เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 59 : จุดเริ่มต้นของโรซาย

ราชันย์เร้นลับ 59 : จุดเริ่มต้นของโรซาย

ราชันย์เร้นลับ 59 : จุดเริ่มต้นของโรซาย


ราชันย์เร้นลับ 59 : จุดเริ่มต้นของโรซาย

 

หลังจากได้ยินคำถาม ออเดรย์มิได้ยกมือรีบตอบเฉกเช่นทุกครั้ง เธอชำเลืองมองทางแฮงแมนด้วยสายตาสงบนิ่งคล้ายกับวิเคราะห์อีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

อัลเจอร์เกร็งตัวเล็กน้อย และเอ่ยปากพูดขึ้นหลังจากเงียบงันสองสามวินาที

 

“ผมรวบรวมไดอารีของจักรพรรดิโรซายได้สองหน้า และบันทึกข้อความไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว”

 

“ดิฉันมีหนึ่งหน้า จำได้แล้วเช่นกัน”

 

ออเดรย์จ้องมองเดอะฟูลที่มีหมอกหนาบดบัง เธอรีบตะโกนตามแฮงแมนเพราะกลัวจะถูกตัดออกจากบทสนทนา

 

“ทำได้ไม่เลว”

 

ไคลน์พยายามระงับอารมณ์ตื่นเต้น มันกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยราวกับมิได้แยแสนัก

 

อาจเป็นเรื่องดีที่พบไดอารีถึงสามหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ถือเป็นข่าวร้าย เพราะตามธรรมชาติแล้ว การรวบรวมไดอารีช่วงแรกควรง่ายที่สุด แต่ละคนสามารถค้นหาจากใกล้ตัวหรือช่องทางข่าวสารที่ใช้ประจำ ซึ่งยิ่งเวลาผ่านไปนาน การคนหาไดอารีก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น

 

“ให้พวกเรา‘แสดง’เลยไหมคะ?”

 

ออเดรย์ไต่ถามเสียงสุขุม

 

“อา…”

 

ไคลน์ผงกศีรษะเบาๆ

 

มันยังคงรักษาอากัปกริยามิให้ตื่นเต้นออกนอกหน้า ไม่อย่างนั้น‘ผู้ชม’อาจผิดสังเกตุ

 

เมื่อกล่าวจบ แผ่นกระดาษหนังและปากกาหมึกซึมสีแดงเข้มพลันปรากฏบนโต๊ะด้านหน้าออเดรย์และอัลเจอร์

 

ทั้งสองจับปากกาและพยายามจินตนาการเนื้อความในไดอารีที่รวบรวมได้ ขณะเดียวกันก็ใส่‘เจตจำนง’ต้องการเปิดเผยความคิดลงไป

 

เพียงไม่นาน อักษรเริ่มถูกบันทึกลงแผ่นกระดาษหนังทีละบรรทัด บางอักษรคมชัดสมบูรณ์แบบ บางอักษรซับซ้อนขยุกขยิก และบางอักษรเอียงเบี้ยวไปจากปรกติ

 

ผ่านไปราวหนึ่งนาที อัลเจอร์และออเดรย์ทำการบรรจุความทรงจำของพวกตนลงแผ่นกระดาษเสร็จสิ้น

 

ไคลน์หยิบกระดาษหนังทั้งสามแผ่นมาถือ

 

หลังจากกวาดสายตาอ่านอย่างคร่าว มันพบว่าไวยากรณ์ในหลายจุดผิดเพี้ยน รวมถึงการขาดหายไปของตัวอักษรและการเขียนผิดอีกหลายจุด

 

แต่บนโลกเก่าเคยมีงานวิจัยหลายชิ้นพิสูจน์แล้วว่า มนุษย์สามารถจับใจความประโยคได้แม้อักษรบางส่วนขาดหายไป

 

แถมไคลน์ยังเป็นนักอ่านนิยายออนไลน์ตัวยง มันคุ้นชินกับคำหยาบที่มักถูกเขียนโดยใช้ดอกจันทร์ละไว้

 

“8 มิถุนายน ขณะกำลังยืนที่หัวเรือ‘บัลลังก์นิลคำราม’ เราทำการกางแขนออกและกล่าวกับ‘กรีน’และ‘เอ็ดเวิร์ด’ว่า…

 

“สมบัติที่ฉันสั่งสมมาทั้งชีวิตจะตกเป็นของพวกนายสองคน แต่พวกนายมีหน้าที่ต้องออกไปค้นหาด้วยตัวเอง! ฉันได้ซ่อนมันไว้ในส่วนลึกสุดของทะเลมหาหมอกแล้ว!

 

“แต่เจ้าบื้อสองคนนั้นกลับไม่เข้าใจมุกตลก แถมยังถามด้วยสีหน้าฉงนอีกว่า ‘คุณยังมีสมบัติอื่นอยู่อีกหรือ?’

 

“น่าเบื่อชะมัด เจ้าพวกนี้ทำตัวไม่สมกับเป็น‘จตุรอาชา’ของฉันเลยสักนิด!”

 

“11 มิถุนายน เราค้นพบเกาะแห่งใหม่บนเส้นทางเดินเรือไม่ปลอดภัย บนเกาะมีสัตว์วิเศษอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่สิ ขอเรียกว่า‘สิ่งมีชีวิตวิเศษ’ก็แล้วกัน แบบนี้เท่กว่าตั้งเยอะ

 

“แต่สัตว์วิเศษพวกนี้หน้าตาประหลาดชะมัด เรามั่นใจว่าถ้าชาร์ล·ดาร์วินถูกส่งข้ามโลกมาถึงที่นี่ หมอนั่นไม่มีทางคิดค้นทฤษฏีวิวัฒนาการได้แน่”

 

“15 พฤษภาคม กรีนมีท่าทีแปลกไป หรือหมอนั่นกำลังถูกพลังบางอย่างครอบงำ?”

 

จักรพรรดิโรซายเริ่มล่องเรือในปีไหนกันนะ? สงสัยต้องค้นประวัติศาสตร์โดยละเอียดจากห้องสมุด ถ้าจำไม่ผิด ทะเลมหาหมอกจะอยู่ทางตะวันตกของสาธารณะรัฐอินทิส

 

ไคลน์อ่านหน้าแรกจบลงอย่างรวดเร็ว มันรีบหยิบกระดาษแผ่นต่อไปขึ้นมา

 

มาถึงจุดนี้ ไคลน์ไม่มีเหตุให้ต้องปิดบังว่าตนสามารถอ่านไดอารีล้ำค่าของจักรพรรดิโรซายออก ความพิเศษของตนจะช่วยให้ภาพลักษณ์ของเดอะฟูลยิ่งใหญ่ขึ้น

 

ออเดรย์และอัลเจอร์ทำเพียงจ้องมองโดยไม่กล่าวสิ่งใด ทั้งสองนั่งรออย่างเงียบงันราวกับไม่ประหลาดใจที่มิสเตอร์ฟูลสามารถอ่านออก

 

และอันที่จริง พวกมันคิดว่าการรอคอยโดยไม่พูดแทรกคือเดียวที่กระทำได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

 

“2 ตุลาคม พวกมันต้องการให้เราแต่งงานกับมิสมาทิลด้าจากตระกูลอาเบลให้ได้! พระเจ้า! เราไม่เคยพบหน้าหล่อนเลยสักครั้ง! ไม่ได้! หัวเด็ดตีนขานก็ต้องปฏิเสธ! ต่อให้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนและอดอยากไปตลอดชีวิตที่เหลือ แต่เราจะไม่มีวันยอมรับการคลุมถุงชนเด็ดขาด!

 

“5 ตุลาคม มิสมาทิลด้าสวยชะมัด… สวยชนิดวัวตายความล้ม”

 

“6 ตุลาคม อุปนิสัยและกริยามารยาทของเธอตรงตามสเปคเราทุกประการ ชักอยากให้งานแต่งมาถึงไวๆ แล้วสิ”

กลืนน้ำตายตัวเองเร็วฉิบ…

 

ไคลน์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มันพยายามไม่ให้อารมณ์ขันหลุดลอดผ่านสายหมอกออกไป

 

ชายหนุ่มเริ่มตระหนักว่า โรซาย·กุสตาฟมิได้บันทึกไดอารีทุกวันในช่วงแรกของชีวิต จะเขียนก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องการรำพัน จดบันทึก หรือระบายอารมณ์

 

สายตาไคลน์เหลือบลงมองส่วนล่างของหน้ากระดาษแผ่นที่สอง มันอ่านออกเสียงประโยคสุดท้ายภายในใจ

 

“9 ตุลาคม พวกมันเริ่มเรียกเราว่า‘บุตรแห่งไอน้ำ’ ฟังดูเจ๋งชะมัด”

 

ไคลน์ค่อนข้างผิดหวังที่เนื้อความสองหน้ากระดาษแรกมีมูลค่าไม่มาก

 

แต่นั่นก็ไม่ส่งผลให้ตนอารมณ์บึ้งตึง มาถึงแผ่นสุดท้าย ชายหนุ่มพบว่ากระดาษแผ่นนี้มีข้อความเขียนไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

 

“21 เมษายน โบสถ์เทพแห่งช่างฝีมือได้เสนอเส้นทางผู้วิเศษให้เราเลือกจำนวนสองเส้นทาง หนึ่งคือ‘นักปราชญ์’ เป็นเส้นทางที่โบสถ์ครอบครองโดยสมบูรณ์ และอีกหนึ่งคือผู้ส่องความลับ แต่เส้นทางชนิดนี้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากโบสถ์ยึดสูตรผลิตโอสถมาจากนิกายมอสส์ที่ล่มสลาย”

 

“22 เมษายน เราตัดสินใจได้ไม่ยาก ต้องเลือกเป็นนักปราชญ์อยู่แล้ว เพราะมันคือเส้นทางที่สมบูรณ์ยังไงล่ะ

 

“หากเราหวังกลับโลกเก่า ด้วยพลังในตอนนี้คงไม่เพียงพอแน่ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังจากตัวตนลึกลับภายนอก แต่เราไม่มีทางทราบได้เลยว่า ตัวตนดังกล่าวจะมีเจตนาดีหรือร้ายกันแน่ เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

 

“ด้วยเหตุนี้ การจะกลับโลกเก่าอย่างปลอดภัยจึงเหลือหนทางเดียว คือการกลายเป็นผู้วิเศษระดับสูง และเส้นทางที่ง่ายที่สุดคือเส้นทางนักปราชญ์ที่โบสถ์มีครบถ้วน!”

 

“23 เมษายน เรากลายเป็นนักปราชญ์เต็มตัวหลังจากการดื่มโอสถ ไม่น่าเชื่อว่า ความรู้สมัยโลกเก่าหวนกลับมาทั้งหมดในทันที ไม่ว่าจะด้านฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา…”

 

“ไม่เพียงความทรงจำจะกลับมา แต่เรายังเข้าใจในบทเรียนที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน สามารถนำมาใช้งานและดัดแปลงได้ดั่งใจนึก! นี่เป็น‘อาชีพ’ที่เกิดมาเพื่อนักเดินทางข้ามโลกอย่างเราชัดๆ!

 

“กล้าพูดได้เต็มปากว่า หากเอาร่ายกายนี้กลับไปสอบเอนทรานซ์ใหม่ตอน ม.6 เราจะได้เข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศแน่นอน แถมยังได้รับทุนเรียนดีในสาขาด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมทั้งหมด”

 

“26 เมษายน เราชื่นชอบการเป็นนักปราชญ์มาก และมีบางสิ่งที่น่าขบคิด เมื่อเราเริ่มแนะนำตัวเองกับคนอื่นว่าเป็นนักปราชญ์ รวมถึงปฏิบัติตัวให้สมกับเป็นนักปราชญ์ เสียงกระซิบที่ดังในหัวเริ่มจางหายไป และการควบคุมอารมณ์สามารถทำได้ดีขึ้นมาก”

 

“หรือนี่จะเป็นการสวมบทบาทที่มิสเตอร์ซาราธหมายถึง? คงเป็นหลักสำคัญของการขจัดผลข้างเคียงโอสถสินะ”

 

เมื่อได้อ่านไดอารี ไคลน์เริ่มตระหนักว่าตนและจักรพรรดิโรซายมีหลายจุดที่แตกต่างกัน

 

ตัวอย่างเช่นการเดินทางกลับโลกเก่า

 

ไคลน์เลี่ยงที่จะเป็นผู้วิเศษระดับสูงเพราะเกิดอาการคลุ้มคลั่งได้ง่าย มันตัดสินใจใช้พิธีกรรมเวทมนตร์และพึงพาพลังตัวตนลึกลับในการกลับโลกเก่า แต่จะกระทำด้วยวิธีปลอดภัยที่สุด ดังนั้นการศึกษาศาสตร์เร้นลับให้ลึกซึ้งคือสิ่งจำเป็น

 

กลับกัน จักรพรรดิโรซายไม่คิดพึ่งพาพลังจากภายนอกโดยเด็ดขาด มันมุ่งเป้าไปที่การเป็นผู้วิเศษระดับสูงและใช้พลังของตัวเองเพื่อส่งตัวเองกลับโลกเก่า ถึงแม้ต้องเสี่ยงกับอาการคลุ้มคลั่งก็ตาม

 

พูดตามตรง มันอิจฉาคนที่กล้าได้กล้าเสียเช่นนี้ บางที อาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักอิจฉาในสิ่งที่ตัวเองบกพร่อง

 

แต่แน่นอน ตัวมันก็ต้องหาทางพัฒนาความแข็งแกร่งควบคู่กันไป จะละทิ้งทางใดทางหนึ่งไม่ได้

 

ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ

 

คำอธิบายเกี่ยวกับการสวมบทบาทช่วยให้ไคลน์มั่นใจว่าทฤษฏีของตนถูกต้อง

 

มันวางกระดาษหนังทั้งสามแผ่นลงและมองไปทางจัสติสกับแฮงแมนด้วยรอยยิ้ม

 

“ต้องขอโทษด้วย อ่านเพลินไปหน่อย”

 

ออเดรย์พยายามระงับความอิจฉา หล่อนทำเพียงฉีกยิ้มกว้าง

 

“ดิฉันเข้าใจค่ะ และหวังว่าจะมีสักวันที่สามารถแลกเปลี่ยนเนื้อหาไดอารีกับท่านได้”

 

“ราคาไม่ถูกนะ”

 

ไคลน์ยังคงอมยิ้ม ก่อนจะชำเลืองสายตามองไปทางฝั่งแฮงแมนที่เงียบงัน

 

ออเดรย์นำมือสองข้างมาประสานไว้บนตักก่อนจะกล่าว

 

“มิสเตอร์ฟูล มิสเตอร์แฮงแมน ดิฉันมีบางเรื่องต้องการไต่ถาม หากพวกคุณต้องการสิ่งแปลกเปลี่ยน กรุณาบอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

 

“ไม่มีปัญหา”

 

อัลเจอร์ตอบเต็มใจ

 

ไคลน์พยักหน้าและเอนหลังพิงพนัก

 

ออเดรย์ครุ่นคิดนานหลายวินาที

 

“คำถามข้อแรกคือ การสวมบทบาทหมายถึงสิ่งใดกันแน่? ดิฉันตระหนักว่าผลข้างเคียงของโอสถลดลงอย่างรวดเร็วในหลายวันที่ผ่านมา หรือจะเป็นเพราะดิฉันสวมบทบาทเป็นผู้ชมมาตลอด?”

 

อัลเจอร์ไม่กล่าว มันเพียงหันมองเดอะฟูลที่หัวโต๊ะคล้ายกับรอฟังคำตอบปากจากผู้เชี่ยวชาญ

 

มือข้างที่ไคลน์มักใช้เคาะโต๊ะ มันนำนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถูกกันสักพักก่อนจะมอบคำตอบ

 

“ขออธิบายด้วยการเปรียบเปรยเพื่อให้เห็นภาพ…

 

“สมมติให้พลังของโอสถคือปราสาทหลังใหญ่ที่ถูกอารักขาเข้มงวด ผลข้างเคียงด้านลบของโอสถคือเจ้าของปราสาทหลังดังกล่าว และตัวเราเป็นเพียงคนนอกหนึ่งเดียวซึ่งไม่มีใครช่วยเหลือ เป้าหมายคือการยึดครองปราสาทหลังนั้นมาเป็นของตัวเอง

 

“การยึดครองทำได้ด้วยสองวิธี หนึ่งก็คือ ใช้กำลังบุกเข้าไป แต่วิธีนี้ไม่รับประกันความสำเร็จ และเราอาจได้รับบาดเจ็บระหว่างลงมือ ต่อให้ครองปราสาทสำเร็จ แต่ร่างกายอาจบาดเจ็บยับเยิน จึงค่อนข้างแน่นอนว่า วิธีนี้ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ยึดครองปราสาท

 

“หนทางที่สองคือ การใช้บัตรเชิญเพื่อเข้าไปในปราสาทอย่างถูกต้อง เมื่อเข้าถึงแกนกลางสำเร็จ การลงมือจำกัดศัตรูที่มีเพียงหนึ่งเดียวย่อมง่ายกว่า

“แต่ปัญหาคือ แขกที่สามารถเข้าไปด้านในจะต้องมีใบหน้าและลักษณะนิสัยตรงตามที่เขียนไว้ในบัตรเชิญเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องปลอมตัวเป็นแขกให้แนบเนียน องค์รักภายนอกจะได้ปล่อยให้ผ่านเข้าไป

 

“พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างหรือยัง?”

 

อัลเจอร์เอ่ยปากถามทันทีที่ไคลน์พูดจบ

 

“หมายความว่า คำบอกใบ้บนบัตรเชิญคือชื่อของโอสถสินะครับ?”

 

“ถูกต้อง”

 

ไคลน์ยืนยันหนักแน่น

 

ออเดรย์นั่งอึ้งไปชั่วขณะ เธอเข้าใจความหมายของ‘สวมบทบาท’อย่างกระจ่างชัดจากคำอธิบายเมื่อครู่

 

หล่อนตะลึงจนหลุดจากภาวะผู้ชมที่รักษาอยู่นาน

 

“เป็นการอธิบายที่เห็นภาพชัดมาก! ด…ดิฉันคิดว่า ฉายาเดอะฟูลเหมาะสมกับตัวท่านแล้ว ทั้งวิธีการอธิบายอย่างชาญฉลาดและความลึกลับ…

 

“ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการสวมบทบาทจะสำคัญขนาดนี้ โชคดีที่ทำตัวเป็นผู้ชมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

เธอชะงักครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ

 

“เป็นคำอธิบายที่มีค่ากับดิฉันมาก คงไม่สบายใจสักเท่าไรหากต้องรับมันไว้ฟรี

 

“มิสเตอร์ฟูลคะ ท่านต้องการสิ่งใดตอบแทนอย่างนั้นหรือ? แต่ดิฉันยังไม่ลืมว่าตัวเองยังคงติดหนี้ไดอารีจักรพรรดิโรซายกับท่านอยู่หนึ่งหน้า”

 

“เอาเป็นหน้าไดอารีเพิ่ม หรือไม่ก็…”

 

ไคลน์ชะงัก

 

ใจจริง มันต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางนักทำนายมากกว่านี้ แต่การถามถึงโอสถระดับต่ำจะทำให้ภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของเดอะฟูลเสื่อมเสีย ความคิดดังกล่าวคงต้องพับเก็บไว้ก่อน ค่อยหลอกถามทางอ้อมในวันหลัง

 

ตนเพิ่งเป็นผู้วิเศษได้ไม่กี่วัน ยังห่างไกลจากการ‘ย่อยพลังสมบูรณ์’อยู่มาก…

 

มันข่มใจและกล่าวต่อด้วยเสียงเรียบเฉย

 

“ข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลอันทีโกนัสทั้งหมด ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน… ถึงเราจะมีข้อมูลเกี่ยวกับมันค่อนข้างมากแล้วก็ตาม”

 

อัลเจอร์ก้มหน้าเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะเงยหน้ามองไปทางหัวโต๊ะและกล่าว

 

“มิสเตอร์ฟูล… เกี่ยวกับตระกูลอันทีโกนัส ผมเชื่อว่า ผมสามารถจ่ายหนี้เก่าที่ติดค้างกับท่านได้ด้วยข้อมูลของพวกมัน”

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 59 : จุดเริ่มต้นของโรซาย

คัดลอกลิงก์แล้ว