เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 45 : กลับมาสู่

ราชันย์เร้นลับ 45 : กลับมาสู่

ราชันย์เร้นลับ 45 : กลับมาสู่


ราชันย์เร้นลับ 45 : กลับมาสู่

 

สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสอยู่ภายในตึกเดียวกับที่คนร้ายลักพาตัวหลบซ่อน แถมยังเป็นห้องตรงข้าม!

 

อาจฟังดูบังเอิญจนยากจะเชื่อ แต่ไคลน์มั่นใจว่าการตีความของตนไม่ผิดพลาด

 

ชายหนุ่มลุกพรวดจากเตียง มันถอดชุดนอนที่ใส่ประจำออก เชิ้ตขาวซึ่งเป็นชุดทำงานถูกหยิบขึ้นมาสวมพร้อมติดกระดุมจากบนลงล่าง

 

หนึ่งเม็ด สองเม็ด สามเม็ด… ไคลน์ติดกระดุมพลาดจนซ้ายขวาเยื้องไม่เท่ากัน

 

เมื่อไล่ย้อนดู มันพบว่าตนติดผิดตั้งแต่เม็ดแรก ส่งผลให้กระดุมทุกเม็ดที่เหลือผิดพลาดหมด

 

ชายหนุ่มส่ายศีรษะตำหนิตัวเอง ลมหายใจถูกสูดเต็มปอด ไคลน์ถึงกับพึ่งพาการเข้าฌานเพื่อให้จิตใจสงบ

 

เมื่อสวมเชิ้ตขาวเสร็จ มันนำซองปืนรักแร้มาสวมและรัดสาย ก่อนจะก้มหยิบปืนใต้หมอนใส่ซองล็อคไว้แน่นหนา

 

ไม่มีเวลาแม้แต่จะติดโบว์หูกระต่าย ไคลน์รีบคว้าสูทดำตัวนอกสวมทับ มือขวาถือหมวกทรงกึ่งสูง มือซ้ายถือไม้ค้ำเลี่ยมเงิน สองเท้าย่างกรายหยุดหน้าประตูห้องนอน

 

เมื่อสวมและจัดระเบียบหมวกผ้าไหมเรียบร้อย ชายหนุ่มเปิดประตูออกไป เบื้องหน้าเป็นทางเดินยาวชั้นสองของบ้าน

 

ไคลน์หันหลังปิดประตูห้องนอนด้วยเสียงเงียบเชียบ ฝ่าเท้าบรรจงย่องลงบันไดประหนึ่งหัวขโมยช่ำชอง เมื่อถึงชั้นล่าง มันนำปากกาหมึกซึมออกมาเขียนโน้ตแจ้งว่าต้องออกไปทำงานเช้ากว่าปรกติ ต้องขอโทษที่ลืมบอกล่วงหน้า

 

ในวินาทีที่เปิดประตูบ้าน สายลมเย็นด้านนอกโชยปะทะจนจิตใจสงบ

 

ถนนที่ดารารัตน์ทั้งมืดละเงียบสงบปราศจากผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงแสงสลัวของโคมไฟแก๊สสาธารณะสองข้างทาง

 

ไคลน์หยิบนาฬิกาพกออกมาปิดฝา เข็มชั่วโมงบนหน้าปัดชี้ไปยังเลขหก หมายถึงยามหกโมงเช้าซึ่งใกล้สว่างเต็มที

 

จันทร์แดงบนท้องฟ้ายังไม่เลือนหายโดยสมบูรณ์ แต่อีกไม่นาน แดดทองอร่ามยามเช้าจะเข้ามาแทนที่

 

ขณะคิดเช่ารถม้าส่วนตัวแสนแพง มันเหลือบเห็นรถม้าสาธารณะแบบไร้รางกำลังวิ่งเข้ามาใกล้

 

“เช้าขนาดนี้มีรถม้าสาธารณะด้วยหรือ?”

 

ไคลน์ค่อนข้างฉงน แต่มันก็เดินไปดักหน้าเพื่อโบกหยุด

 

“สวัสดีตอนเช้าครับมิสเตอร์”

 

คนขับหยุดม้าอย่างชำนาญ

 

พนักงานเก็บค่าโดยสายยื่นมือมาหาพลางอ้าปากหาว

 

“ถนนซุตแลน”

 

ไคลน์หยิบเหรียญหนึ่งเพนนีสองเหรียญจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะล้วงหยิบเศษ‘ครึ่งเพนนี’อีกจำนวนหนึ่งเพื่อสมทบให้ครบ

 

“สี่เพนนี”

 

พนักงานเก็บเงินบอกราคาฉะฉาน

 

หลังจากจ่ายเงินและดึงตัวขึ้นไปนั่งในห้องโดยสาร ชายหนุ่มพบว่าเที่ยวขบวนยังคงเปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คน นับเป็นความอ้างว้างที่ไม่คุ้นชินท่ามกลางค่ำคืนอับแสง

 

“คุณเป็นคนแรก”

 

คนขับรถม้าหันมายิ้ม

 

ขณะเดียวกัน ม้าสีน้ำตาลสองตัวเร่งฝีเท้าควบผ่านถนนดารารันต์ด้วยความเร็วปานกลาง

 

“ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ยักทราบมาก่อนว่ารถม้าสาธารณะจะมีรอบเช้าขนาดนี้ด้วย”

 

ไคลน์เลือกที่นั่งใกล้คนขับ มันหาเรื่องคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อข่มอารมณ์ตื่นเต้นภายในหัว

 

คนขับรถม้ายิ้มจืดชืดก่อนตัดพ้อ

 

“วิ่งตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสามทุ่ม แต่ค่าแรงของผมแค่สัปดาห์ละหนึ่งปอนด์”

 

“ไม่มีพักเลยหรือ?”

 

ไคลน์ขมวดคิ้วถาม

 

“หยุดสัปดาห์ละหนึ่งวัน”

 

น้ำเสียงคนขับเริ่มทุ้มต่ำ

 

พนักงานเก็บเงินช่วยเสริม

 

“ช่วงเช้า พวกเราวิ่งตั้งแต่หกโมงถึงสิบเอ็ดโมง จากนั้นก็หยุดพักจนถึงบ่ายแก่ ก่อนจะกลับมาเปลี่ยนกะกับเพื่อนร่วมงานในช่วงหกโมงเย็น ต่อให้เราไม่อยากพัก แต่ม้าก็ต้องได้พักบ้าง”

 

“เมิื่อก่อนไม่มีหรอกนะ ถึงได้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง คนขับรถม้าต้องทำงานทั้งวันจนไม่มีสติควบคุมม้า รวมถึงม้าที่เหนื่อยล้าจนรถเสียหลัก เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจนต้องมีกฎหมายผลัดเวรรองรับ… ไม่อย่างนั้น ไอ้พวกนายทุนหน้าเงินคงไม่คิดแยแส!”

 

คนรับรถม้าสบถเดือดดาล

 

ท่ามกลางบรรยากาศเข้าใกล้รุ่งเช้าเข้าไปทุกขณะ รถม้าเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ โดยมีปลายทางเป็นถนนซุตแลน ระหว่างทางจอดแวะรับผู้โดยสารอีกราวเจ็ดถึงแปด

 

เมื่อไคลน์เริ่มผ่อนคลาย มันหยุดบทสนทนาและหลับตาลง สมาธิทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับเมื่อวาน หวังว่าจะเก็บตกในสิ่งที่หลงลืมให้ครบถ้วน

 

กระทั่งแสงแดดยามเช้าส่องสว่าง ดวงจันทร์ถูกแทนที่ด้วยดวงอาทิตย์ รถม้านำตัวชายหนุ่มมาส่งถึงที่หมาย ถนนซุตแลน

 

ไคลน์ถอดหมวกพร้อมกับก้มศีรษะ ก่อนจะกระโดดลงห้องโดยสารรถม้าด้วยมาดสุภาพบุรุษสุดเท่

 

เป้าหมายการเดินเท้าคือบ้านเลขที่ 36 ของถนนซุตแลน หลังจากเดินย่ำขั้นบันไดไม่นาน มันก็ถึงบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬโดยสวัสดิภาพ

 

ประตูปิดสนิท… ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ปัจจุบันยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการ

 

ไคลน์หยิบพวกกุญแจทองเหลืองที่เอวเพื่อควานหากุญแจสำนักงาน เมื่อหาจนพบ ชายหนุ่มหยิบมันเสียบเข้าไปในช่องกลอนก่อนจะบิดไข

 

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ภาพแรกที่เห็นคือชายผมดำนัยน์ตาเขียวซึ่งร่วมทำภารกิจกับตนเมื่อวาน เลียวนาร์ด·มิเชล มันนั่งสูดกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อดัง

 

“ชอบซิการ์มากกว่าแฮะ… หืม? ทำไมวันนี้คุณมาเช้านัก?”

 

เหยี่ยวราตรีกลิ่นอายนักกวีถามไคลน์ด้วยท่าทีเกียจคร้านผ่อนคลาย

 

“หัวหน้าอยู่ไหม?”

 

ไคลน์ไม่ตอบ มันตั้งคำถามแทน

 

เลียวนาร์ดชี้ไปยังฉากกั้น

 

“ในห้องทำงาน… หัวหน้าเป็นผู้ไร้หลับระดับสูง เขาต้องการเวลานอนเพียงวันละสองชั่วโมงเท่านั้น สะดวกสบายชะมัด พวกเจ้าของโรงงานคงชื่นชอบโอสถผู้ไร้หลับมากเป็นพิเศษ”

 

ไคลน์พยักหน้าและเดินผ่านฉากกั้นไป

 

เมื่อถึงหน้าห้อง มันพบว่าประตูเปิดค้างอยู่ และดันน์·สมิทกำลังยืนใกล้กับทางเข้า

 

“มีอะไรอย่างนั้นหรือ?”

 

ดันน์ในชุดกันลมสีดำถามเสียงขรึม

 

“ผมสัมผัสถึงเดจาวูได้ ต้องเป็นสมุดบันทึกไม่ผิดแน่ สมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส!”

 

ไคลน์พยายามอธิบายให้ชัดเจนและสมเหตุสมผล

 

“อยู่ที่ไหน?”

 

สีหน้าดันน์ยังคงเรียบเฉย แต่สัมผัสอันเฉียบแหลมของไคลน์ระบุว่า อีกฝ่ายออกอาการประหลาดใจอย่างลับๆ

 

“อาคารหลังที่ผมกับเลียวนาร์ดช่วยเหลือตัวประกันเมื่อวาน น่าจะเป็นห้องฝั่งตรงข้าม ผมไม่เอะใจจนกระทั่งกลับบ้านและหลับฝันถึง มันคือฝันบอกเหตุ”

 

ไคลน์อธิบายไม่ปิดบัง

 

“เท่าที่ฟัง… ผมพลาดความดีความชอบครั้งใหญ่เลยนะเนี่ย”

เลียวนาร์ดที่เดินตามไคลน์มา มันกล่าวเสียงคิกคัก

 

ดันน์พยักหน้าก่อนออกคำสั่งเสียงขรึม

 

“ให้โคเฮนรี่เฝ้าคลังอาวุธแทนลุงนีลล์ บอกฟรายกับลุงนีลล์เตรียมออกเดินทาง”

 

เลียวนาร์ดหยุดพฤติกรรมเฉื่อยชาชั่วขณะ มันเดินไปในห้องนันทนาการและแจ้งคำสั่งจากหัวหน้าให้โคเฮนรี่กับฟรายฟัง คนหนึ่งเป็นผู้ไร้หลับ ส่วนอีกคนเป็นผู้เก็บซากศพ

 

ห้านาทีถัดมา รถม้าสองล้อประจำหน่วยเหยี่ยวราตรีแล่นมาจอดบนถนนซุตแลน ก่อนจะนำพาทุกคนฝ่าความแอดอัดยามเช้าบนถนนไปยังจุดเกิดเหตุ

 

เลียวนาร์ดสวมหมวกขนนก เชิ้ต และกั๊ก แต่ไม่ใส่สูท มันนั่งในตำแหน่งคนขับ มือขวาถือแส้ตวัดฟาดม้าเพื่อเร่งความเร็วเป็นระยะ

 

ในห้องโดยสารรถม้ามีสี่บุคคล ไคลน์และลุงนีลล์นั่งติดกัน ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นดันน์และฟราย

 

ผิวหนังของผู้เก็บซากศพมีสีขาวซีดจนน่าเหลือเชื่อ ประหนึ่งไม่เคยถูกแสงแดดแผดเผาแม้แต่วินาทีเดียว หรือไม่ก็เข้าสู่ภาวะขาดเลือดรุนแรงจนเซลล์ผิวปราศจากเม็ดสี

 

หากประเมินจากรูปลักษณ์ ฟรายคงมีอายุราวสามสิบ ผมดำ นัยน์ตาฟ้าคราม ดั้งจมูกสันโด่ง ริมฝีปากบางและเล็ก บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยียบอึมครึม สีหน้าเรียบเฉยราวกับเห็นศพผ่านตานับไม่ถ้วน

“อธิบายสถานการณ์และรายละเอียดให้ทุกคนฟังอีกครั้ง”

ดันน์กล่าวขณะใช้มือจัดปกเสื้อกันลมสีดำ

 

ไคลน์ลูบไล้บุษราคัมที่ห้อยข้อมือซ้ายพลางแสดงสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์นับตั้งแต่ทำภารกิจร่วมกับเลียวนาร์ด ไปจนถึงฝันที่เกิดขึ้นกลางดึก

 

ลุงนีลล์ที่นั่งเคียงข้างส่งเสียงคิกคัก

 

“ดูเหมือนชะตาของเจ้าจะเกี่ยวพันกับสมุดบันทึกเล่มนั้นแนบแน่น ไม่คิดเลยว่าจะหาพบในลักษณะเช่นนี้”

 

นั่นสิ… ไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรือ?

 

แต่โชคดีที่ผลการสืบสวนเพิ่มเติมของเลียวนาร์ดระบุว่า กลุ่มคนร้ายลักพาตัวไม่มีองค์กรหรือลัทธิใดหนุนหลัง พวกมันทำเพื่อเงินโดยแท้จริง ไม่อย่างนั้น ไคลน์คงอดคิดไม่ได้ว่า มีผู้วิเศษบางคนกำลังชักใยเหตุการณ์ทั้งหมดจากเงามืด

 

ทุกสิ่งบังเอิญจนน่าตกใจ

 

ดันน์มิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่ม เพียงแสดงสีหน้าครุ่นคิดตลอดทาง เช่นเดียวกันกับผู้เก็บซากศพ·ฟราย ใบหน้าของมันเย็นยะเยียบภายใต้เสื้อกันลมสีดำสนิท

 

จนกระทั่งรถม้าหยุดหน้าอาคารที่เกิดเหตุ ความเงียบถูกทำลายเป็นหนแรก

 

“เริ่มปฏิบัติการได้ ไคลน์กับลุงนีลล์ พวกคุณรั้งท้ายแถว ระวังตัวด้วย… ระมัดระวังให้มากที่สุด”

 

ดันน์ลงจากรถม้าพร้อมกับหยิบลูกโม่ประหลาดออกจากซองปืน ลำกล้องยาวและหนาผิดแผกจากปรกติ ก่อนที่มันจะก็ยัดใส่ในประเป๋าเสื้อฝั่งขวาเพื่อไม่ให้เตะตา

 

“ทราบแล้วครับ”

 

ไคลน์พยักหน้าโดยไม่คัดค้าน

หลังจากเลียวนาร์ดจ้างใครบางคนให้ช่วยเฝ้ารถม้า ผู้วิเศษทั้งห้าเดินเรียงแถวขึ้นบันไดอาคารด้วยเสียงเงียบเชียบไปจนถึงชั้นสาม

 

“ห้องนี้หรือ?”

 

เลียวนาร์ดชี้นิ้วไปยังห้องฝั่งตรงข้ามจุดเกิดเหตุเมื่อวาน

 

ไคลน์เคาะหว่างคิ้วเพื่อเข้าสู่เนตรวิญญาณ

 

ในภาวะดังกล่าว สัมผัสวิญญาณจะเฉียบแหลมขึ้นมาก… เมื่อมั่นใจว่าเป็นประตูบานเดียวกับในฝัน ชายหนุ่มพยักหน้ายืนยันหนักแน่น

 

“ใช่”

 

ลุงนีลล์เข้าสู่ภาวะเนตรวิญญาณเช่นกัน มันกวาดสายตามองรอบห้องพร้อมกับกล่าวระมัดระวัง

 

“ไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีกระทั่งเศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์”

 

ผู้เก็บซากศพ·ฟรายกล่าวเสริมด้วยเสียงแหบพร่า

 

“ไม่มีวิญญาณร้าย”

 

มันสามารถมองเห็นภูติผีตัวเป็นๆ ได้ด้วยตาเปล่า รวมถึงวิญญาณร้ายและวิญญาณอาฆาต โดยไม่ต้องเข้าสู่ภาวะเนตรวิญญาณเหมือนคนอื่น

 

เลียวนาร์ดย่างกรายเข้าไปหยุดยืนหน้าบานประตู และเฉกเช่นเมื่อวาน มันชกจนกลอนหล่นเข้าไปด้านใน

 

เศษไม้กระจัดกระจาย กลอนโลหะหล่นตกกระทบพื้นห้องเกิดเสียงดัง

 

ไคลน์เกิดความรู้สึกประหลาด คล้ายกับผนึกที่มองไม่เห็นถูกคลายออก ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียนพลันโชยเตะจมูก

 

“ซากศพ… ซากศพเน่าเปื่อย”

 

ฟรายอธิบายเสียงเย็นยะเยียบราวกับไม่รู้สึกขยะแขยง

ดันน์ใช้มือขวาที่สวมถุงมือหนังดำบรรจงผลักประตูไม้เข้าไป สิ่งแรกที่ทุกคนเห็นคือเตาผิง ถึงปัจจุบันจะเป็นช่วงฤดูร้อนต้นเดือนกรกฎกา แต่อุณหภูมิภายในห้องกลับสูงอย่างผิดวิสัย

ด้านหน้าเตาผิงเป็นเก้าอี้โยกทำจากไม้ บุคคลที่นั่งบนเก้าอี้คือหญิงชราในชุดขาวสลับดำ ศีรษะห้อยก้มต่ำลงด้านหน้า

 

ร่างกายบวมใหญ่ผิดธรรมชาติ ผิวหนังมีสีดำอมเขียวและเต่งตึง ราวกับพร้อมระเบิดกระจายทุกเมื่อเพียงสัมผัสบางเบา นี่คือต้อตอของกลิ่นเหม็นบัดซบที่ไคลน์สัมผัสถึง ตามผิวหนังของเธอมีหนอนแมลงชอนไชร่วมกับปรสิตหลายชนิด เนตรวิญญาณสามารถตรวจจับสิ่งเหล่านี้ได้เพียงจุดแสงขนาดเล็กจนยากสังเกตุเห็นในความมืด

 

แผละ!

 

ดวงตาหญิงชราหลุดจากเบ้าและตกลงพื้น เกลือกกลิ้งสองสามรอบจนเกิดคราบของเหลวสีเหลืองเหนียวเหนอะทางยาว

 

ความสะอิดสะเอียนของไคลน์ถึงขีดจำกัด มันมิอาจทนต่อกลิ่นและภาพชวนอาเจียนอีกต่อไป ชายหนุ่มโน้มตัวลงด้านหน้าพร้อมกับอ้วกจนหมดไส้พุงโดยไม่อายสายตาผู้ใด

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร - เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 45 : กลับมาสู่

คัดลอกลิงก์แล้ว