เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตรวจสอบ

ตรวจสอบ

ตรวจสอบ


หนึ่งคนหนึ่งตำหนักทะยานขึ้นฟ้าด้วยความเร็วสูงราวกับจรวดที่พุ่งสู่อวกาศ ในเวลาไม่กี่วินาที ทั้งราฟและตำหนักก็ใกล้จะออกนอกโลก ทันใดนั้นเองเจ้าตัวก็โพล่งขึ้นมาว่า

“ชิบหาย! ลืมบอกให้ลุงโลแกนเปิดม่านบาเรียให้! ถ้าตำหนักนี่ชนกับบาเรียมีหวังระเบิดก่อนแน่! อ๊ากกก ต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง” ราฟที่พึ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นได้แหกปากร้องโวยวายดังลั่นจนเกิดลมพายุออกจากปากที่ทำให้การเคลื่อนที่ของเขาเร็วขึ้นไปอีก

“...”

“มะแหม ไหนๆก็ลอยขึ้นมาไกลจากพื้นโลกเยอะแล้ว คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง หรือถ้าจะเป็นก็คงเกิดความเสียหายน้อยแหละ เน้อ...ซะที่ไหนล่ะว้อยยย!” หลังจากสบถออกมาราฟก็ปล่อยมือออกจากตำหนัก แล้วลอยขึ้นไปด้านบนเพื่อเตรียมยันไม่ให้ตำหนักลอยขึ้นไปชนกับบาเรีย แต่ด้วยความที่ตำหนักถูกลมพายุดันเสริมทำให้มันลอยขึ้นไปเร็วเกินกว่าที่ราฟคิดไว้แล้วชนกับบาเรียทันที

“ไม่นะ!” ราฟที่เห็นว่าไม่สามารถป้องกันได้ก็เร่งใช้ออกด้วยปราณอวกาศสร้างแท่นอากาศบางขนาดกระจกสีดำทะมึนที่มีความสามารถแบบบาเรียซูพริลให้มีขนาดใหญ่ที่สุดเพื่อกันไม่ให้แรงระเบิดและเศษชิ้นส่วนของตำหนักตกใส่ชาวเมือง

“เอาไว้ค่อยโทรให้พวกสมาคมมาช่วยทีหลังละกัน” กล่าวจบราฟก็มองตำหนักที่ชนเข้ากับบาเรีย

ซูมมม

วูบบบ

ซูมมม

“...” ราฟที่เห็นภาพตรงหน้าถึงกับพูดอะไรไม่ออก

“อาเร๊ะ” ราฟรีบบินตามไปรับตำหนักที่ลอยค้างอยู่บนอวกาศก่อนจะพูดกับตัวเองว่า

“ทำไมมันถึงผ่านบาเรียไปเฉยเลยล่ะ อ้อ เพราะปราณของเราก็มาจากบาเรียด้วยนี่เนอะ คลื่นแบบเดียวกันก็เลยผ่านไปได้อย่างไม่ติดขัด ลัคกี้!” ราฟยิ้มกว้างก่อนจะถอนหายใจออกมา

“เห้อ โชคดีไป” ชายหนุ่มสลายพลังที่สร้างขึ้นก่อนจะดันตำหนักให้ลอยห่างจากโลกไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร

“เวลาเหลืออีก 1 นาทีงั้นเหรอ” ราฟมองเวลาในมือถือจากนั้นเขาก็ใช้เนตรสีทองมองเข้าไปภายในตำหนักอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ว่า

“ฮี่ ได้เวลาสนุกแล้วสิ” กล่าวจบชายหนุ่มก็เทเลพอร์ตตัวเองเข้าไปในตำหนัก จากนั้นทุกสิ่งรอบตัวของเขาก็เริ่มช้าลงจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง

.

.

.

.

.

.

เหตุการณ์ตำหนักลอยฟ้าในเมืองนภาครามได้ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่นอกเมืองให้ความสนใจจนสมาคมผู้พิทักษ์ต้องส่งเจ้าหน้าที่สองคนที่ติดตรารูปนกพิราบบินสีขาวไว้ตรงอกซ้ายเข้ามาตรวจสอบ หลังจากที่ทั้งคู่ตรวจสภาพร่างกายของชาวเมืองที่ผ่านไปเห็นเสร็จ หนึ่งในนั้นก็พูดด้วยความงุนงงออกมาว่า

“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกัน ทำไมผู้คนในเมืองนี้ถึงหลับกันหมดเลยล่ะ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจสอบพูดขึ้นหลังจากเดินออกมาจากประตูมิติและเห็นผู้คนในเมืองหลับกันจนหมด

“มิราจ ใช้พลังของนายตรวจสอบทีสิ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เป็นหญิงสาวสวมแว่นกันแดดหันมาพูดกับเจ้าหน้าที่หนุ่มที่มาด้วยกัน

“อืม” ชายที่ถูกเรียกว่ามิราจรับคำหญิงสาวก่อนจะกางมือทั้งสองข้างแตะลงบนพื้นจากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า

“เขตแดนมายา...ภาพเสมือนทวนกระแส”

หลังจากที่มิราจพูดจบก็ปรากฏคลื่นพลังงานวงกลมแผ่ออกมาจากจุดที่ชายหนุ่มอยู่ คลื่นนี้ได้ขยายออกไปไกลกว่า 200 เมตร ก่อนจะมีภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นมาให้ทั้งคู่เห็น

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนเห็นคือภาพของชาวเมืองเทียนหลงที่กำลังใช้ชีวิตประจำวันกันอย่างสงบสุขแต่อยู่ๆพวกเขาก็พากันล้มลงไปอย่างไม่รู้สาเหตุ

“พวกเขาถูกบางสิ่งทำให้สลบงั้นเหรอ แต่ทำไมฉันมองไม่เห็นอะไรเลยล่ะ” หญิงสาวสวมแว่นกันแดดขมวดคิ้ว

“แถมไม่มีปัญหาเรื่องผู้บาดเจ็บเลยด้วย เหมือนกับว่าอยู่ๆพวกเขาก็รู้สึกง่วงนอนแล้วนอนตรงนั้นเลย รถที่ขับอยู่ก็พากันจอดหลับกันหมด” หญิงสาววิเคราะห์ต่อ

“ตัดเรื่องผู้ใช้พลังออกไปได้เลย เมืองนี้มีค่ายกลที่ไม่สามารถใช้พลังได้เว้นแต่พวกตระกูลเทียนและพวกเราที่ได้รับแหวนวารีพิสุทธิ์ไว้ใช้ตรวจสอบเมืองนี้เวลาเกิดปัญหา ฉันว่าสิ่งที่ทำให้ชาวเมืองเป็นแบบนี้อาจเป็นอาวุธชีวภาพรูปแบบกระจายตัวในอากาศ เพราะดูเหมือนชาวเมืองจะสัมผัสอะไรไม่ได้ก่อนที่จะสลบไป” มิราจพูดจบก็ถอนมือออกจากพื้นแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนที่เจ้าหน้าที่หนุ่มจะมองไปยังจุดศูนย์กลางของเมืองเทียนหลงที่ตอนนี้พื้นที่แห่งนั้นกลายเป็นหลุมยักษ์

“ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทิศทางการล้มลงของชาวเมืองมันไปทางตำหนักนภาคราม ที่นั่นมีข้อมูลที่เราตามหาก็ได้”

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกันเถอะ จะได้รีบตรวจสอบแล้วส่งข้อมูลกลับไปให้สมาคมจัดการต่อ” เมื่อได้ฟังในสิ่งที่คู่หูของเธอบอก หญิงสาวก็ทะยานร่างออกไปราวกับสายลม

“แต่คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ต้องอันตร...ยัยนี่! จะมุทะลุเกินไปแล้ว!” มิราจที่เห็นคู่หูพุ่งตัวออกไปบ่นออกมาก่อนจะใช้ท่าร่างทะยานตามไป

“นี่ยัยโรส ทะเล่อทะล่าเข้ามาเขตของตระกูลเทียนแบบนี้เดี๋ยวก็โดนแปดขุนพลจัดการหรอก!” มิราจที่เพิ่งเดินทางมาถึงเขตตำหนักนภาครามเห็นหญิงสาวที่นำหน้ามาก่อนยืนนิ่งอยู่ก็บ่นใส่เธอยกใหญ่

“ฉันว่าพวกเขาคงไม่มาจัดการฉันหรอก” หญิงสาวสวมแว่นกันเอ่ยเสียงเครียดพลางชี้นิ้วไปยังจุดที่ชายสวมแว่นคนหนึ่งกำลังกดมือถืออยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“หือ เธอพูดเรื่องอะ...นั่นมันอินทรีไร้ใจซุนหรงที่เป็นมือขวาของเทียนเฉินนี่...เห้ย! นี่ฉันตาไม่ฝาดไปใช่มั้ย? คนที่นอนอยู่ข้างๆเขาคือเทียนเฉินกับแปดขุนพลงั้นเหรอ! อย่าบอกนะว่าเขาเป็นคนทำทั้งหมดนี่น่ะ!”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงงั้นเขาก็คือคนที่ทำให้เมืองเทียนหลงเป็นแบบนี้ด้วย! นายรีบติดต่อขอกำลังเสริมจากนอกเมืองซะ บอกเขาว่าเราเจอตัวคนทำแล้ว” โรสกล่าวเสียงจริงจังขณะเรียกกริชคู่ที่ด้ามจับสลักลายผีเสื้อสีทองออกมาจากแหวนมิติแล้วตั้งการ์ดเตรียมไว้ ถึงแม้ในใจลึกๆเธอจะรู้ตัวว่าไม่อาจสู้กับคนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ก็ตาม

จบบทที่ ตรวจสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว