เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 60 : แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สอง

ราชันย์เร้นลับ 60 : แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สอง

ราชันย์เร้นลับ 60 : แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สอง


ราชันย์เร้นลับ 60 : แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สอง

 

“ไม่มีปัญหา”

 

ไคลน์พยายามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่สั่นคลอน จากนั้นก็ใช้ศอกซ้ายเท้าบนที่พักแขน และนำปลายนิ้วข้างเดียวกันวางบนหน้าผาก แสร้งว่ากำลังตั้งใจฟัง

 

อัลเจอร์เรียบเรียงคำพูดก่อนจะกล่าว

 

“อันทีโกนัสคือชื่อของตระกูลเก่าแก่โบราณ ประวัติศาสตร์ของพวกมันเริ่มขึ้นในยุคแห่งหายนะซึ่งเกิดก่อนยุคสมัยที่สี่ และยังมีความเกี่ยวพันกับแผ่นศิลาเย้ยเทพที่สอง”

 

แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สอง?

 

มีแผ่นที่สองด้วยหรือ? แล้วมีทั้งหมดกี่แผ่นกันแน่?

 

นัยน์ตาไคลน์พลันหดลีบ ร่างกายเกือบเสียอาการ

 

จากบทสนทนาระหว่างแฮงแมนและจัสติสในครั้งก่อนหน้า มันได้ยินว่า แผ่นศิลาเย้ยเทพคือสิ่งที่บรรจุ 22 เส้นทางสู่การเป็นเทพไว้

 

ของแบบนั้นมีถึงสองอัน… หรืออาจมากกว่า?

 

22 เส้นทางแห่งเทพ… ผู้วิเศษ 22 เส้นทาง

 

สองสิ่งนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันรึเปล่า?

 

ผู้วิเศษทุกเส้นทางสามารถกลายเป็นเทพในท้ายที่สุดอย่างนั้นหรือ?

แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สองได้ทำให้ความคิดของไคลน์เริ่มฟุ้งซ่าน หากไม่เพราะมีหมอกหนาทึบบดบังตนไว้ อากัปกริยาที่เสียอาการคงถูกมิสผู้ชมสังเกตุเห็นไปแล้ว

 

ส่วนเรื่องยุคแห่งหายนะ สำหรับตัวมันที่เป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะนั่นคืออีกชื่อหนึ่งของยุคสมัยที่สาม

 

จากการทบทวนความจำด้านประวัติศาสตร์เมื่อคืนก่อน ยุคสมัยที่สามนั้นถูกแบ่งออกเป็นสองช่วง คือยุครุ่งเรืองและยุคหายนะ

 

“แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สองงั้นหรือ?”

 

ออเดรย์แสดงความไม่รู้ออกมาอย่างซื่อตรง แต่เมื่อตระหนักได้ หล่อนเริ่มเก็บอาการและกลับเข้าสู่ภาวะผู้ชมตามเดิม

 

ถามได้ดีมากมิสจัสติส! ไคลน์ชมเชยในใจ

 

ในฐานะเดอะฟูล หากตนถามออกไปจะส่งผลให้เสียภาพลักษณ์เสียหาย

 

อัลเจอร์แอบชำเลืองเดอะฟูลด้วยหาตา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เปลี่ยนท่าทีหรือส่งเสียงประหลาดใจ มันจึงเริ่มเล่าต่อ

 

“แผ่นศิลาเย้ยเทพแรกปรากฏในยุคสมัยแห่งความมืด หรือรู้จักกันในชื่อยุคสมัยที่สอง ช่วงเวลาที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องดิ้นรนอย่างยากลำบากโดยมีเทพคอยให้ความช่วยเหลือ

“ส่วนแผ่นศิลาเย้ยเทพที่สองปรากฏตัวปลายยุคสมัยที่สาม กล่าวกันว่า มันคือตัวแทนของความหายนะในยุคสมัยนั้น

 

“มีเพียงเจ็ดโบสถ์หลักเท่านั้นที่ทราบเนื้อหาบนศิลาเย้ยเทพทั้งสองแผ่น ตัวผมมีข้อมูลเพียงหางอึ่ง ทราบแค่ว่าเป็นแผ่นศิลาจารึก 22 เส้นทางสู่การเป็นเทพเหมือนกัน แต่ไม่ทราบความแตกต่างที่ชัดเจน”

 

“แล้วศิลาเย้ยเทพที่จักรพรรดิโรซายเคยเห็นเป็นแผ่นที่หนึ่งหรือสองคะ?”

 

ออเดรย์ถามใคร่รู้

 

เมื่อได้ยินประโยคนี้เข้า ไคลน์พลันฉุกคิดได้ วันแรกที่แฮงแมนพูดคุยกับจัสติสเรื่องโอสถ มันระบุชัดเจนว่าชื่อของโอสถมีต้นตอมาจากแผ่นศิลาเย้ยเทพ

 

สอดคล้องกับที่หัวหน้าดันน์เคยเล่าว่า ระบบโอสถในปัจจุบันสมบูรณ์ได้เพราะการเสียสละของบรรพบุรุษและการปรากฏตัวของศิลาเย้ยเทพ…

 

ถ้าอย่างนั้นก็แน่ชัดแล้วว่า โอสถทุกเส้นทางจะนำไปสู่ความเป็นเทพในตอนสุดท้าย

 

ชายหนุ่มตอบคำถามแรกของตัวเองในใจ

 

อัลเจอร์ตอบสั้นห้วน

 

“แผ่นที่สอง”

 

หลังจากได้รับคำตอบ สีหน้าออเดรย์กลับเป็นปรกติ มิได้ต้องการทราบสิ่งใดเพิ่มเติม เธอเข้าสู่ภาวะผู้ชมและคอยจับตามองแฮงแมนต่อ

 

แน่นอน การถูกเพ่งพินิจจากผู้ชมไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีนัก อัลเจอร์พยายามข่มจิตใจมิให้โกรธเคือง มันทราบว่าเธอไม่มีเจตนาร้าย

 

“ระหว่างที่ราชวงศ์โซโลม่อนครองความยิ่งใหญ่ในยุคสมัยที่สี่ แม้ตระกูลอันทีโกนัสจะมีชื่อเสียงในหมู่ชนชั้นสูง แต่พวกมันกลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งจักรวรรดิทูดอร์ นับแต่นั้น พวกมันจึงกลายเป็นตระกูลใหญ่แห่งทวีปเหนืออยู่นาน

 

“ในช่วงเวลาดังกล่าว ตระกูลใหญ่ประจำทวีปอย่างอันทีโกนัส อามุนด์ อับราฮัม เจคอป รวมถึงตระกูลชนชั้นสูงอีกมากในยุคสมัยนั้น ทั้งหมดคือขุมกำลังสำคัญของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในยุคสมัยที่สี่

“ทว่า หลังจาก‘สงครามสี่จักรพรรดิ’จบลงด้วยความตายของจักรพรรดิโลหิตแห่งทูดอร์ จุดยืนของตระกูลอันทีโกนัสเริ่มเกิดการสั่นคลอนทันที พวกมันไม่ใช่ตระกูลชนชั้นสูงอีกต่อไป และถูกเทพเจ็ดตนตามล่าในที่สุด

 

“ผมไม่แน่ใจในเหตุการณ์หลังจากนี้มากนัก ทราบอีกทีก็คือ ตระกูลอันทีโกนัสถูกทำลายอย่างสิ้นซากด้วยฝีมือโบสถ์เทพธิดารัตติกาล

 

“มิสเตอร์ฟูล หากท่านต้องการทราบข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้ เกรงว่าต้องติดต่อกับโบสถ์เทพธิดาเท่านั้น หรือไม่ก็องค์กรลับโบราณสองถึงสามฝ่ายที่อาจมีข้อมูล ท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าผมหมายถึงองค์กรใด”

 

ตูไม่ทราบ…

 

ไคลน์พยักหน้าแสร้งเข้าใจ

 

“อา…”

 

หนึ่งในนั้นอาจเป็นลิทธิเร้นลับที่กำลังตามล่าสุดบันทึก… อีกหนึ่งอาจเป็นนิกายมอสส์ที่หัวหน้าดันน์และลุงนีลล์เล่าให้ฟัง

 

อันสุดท้าย ไม่แน่ใจว่าจะรวมถึงสมาคมแปรจิตด้วยหรือไม่…

 

ขณะไคลน์กำลังไตร่ตรองถึงความน่าจะเป็น อัลเจอร์ได้กล่าวข้อมูลส่วนสุดท้ายที่มันทราบออกมา

 

“ผมไม่ทราบว่าตระกูลอันทีโกนัสถือครองโอสถเส้นทางใดไว้ แต่ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน นิยามที่ผู้คนใช้อธิบายถึงตระกูลอันทีโกนัสจะมีเพียงสองคำเท่านั้น…

 

“คือ‘ประหลาด’และ‘น่าหวาดกลัว’”

 

ประหลาดและน่าหวาดกลัว…

 

เมื่อหวนนึกทึกสมุดบันทึกเล่มดังกล่าว หวนนึกถึงชะตากรรมที่ไคลน์และเพื่อนร่วมชั้นต้องเผชิญ ความตายของมารดารีเอล·บีเบอร์ นิยามที่ว่าค่อยข้างตรงเลยทีเดียว

 

ไคลน์เริ่มเคาะโต๊ะเพื่อส่งสัญญาณ เมื่อเห็นแฮงแมนและจัสติสยังคงเงียบงัน มันเป็นฝ่ายเปิดปากพูด

 

“ยอดเยี่ยมมาก เป็นการชดเชยที่เราพึงพอใจทีเดียว”

 

สาเหตุที่ไคลน์ใช้นิ้วเคาะโต๊ะส่งสัญญาณก่อนเริ่มทำบางสิ่งทุกครั้ง เพื่อให้แฮงแมนและจัสติสเข้าใจว่าตนมีนิสัยชอบเคาะนิ้ว

 

จะได้กลบเกลื่อนการเปิดปิดภาวะเนตรวิญญาณที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

 

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ”

 

อัลเจอร์มิได้กล่าวสิ่งใดต่อ

 

ออเดรย์มองสลับไปมาระหว่างแฮงแมนกับเดอะฟูล เธออมยิ้มเล็กน้อย

 

“ข้อถามคำถามที่สองต่อเลยนะคะ…

 

“โอสถเส้นทางผู้ชมลำดับถัดไปมีชื่อว่าอะไรบ้าง? แล้วฉันจะหาเบาะแสได้จากที่ใด?”

 

เฮ่อ…

 

อยากถามตรงไปตรงมาแบบนี้ได้บ้างจัง

 

ไคลน์ตัดพ้อ มันทำเพียงชำเลืองสายตาไปมองแฮงแมน

 

อัลเจอร์เงียบงันสักพัก

 

“ผมจะบอกให้ก็ได้ ในฐานะที่เป็นผู้ชักนำคุณให้มาอยู่บนเส้นทางนี้

 

“โอสถลำดับแปดของเส้นทางผู้ชมมีชื่อว่า‘นักอ่านใจ’ ส่วนลำดับเจ็ด ชื่อโบราณของมันคือ‘นักจิตวิเคราะห์’ แต่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็น‘นักจิตบำบัด’

 

“ข้อมูลเหล่านี้มาจากปากสมาชิกคนหนึ่งของสมาคมแปรจิต ผมคิดว่าพวกมันคงครอบครองโอสถเส้นทางนี้ไว้”

 

สมาคมแปรจิต…

ผู้สื่อวิญญาณดาลี่ย์เคยใช้วิธีสอบสวนของสมาคมแปรจิตกับเรา แต่หัวหน้าดันน์กลับบอกว่าพวกมันคือสมาคมเสียสติและชั่วร้าย…

 

ไคลน์นั่งเก็บข้อมูลอย่างตั้งใจ

 

“คุณทราบที่อยู่ปัจจุบันของสมาชิกสมาคมแปรจิตไหมคนดังกล่าวไหมคะ?”

 

ออเดรย์ถามด้วยสีหน้าคาดหวัง

 

ไม่ว่าจะนักอ่านใจหรือนักจิตบำบัด ชื่อของพวกมันช่างน่าหลงไหลสำหรับเธอ

 

อัลเจอร์หัวเราะเสียงค่อย มันไม่ได้แสดงท่าทีเช่นนี้บ่อยนัก

 

“ต้องทราบอยู่แล้วครับ… หมอนั่นกำลังนอนจมก้นทะเลแถวๆ มหาสมุทรโซเนียร์ ผมเป็นคนจมเรือของมันกับมือ

 

“หากคุณต้องการทราบเบาะแสเพิ่มเติมของสมาคมแปรจิตที่เหลือ คงต้องขอแสดงความเสียใจล่วงหน้า ผมได้ทำลายเบาะแสเดียวที่มีทิ้งไปแล้ว”

 

มันไม่กังวลว่าตัวจริงจะถูกเปิดเผย สาเหตุเพราะ อัลเจอร์ทำการจมเรือลำดังกล่าวในที่ลับตาคน ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าเป็นฝีมือกัปตันเรือคนใด

“จมไปแล้ว…”

 

ออเดรย์กระอักกระอ่วน เธอสานต่อบทสนทนาไม่ถูก

 

เด็กสาวผมทองสูดลมหายใจหนึ่งฟอดใหญ่โดยไม่รู้ตัวว่าหลุดจากภาวะผู้ชมอีกครั้ง

 

“คำถามที่สาม… อ…เอ่อ สมมตินะคะ จะเกิดอะไรขึ้นหากสัตว์ธรรมดาดื่มโอสถลำดับเก้าเข้าไป?”

 

นี่มัน… คำถามบ้าบออะไรกัน?

 

ไคลน์แอบเคาะหว่างคิ้วเข้าสู่ภาวะเนตรวิญญาณ ทันใดนั้น มันมองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางออร่าด้านอารมณ์ของจัสติส

 

กระวนกระวาย ประหม่า และอับอาย

 

เธอเผลอทำอะไรโง่ๆ ลงไปอย่างนั้นหรือ? ไคลน์ฉงนเล็กน้อย แต่ก็ไม่มองเป็นเรื่องประหลาดนัก เพราะทั้งสองการชุมนุมที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า สมองของมิสจัสติสค่อนข้างกลวง

 

แฮงแมน·อัลเจอร์ มันผงะไปเช่นกัน ก่อนจะมอบคำตอบในอีกหลายวินาทีถัดมา

 

“สัตว์ทั่วไปที่มีสติปัญญาต่ำจะไม่สามารถเข้าฌานเหมือนมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ พวกมันจะเสียชีวิตทันทีหรือไม่ก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่ง

 

“ทว่า หากสัตว์ดังกล่าวรอดชีวิตมาได้ มีโอกาสสูงที่มันจะกลายเป็นสัตว์วิเศษตามชนิดโอสถที่ดื่มเข้าไป ถ้าโอสถช่วยเพิ่มสติปัญญา มันอาจกลายเป็นสัตว์ที่ฉลาดจนถึงขั้นพูดได้”

 

“ขอบคุณค่ะ”

 

ออเดรย์ถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

“ดิฉันไม่มีคำถามแล้ว”

 

อัลเจอร์ครุ่นคิดครู่หนึ่ง มันชั่งใจว่าจะไต่ถามถึงชุมนุมแสงเหนือและผู้สดับดีไหม แต่ท้ายที่สุดก็เลือกจะเงียบไว้

 

“ผมก็เช่นกัน”

 

“แต่เรามีบางสิ่ง”

 

ไคลน์กล่าวโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบท

 

“ซึ่งต้องการความร่วมมือจากพวกเจ้า”

 

ชายหนุ่มยังไม่ออกจากภาวะเนตรวิญญาณ มันจึงมองเห็นอารมณ์หวาดผวาเล็กๆ จากแฮงแมน ส่วนมิสจัสติสนั้นเบาปัญญาเกินกว่าจะตกใจกลัว

 

ไคลน์รีบแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ทั้งสองสบายใจ

 

“ไม่ต้องห่วง เป็นการรบกวนเพียงเล็กน้อย และจะส่งผลดีกับพวกเจ้าแน่นอน คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงไปสักเท่าไร”

 

“เชิญว่ามาได้เลยค่ะ”

 

ออเดรย์กลับเข้าภาวะผู้ชมอีกครั้ง แต่เธอมิอาจมองทะลุเข้าไปในหมอกหนาที่ล้อมรอบตัวเดอะฟูลได้

 

“สุดแล้วแต่ท่าน”

 

อัลเจอร์ขานรับ

 

ไคลน์อมยิ้มก่อนเริ่มอธิบาย

 

“ก่อนหน้านี้ เราเคยบอกไปแล้วว่า จะหาทางทำให้พวกเจ้าแจ้งข่าวล่วงหน้าหากไม่ว่างเข้าร่วมชุมนม

 

“ด้วยวิธีที่เราคิดค้นขึ้น หากพวกเจ้าเกิดติดธุระด่วนในวันจันทร์บ่ายสามโมง สามารถแจ้งล่วงหน้าโดยไม่จำเป็นต้องขังตัวเองในห้องอีกต่อไป”

 

“แบบนั้นเยี่ยมเลย!”

 

ออเดรย์เริ่มคลายปมคิ้วที่ขมวด

 

อัลเจอร์ถามสงสัย

 

“ท่านจะให้เราทำสิ่งใดหรือ?”

 

“สามารถทำได้เองที่บ้าน ค่อยทดลองทำเวลาว่าง ไม่ต้องมากพิธีการนัก ขอเพียงไม่ถูกใครรบกวนก็พอ…

 

“ก่อนอื่น เตรียมเทียนไขและเชิงเทียนไว้ทั้งหมดสี่ชุด หากเป็นเทียนกลิ่นไม้จันทน์จะดีมาก เริ่มด้วยการใส่เทียนลงบนเชิงและจุดไฟ จากนั้นก็นำไปวางไว้ที่สี่มุมห้อง

 

“ถัดมา วางถาดขนมปังขาวไว้ข้างเทียนมุมซ้ายบน วางถาดบะหมี่เฟเนพ็อตไว้ข้างเทียนมุมขวาบน วาดถาดปาเอย่าไว้ข้างเทียนมุมซ้ายล่าง และวางถาดพายเดซี่ไว้ข้างเทียนมุมขวาล่าง…

 

“หลังนั้นก็ลงมือสร้างกำแพงวิญญาณด้วยมีดเงิน”

 

ไคลน์อธิบายวิธีสร้างกำแพงวิญญาณให้มิสจัสติสฟัง แต่ขั้นตอนถูกปรับแต่งเล็กน้อยโดยตัวมันเอง

 

อันที่จริง วิธีการข้างต้นไม่จำเป็นเลยสักนิด เพราะในทางศาสตร์พิธีกรรมเวทมนตร์ ขั้นตอนดังกล่าวมีไว้เพื่อ‘ดึงความสนใจ’จากตัวตนลึกลับหรือเทพทั้งเจ็ด เช่นการใช้เทียนกลิ่นที่เทพธิดาชอบ เพื่อหยิบยืมพลังจากเทพธิดา

 

ทว่า พิธีกรรมในคราวนี้ชี้ตรงมายังตน เครื่องเซ่นสังเวยจึงไม่จำเป็นเลยสักนิด แต่มันพยายามทำให้อลังการและซับซ้อนเข้าไว้ ตัวมันในสายตาจัสติสและแฮงแมนจะได้ดูยิ่งใหญ่

 

แถมหลักปฏิบัติดังกล่าวยังขัดต่อความเชื่อเรื่องตัวเลขนำโชคที่ลุงนีลล์สอน หลักที่ว่า เทียนสองเล่มหมายถึงองค์เทพ

 

“…ผสมบุปผาจันทรา มินท์ทอง บุปผาหลับไหล ตะไคร้หอม และกุหลาบหิน เข้าด้วยกัน จากนั้นก็กลั่นออกมาเป็นสารสกัดของเหลว

 

“เมื่อเสร็จขั้นตอน ให้ลงมือหยดสารสกัดลงบนเทียนไขในแต่ละมุมของห้อง…”

 

หลังจากออเดรย์จดจำขั้นตอนทั้งหมดที่มิสเตอร์ฟูลอธิบายทั้งหมด เธอรีบเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าใคร่รู้

 

“แล้วคาถาล่ะคะ? พวกเราต้องท่องคาถาแบบใด?”

 

อัลเจอร์ที่กำลังจดบันทึกด้วยปากกาหมึกซึมมีอันต้องหยุดเขียน มันเงยหน้าชำเลืองมองเดอะฟูลอย่างสนใจ

 

ไคลน์ที่ร่างกายโอบล้อมด้วยหมอกสีเทาหนาทึบ มันเคาะโต๊ะเบาๆ ก่อนจะกล่าวเป็นภาษาเฮอร์มิสด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ

 

“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกเทา ราชันย์เหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 60 : แผ่นศิลาเย้ยเทพที่สอง

คัดลอกลิงก์แล้ว