณถึงจะอยู่รอด
เพราะพอแบ่งที่ดินกันทำกิน คุณต้องส่งส่วยธัญพืช ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสารพัด
ครอบครัวที่มีคนหนุ่มสาวแข็งแรงก็ยังพอทน ผู้ชายออกไปทำงานต่างถิ่น ผู้หญิงอยู่บ้านทำนา
แต่ครอบครัวคนแก่จะทำยังไง?
พวกแกทำได้แค่ยกที่ดินให้ลูกชาย ให้ลูกแบกรับภาระส่งส่วยและค่าใช้จ่าย ส่วนลูกหลานภาระหนักอึ้ง ต่อให้ออกไปทำงานหาเงิน ก็ยังส่งลูกเรียนมัธยมปลายไม่ไหว
ดังนั้น ถ้าจะเช่าที่ดินทำกิน 30,000 ไร่จีนของสือหลี่อิ๋ง ขอแค่อวี๋หยางรับผิดชอบส่งส่วยธัญพืชให้ บริษัทซานหยวนแทบไม่ต้องจ่ายค่าเช่าเลย หรือต่อให้จ่ายแค่ปีละ 10 หยวน ก็ยังมีคนยอม
ถ้าเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีกหน่อย
เช่น ให้เช่าที่ดินแล้วทางเราจะเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า คาดว่าคนแก่ที่ไร้ลูกหลานคงยอมกราบเรียกปู่เดี๋ยวนั้นเลย
หรือถ้าให้เช่าที่ดิน แล้วเราช่วยปรับปรุงเตาเตียงให้ฟรี ชาวบ้านสือหลี่อิ๋งส่วนใหญ่น่าจะแย่งกันควักเงิน 1,500 หยวนมาให้ด้วยซ้ำ
เพราะตอนนี้ธุรกิจต้นอ่อนถั่วลันเตากำลังเฟื่องฟู ชาวบ้านตระกูลอวี๋รวยกันถ้วนหน้า ทำให้คนอื่นมองข้ามปัญหาที่จะเกิดในหน้าร้อน และมองแต่ตัวเงินเป็นหลัก
สรุปคือ การจะรวบที่ดิน 30,000 ไร่จีน ไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้าตัดสินใจจะกลับไปใช้ระบบนารวม ประชากร 13,000 คนของสือหลี่อิ๋ง อย่างน้อย 90% ยินดีจะตามมาด้วย
ดังนั้น อวี๋หยางต้องคิดให้รอบคอบ ว่าจะทำแบบนี้จริงไหม
เพราะระบบนารวมของเขา ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ แต่เป็นเศรษฐกิจเอกชน
พูดง่ายๆ คือ เขาเปิดบริษัท ไม่ใช่เป็นข้าราชการ และยิ่งไม่ใช่นักบุญ เขาแสวงหากำไร
อวี๋หยางจึงหวนนึกถึงความหมายของการได้เกิดใหม่
ตอนเพิ่งเกิดใหม่ เขาคิดแค่จะใช้หนี้
เลยยอมตื่นเช้าไปตลาด ลงมือเก็บเกี่ยวต้นอ่อนเอง หวังจะสร้างฐานะ
พอใช้หนี้หมด เขาคิดแค่จะช่วยพ่อออกมา
เลยช่วยสร้างรายได้ให้หมู่บ้าน ช่วยตำบลดึงดูดการลงทุน ยอมหน้าใหญ่ซื้อรถเบนซ์หน้าโลง AMG แล้วกู้เงินมาสร้างบริษัทการเกษตรอย่างบ้าคลั่ง เพื่อสร้างอิทธิพลให้เบื้องบนหันมาสนใจ
ตอนนี้พ่อกำลังจะออกมาแล้ว เป้าหมายต่อไปคืออะไร
หาเงิน?
มีความรัก?
หรือจะเลียนแบบตาแก่หัวข้าวโพดที่อเมริกาเหนือ ทำภารกิจฟื้นฟูชาติให้เกรียงไกรอีกครั้ง?
อวี๋หยางนึกถึงข้อสุดท้าย เดิมทีจะขำ แต่จู่ๆ ก็ชะงัก
นั่นสิ ได้เกิดใหม่ทั้งที แถมมีสูตรโกงติดตัว จะทำตัวให้มันยิ่งใหญ่หน่อยไม่ได้หรือไง?
"ฟื้นฟูชาติให้เกรียงไกรอีกครั้ง!"
"ฟื้นฟูชาติให้เกรียงไกรอีกครั้ง!"
อวี๋หยางท่องประโยคนี้ซ้ำๆ รู้สึกว่าพลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที
เขาคว้ากระติกน้ำเก็บความร้อน เดินอาดๆ ออกจากตึกฝรั่งไปยังหมู่บ้าน
เป็นช่วงพลบค่ำพอดี
ชาวบ้านที่เลิกงานเดินจับกลุ่มกันกลับบ้าน
พอเจอผู้ใหญ่บ้าน กะว่าจะทักทาย แต่ก็ต้องชะงักไปพร้อมกัน
คุณมึงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเดียวออกมาเดินเนี่ยนะ?
"ผู้ใหญ่ ไม่หนาวเหรอ?"
"เลือดในกายผมกำลังเดือดพล่าน!"
"ผู้ใหญ่ ทางมันลื่น เดินช้าๆ หน่อย"
"ไฟในการทำงานของผมกำลังลุกโชน!"
"..."
ผู้ใหญ่บ้านบ้าไปแล้วแน่ๆ
อวี๋หยางไปหาลูกพี่ลูกน้องคนโตกับคนเล็ก "รวบรวมข้อมูลเจ้าถิ่นจากพวกพ่อค้าผักได้มากแค่ไหนแล้ว?"
"เจ้าถิ่นตำบลรอบๆ มีเยอะพอสมควร แถมต้องจดบันทึกรายชื่อลูกน้องด้วย เลยยุ่งยากนิดหน่อย แต่พวกเราวงกลมจุดที่พวกโจรดักปล้นชอบโผล่ออกมาไว้บนแผนที่ให้แล้ว"
"ขอดูหน่อย"
อวี๋หยางกางแผนที่ดู เห็นวงกลมสีแดงวงไว้ตามตรอกซอกซอยที่มุ่งหน้ามาสือหลี่อิ๋งเต็มไปหมด
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเรียกพ่อค้าผักมาจำนวนหนึ่ง ให้ขับรถการเกษตรมา 9 คัน ติดตั้งตะกร้าสานใบใหญ่
จากนั้นเรียกพี่บึ้ก 156 คน ให้ขึ้นไปนั่งรถละ 14-15 คน พกพลั่วติดมือ แล้วไปยืมของจริงมาจากคลังอาวุธกองกำลังพลเรือนตำบลเผื่อฉุกเฉิน
"พวกนายขับไปตามแผนที่ วนเวียนอยู่แถวจุดวงกลมสีแดง ถ้าโดนดัก ก็ลากตัวกลับมา พรุ่งนี้มารับต้นอ่อนเพิ่มฟรีคันละหนึ่งตะกร้า"
"รับทราบครับ หัวหน้าใหญ่!"
พวกพ่อค้าผักเห็นการจัดทัพแบบนี้ ตื่นเต้นยิ่งกว่าพวกพี่บึ้กเสียอีก
ไม่ใช่แค่ 10 คันที่ได้รับภารกิจ แม้แต่พวกที่ต่อคิวรอรับของ ก็อยากจะเอากับเขาด้วย
อวี๋หยางรีบห้าม "เดี๋ยวไก่ตื่นกันหมด"
อาหกเองก็ตื่นเต้น "พอดีเลย หลุมดินทางเหนือเพิ่งสร้างห้องใต้ดิน ลากตัวพวกมันมา จะได้มีแรงงานขนดิน"
อวี๋หยางยิ้มมุมปาก ห่อตัวด้วยเสื้อโค้ททหาร หมุนสตาร์ทรถไถขนาดใหญ่ของสถานีเครื่องจักรฯ เรียกพี่ใหญ่และพรรคพวกอีกสิบห้าคน พร้อมกับสารวัตรสือหลี่อิ๋งที่แต่งองค์ทรงเครื่องครบชุด แถมด้วยลุงเลขาธิการพรรคที่แบกปืนยาวฮันหยาง ให้ทุกคนนั่งยองๆ ในกระบะหลัง เอาตะกร้าสานครอบหัวไว้ แล้วออกเดินทางเช่นกัน
มีชีวิตมาสองชาติ เขาไม่เคยเจอโจรดักปล้นรถสักที
ครั้งนี้ขอเปิดประสบการณ์หน่อยเถอะ
มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ของตำบลหาญไก หมู่บ้านที่ติดกับมณฑลหนานเหอ
ระหว่างทาง
แรงสั่นสะเทือนของเครื่องดีเซลพลังแรงสูง บวกกับเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม และความตื่นเต้น ทำให้อวี๋หยางอดไม่ได้ที่จะแหกปากร้องเพลง
"ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง..."
"สู้ด้วยลำแข้งให้เกรียงไกร..."
ร้องไปได้ไม่กี่ท่อน ยังไม่ทันถึงจุดหมาย ก็โดนชาวบ้านเจ็ดแปดคนดักรถไว้
อวี๋หยางแกล้งทำตัวเป็นพ่อค้าผัก ควักบุหรี่ออกมาแจก
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับเตือนว่า "พ่อหนุ่ม อ้อมไปทางอื่นเถอะ ข้างหน้ามีพวกนักเลงดักอยู่"
"หือ? แล้วพวกลุงมาทำอะไรกันตรงนี้?"
"ล้อรถของทางอำเภอหาย ถ้ามีคนโดนปล้นแถวหมู่บ้านเรา เดี๋ยวเขาก็หาว่าเป็นคนหมู่บ้านเราทำอีก"
"แล้วลุงรู้จักพวกที่ดักอยู่ข้างหน้าไหม?"
"ไม่เคยคุยด้วย เป็นพวกที่เพิ่งมาใหม่ ฟังเขาว่าน่าจะมาจากฝั่งแม่น้ำเหนือ เราก็อยากจะไล่มันไป แต่หมู่บ้านเราคนหนุ่มสาวน้อย อย่าไปตอแยดีกว่า"
"ไม่เป็นไรครับลุง อากาศหนาว เดี๋ยวผมพาพวกเขาไปหาที่อุ่นๆ อยู่"
อวี๋หยางไม่ฟังคำทัดทาน ขับรถลุยต่อ
และแล้ว พอพ้นหมู่บ้านมาได้นิดเดียว ไฟหน้ารถที่ส่องวูบวาบก็กราดไปโดนชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ริมทาง
มีทั้งคนแก่คนหนุ่ม
บางคนดูประหม่า บางคนหน้าตาเหี้ยมเกรียม
กลางถนนมีก้อนหินกองขวางอยู่
อวี๋หยางหักรถลงข้างทางทำท่าจะกลับรถ อีกฝ่ายก็รีบวิ่งเข้ามาขวาง
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง บนกระบะรถที่หันกลับมา ตะกร้าสานก็ปลิวว่อน ชายฉกรรจ์สิบห้าสิบหกคนถือด้ามพลั่วกระโดดลอยตัวขึ้นมา
กลางอากาศ พร้อมเสียงคำรามลั่น:
"ซุนหงอกงมาแล้วจ้า!"
"???"
[จบแล้ว]