เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชันย์เร้นลับ 8 : ยุคสมัยใหม่

ราชันย์เร้นลับ 8 : ยุคสมัยใหม่

ราชันย์เร้นลับ 8 : ยุคสมัยใหม่


ราชันย์เร้นลับ 8 : ยุคสมัยใหม่

 

ฟ้าวว

 

เสียงลมกรีดร้องโหยหวนดังพร้อมกับการพัดพามาถึงของพายุฝนห่าใหญ่ เรือใบขนาดสามเสากำลังโคลงเคลงด้วยสภาพน่าเวียนหัวเนื่องจากคลื่นทะเลสุดปั่นป่วน

 

เป็นความคลื่นไส้ประหนึ่งยักษาเขย่าเรือเล่นก็มิปาน

 

แสงสีแดงเข้มในดวงตาอัลเจอร์·วิลสันดับมอดลง เมื่อได้สติกลับคืน มันพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในท่าเดิมโดยไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง

 

เพียงพริบตา ขวดแก้วทรงประหลาดในมือพลันแตกละเอียด ของเหลวด้านในที่เริ่มจับตัวแข็งได้ถูกสายฝนเบื้องบนชะล้างจนละลายหาย ไม่หลงเหลืองเศษเสี้ยววัตถุโบราณแสนล้ำค่าอีกต่อไป

 

สัญลักษณ์เกล็ดหิมะหกเหลี่ยมผุดขึ้นกึ่งกล่างฝ่ามือ จากนั้นเริ่มเลือนลางทีละนิดประหนึ่งแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง ก่อนจะหายไปโดยสมบูรณ์ในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา

 

อัลเจอร์พยักหน้าเชื่องช้าแต่หนักแน่นสองสามครั้ง สีหน้าคล้ายกับครุ่นคิดบางสิ่ง อากัปกริยาแน่นิ่งเช่นนี้นานถึงห้านาทีเต็ม

 

หลังจากนั้น มันหันหลังเดินกลับเข้าด้านในเรือ แต่ก่อนที่ร่างจะแทรกผ่านเข้าไป บุรุษผมทองสวมเสื้อคลุมปักลวดลายสายฟ้าแบบเดียวกับอัลเจอร์ทำการเดินสวนออกมาพอดี

ชายคนดังกล่าวชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นอัลเจอร์ มันกำหมัดพร้อมกับเลื่อนแขนขึ้นแนบหน้าอก ก่อนจะกล่าว

 

“ขอพายุจงสถิตย์กับท่าน”

 

อัลเจอร์ตอบกลับด้วยท่าทางและถ้อยคำเดียวกัน ใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามยังคงเรียบเฉย

 

หลังจากทักทาย อัลเจอร์เดินต่อไปยังห้องพักกัปตันที่อยู่ส่วนลึกสุดของทางเดินยาว

 

น่าประหลาดมาก สองข้างทางเงียบงันและไม่ปรากฏสัญญาณสิ่งมีชีวิต บรรยากาศประหลาดผิดแผกและเงียบงันประหนึ่งป่าช้า

 

เมื่อเปิดประตูห้องกัปตันเข้าไป ด้านล่างมีพรมน้ำตาลอ่อนนุ่มวางต้อนรับ ด้านในสุดของห้องมีชั้นหนังสือและหิ้งเก็บไวน์

 

ภาพของหนังสือปกเหลืองและของเหลวสีแดงคล้ำภายในขวด นับว่าแปลกตาเมื่อส่องสะท้อนกับแสงเทียนไขที่วูบวาบภายในห้อง

บนโต๊ะที่มีเชิงเทียนไขประดับ อุปกรณ์มากมายวางเรียงรายระเกะระกะ ประกอบไปด้วยขวดหมึก ปากกาขนนก กล้องส่องทางไกลโลหะ และเครื่องวัดระยะสำหรับเดินเรือ

 

หน้าโต๊ะตัวดังกล่าว ชายวัยกลางคนผิวขาวซีดกำลังนั่งบนเก้าอี้ในสภาพหันหลัง เหนือศีรษะของมันสวมหมวกกัปตันสีดำที่มีสัญลักษณ์กระโหลกสีขาว

 

เมื่ออัลเจอร์เดินเข้าไปใกล้ ชายปริศนาได้แผดเสียงตะโกนด้วยน้ำเสียงหวาดผวา

 

“คราวนี้ฉันไม่ยอมแพ้แน่!”

 

“ขอให้ทำสำเร็จนะ”

 

อัลเจอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมราบเรียบประหนึ่งกำลังถามไถ่สภาพอากาศ

 

“นี่แก…”

 

ชายคนดังกล่าวผงะกับคำตอบที่ไม่คาดฝัน

 

ทันใดนั้น เพียงพริบตาที่อัลเจอร์โน้มตัวลงด้านหน้า ร่างกายของมันพลันพุ่งไปถึงสุดมุมห้องอีกฟากฝั่งในพริบตาราวกับระยะทางห่างแค่ฝ่ามือ

ปึด!

 

ทุกส่วนของแขนขวาอัลเจอร์เริ่มขยายขนาด ฝ่ามือบีบคว้าลำคอชายสวมหมวกกัปตันไว้แน่นถนัด

หลังมือขวาปรากฏเกล็ดปลาสีเขียวขณะออกแรงบีบลำคอเหยื่อ อีกฝ่ายไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้หรือขัดขืน

 

กร็อบ!

 

เมื่อสิ้นเสียงกระดูกหัก ดวงตาของชายสวมหมวกกัปตันพลันเหลือกขึ้น ร่างกายถูกยกลอยจากพื้น

 

แข้งขาสั่นกระตุกรุนแรงก่อนจะแน่นิ่งภายในไม่กี่อึดใจ ดวงตาเบิกโพลงและเหม่อลอย หว่างขามีของเหลวไหลเปียกซึมกางเกง

 

อัลเจอร์ยกร่างชายคนดังกล่าวพร้อมกับเดินมายังกำแพงห้องอีกฝั่ง

โครม!

 

มันออกแรงชกใส่กำแพงไม้ โดยฝ่ามือมหึมายังคงคว้าร่างเหยื่อไว้ทั้งอย่างนั้น

 

กำแพงไม้แหลกละเอียดจนเกิดรูโหว่ ฝนเย็นยะเยียบสาดเทเข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นของทะเลที่คุ้นเคย

อัลเจอร์โยนศพเหยื่อออกนอกเรือ ร่างมันปะทะเข้ากับคลื่นที่ใหญ่ยักษ์ราวกับภูเขา

 

สายลมด้านนอกยังคงร้องโหยหวนระงมท่ามกลางความมืดมิด เป็นภาพของธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้หายไปอย่างถาวร

 

อัลเจอร์หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาจัดแจงเช็ดฝ่ามือขวาจนสะอาด ก่อนจะโยนทิ้งลงทะเลตามหลังไป

มันก้าวถอยหลังและรอคอยให้ใครสักคนเปิดประตูเข้ามาอย่างใจเย็น

 

ไม่ถึงสิบวินาที บุรุษผมทองคนเดิมผลักประตูห้องเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกพร้อมกับเอ่ยปากถาม

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

“‘กัปตัน’ หนีไปแล้ว”

 

อัลเจอร์ตอบด้วยสีหน้าเฉยชา

 

“ไม่คิดว่าจะยังเหลือพลังผู้วิเศษอยู่อีก”

 

“บ้าจริง!”

 

บุรุษผมทองสบถเสียงค่อย จากนั้นก็เดินมาใกล้รอยแตกบริเวณกำแพงไม้ สายตากวาดมองออกไปด้านนอกเรือ แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงคลื่นทะเลและลมฝน

 

“ช่างเถอะ เจ้านั่นก็แค่ตัวประกอบ”

 

ชายผมทองกล่าวพลางโบกมือ

 

“แค่พวกเราค้นพบเรือผีสิงแห่งยุค ‘ทูดอร์’ ลำนี้ ก็มากพอจะรับทรัพย์ก้อนโตกันแล้ว”

 

ต่อให้ตัวมันเป็นผู้พิทักษ์สมุทร ก็คงไม่กล้าลงไปแหวกวายในผืนทะเลอันเกรี้ยวกราดดุจดั่งขุมนรกเช่นนี้แน่

 

“หากสภาพอากาศยังไม่ดีขึ้น ‘กัปตัน’ คงหมดทางรอดแล้ว”

 

อัลเจอร์กล่าวพร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย

ขณะเดียวกัน รูโหว่บนกำแพงไม้เริ่มซ่อมแซมตัวเองด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ

อัลเจอร์จ้องกำแพงที่กำลังสมานตัวเองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองยังตำแหน่งของหางเสือและใบเรือด้วยความเคยชิน

 

ถึงจะมีมีกำแพงไม้ขวางกั้นอยู่หลายชั้นระหว่างห้องพักกัปตันและหางเสือ แต่อัลเจอร์กลับมองเห็นทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง

เรือล้ำนี้ไม่มีต้นเรือ ต้นหน หรือรองต้นหนคอยควบคุมแม้แต่คนเดียว…

 

ทว่า ท่ามกลางความว่างเปล่าไร้สัญญาณสิ่งมีชีวิต หางเสือและใบเรือกลับขยับได้เองอย่างน่าพิศวง

 

เมื่อสงบจิตใจได้ อัลเจอร์จินตนาการถึง ‘เดอะฟูล’ ผู้ปรากฏกายท่ามกลางสายหมอกครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างอ่อนแรง

มันหันหลังกลับไปมองคลื่นทะเลสุดเกรี้ยวกราดด้านนอกอีกครั้ง ก่อนจะรำพึงกับตัวเองด้วยน้ำเสียงหวาดผวาดเจือคาดหวัง

 

“ยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้วสินะ…”

 

 

ณ อาณาจักรโลเอ็น กรุ่งเบ็คลันด์

ย่านจักรพรรดินี

 

ออเดรย์·ฮอลล์กำลังหยิกแก้มเพื่อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่ฝันไป

 

บนโต๊ะเครื่องแป้งด้านหน้า กระจกทองแดงเก่าแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ออเดรย์ชำเลืองสายตามองหลังมือของตน—แสงสีกำลังแดงหมุนวนรอบตัวเองคล้ายกับดวงดาว ประหนึ่งรอยสักที่มีชีวิตก็มิปาน

 

เพียงไม่นาน สัญลักษณ์สีแดงเข้มได้ซึมหายเข้าไปในผิวหนัง

เมื่อเห็นเช่นนี้ เธอมั่นใจแล้วว่าเรื่องราวเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน

 

ดวงตากำลังส่องประกาย มุมปากแสยะยิ้มอย่างมีความสุข ออเดรย์จับชายกระโปรงพร้อมกับถอนสายบัวให้อากาศวางเปล่า จากนั้นก็เริ่มเต้นรำอย่างมีความสุขไปรอบห้อง—เป็นการรำท่วงท่า ‘เอลฟ์โบราณ’ ซึ่งนิยมในหมู่ราชวงศ์และขุนนางชั้นสูง

 

รอยยิ้มของเธอช่างสดใส

สีหน้าท่าทางร่าเริงสุดขีด

 

ก็อก! ก็อก!

 

ใครบางคนเคาะประตูห้องนอน

 

“ใครกัน?”

 

ออเดรย์หยุดเต้น ขณะส่งเสียงถาม มือทั้งสองข้างรีบจัดแจงชุดเดรสให้เรียบร้อย

 

“คุณหนู ให้ดิฉันเข้าไปได้ไหม? ถึงเวลาแต่งตัวเตรียมเข้าร่วมพิธีเฉลิมเฉลองแล้วค่ะ”

 

ออเดรย์เหลือบมองโต๊ะเครื่องแป้งที่กระจกเงาแหลกละเอียด รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าเริ่มจางหาย แต่ยังเหลือซ่อนไว้ด้วยยิ้มมุมปากอย่างซุกซน

 

เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เธอหันไปส่งเสียงตอบ

 

“เข้ามาได้”

 

ลูกบิดประตูถูกหมุน แอนนี่—สาวใช้ส่วนตัวของออเดรย์ผลักประตูห้องเข้ามา

 

“ตายแล้ว กระจกแตก…”

 

แอนนี่กล่าวด้วยสีหน้าตกตะลึงหลังจากเปิดประตูเข้ามาเห็นสภาพโต๊ะเครื่องแป้ง

 

ออเดรย์รีบกระพริบตาปริบๆ

 

“เอ่อ… ช…ใช่แล้ว! เป็นฝีมือซูซี่! เมื่อครู่เพิ่งเข้ามาป่วนในห้อง คุณก็น่าจะรู้ใช่ไหมว่าซูซี่เป็นนักทำลายข้าวของ!”

 

ซูซี่คือโกลเด้นรีทรีเวอร์พันธุ์ทางซึ่งตระกูลฮอลล์ได้รับเป็นของแถมเมื่อครั้งบิดาของเธอ—เคาต์ฮอลล์ ซื้อจิ้งจอกล่าเนื้อ

 

ซึ่งออเดรย์ชื่นชอบซูซี่มาก

 

“คุณหนูควรฝึกวินัยมันบ้างนะคะ”

 

แอนนี่กล่าวพลางเดินเข้ามาเก็บเศษกระจกที่อาจทำอันตรายกับคุณหนู

 

หลังจากห้องเรียบร้อย แอนนี่หันมากล่าวกับออเดรย์

 

“คุณหนูจะใส่ชุดไหนไปร่วมงานคะ?”

 

ออเดรย์ครุ่นคิดก่อนจะมอบคำตอบ

 

“อยากใส่ชุดที่คุณนายจีเนียร์มอบให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุ 17”

 

“ไม่ได้นะคะ คุณหนูห้ามใส่ชุดซ้ำเข้าร่วมงานพิธีใหญ่เด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ตระกูลฮอลล์อาจถูกถากถางว่าเป็นขุนนางตกยากได้”

 

แอนนี่ปฏิเสธพร้อมกับส่ายศีรษะ

 

“แต่ฉันชอบนี่นา”

 

ออร์เดรย์ดื้อเงียบ

 

“คุณหนูสามารถใส่มันที่บ้านหรือไม่ก็งานพิธีไม่สำคัญได้ค่ะ”

 

แอนนี่หนักแน่น ไม่ยอมให้อีกฝ่ายต่อรอง

 

“งั้นเอาเป็น… เดรสแขนยาวลายบัวที่มิสเตอร์ไซดีสมอบให้เมื่อสองวันก่อน”

 

ออเดรย์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

 

“ยังรสนิยมดีเหมือนเดิมนะคะ”

 

แอนนี่ชื่นชม จากนั้นก็เดินออกไปที่ประตูและส่งเสียงตะโกน

 

“ห้องเสื้อที่หก! อ๊ะ ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันไปจัดการเอง”

 

สาวใช้เริ่มทำงานอย่างขยันขันแข็ง เครื่องแต่งกายทั้งหมดของเธอ ทั้งเดรส เครื่องประดับ รองเท้า หมวก เครื่องสำอาง รวมถึงทรงผม ทั้งหมดถูกจัดแจงเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

เมื่อทุกสิ่งใกล้เสร็จสรรพ เคาต์ฮอลล์ปรากฏตัวหน้าประตูห้องในเสื้อกั๊กสีน้ำตาล

มันสวมหมวกสีเดียวกับเสื้อ หนวดเหนือริมฝีปากถูกตัดแต่งอย่างสง่างาม ดวงตาสีฟ้าครามเปี่ยมด้วยความร่าเริง

น่าเสียดายที่ความหล่อเหล่าในวัยหนุ่มถูกทำลายด้วยขนาดรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ริ้วรอยบนใบหน้า และท่อนแขนที่ลีบเล็กลง

 

“อัญมณีที่เจิดจรัสที่สุดแห่งเบ็คลันด์เอ๋ย! ถึงเวลาออกเดินทางกันแล้ว!”

เคาต์ฮอลล์กล่าวพลางเคาะประตูสองครั้ง

 

“ท่านพ่อ! หยุดเรียกหนูแบบนั้นสักที”

ออเดรย์พยายามดิ้นรนขณะถูกสาวใช้จับแต่งตัว

 

“งั้นเอาใหม่… ได้เวลาออกเดินทางแล้ว องค์หญิงสุดเลอโฉมของพ่อ!”

 

เคาต์ฮอลล์กล่าวพร้อมยกแขนซ้ายตั้งฉากกับพื้น เป็นนัยให้บุตรสาวเดินเข้ามาควงแขน

 

ออเดรย์รีบส่ายศีรษะ

 

“นั่นไว้สำหรับคุณแม่ เคาต์เทสฮอลล์”

 

“ถ้างั้นก็ข้างนี้”

 

เคาต์ฮอลล์ยกแขนขวาขึ้นแทน ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

“นี่สำหรับเจ้า ความภูมิใจสูงสุดของพ่อ”

 

ณ ฐานทัพเรือหลวง

ท่าเรือพริสต์

 

ขณะออเดรย์จูงแขนบิดาลงจากรถม้าหรูหรา นัยน์ตาของสาวน้อยพลันเบิกโพลงเมื่อได้เห็นวัตถุขนาดมหึมาเบื้องหน้า

 

ท่าเรืออยู่ไม่ห่างจากจุดจอดรถม้านัก

 

เรือมหึมาลำหนึ่งกำลังถูกวางในจุดเตรียมปล่อย รอบลำเรือส่องแสงโลหะระยิบระยับเงางาม เพดานเรือไม่มีใบเรืออย่างที่ควร เปลี่ยนเป็นหอบังคับการและปล่องไฟขนาดใหญ่สองปล่องแทน ท้ายเรือมีปืนใหญ่สุดน่าเกรงขามสองกระบอกติดตั้ง

 

ขนาดของเรือมโหฬารชนิดที่เรือใบด้านข้างลีบเล็กประหนึ่งคนแคระยืนข้างยักษา

 

“ข้าแต่เทพแห่งวายุสลาตัน…”

 

“สุดยอด…”

 

“เรือรบจักรไอน้ำ!”

 

 

ท่ามกลางความฮือฮา แม้แต่ออเดรย์ยังตื่นตะลึงในความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น นับเป็นปาฏิหาริย์แห่งท้องทะเลที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อน

 

ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าเหล่าขุนนาง รัฐมนตรี และสมาชิกสภาจะกลับสู่ความสงบ แต่หลังจากนั้นไม่นาน จุดดำใหม่ได้ปรากฏเหนือท้องฟ้าท่าเรือ

 

ยิ่งเวลาผ่านไป ขนาดของจุดขยายขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งปกคลุมหนึ่งในสามของท้องฟ้าด้านบน

 

จักรกลลอยฟ้าขนาดหมึมาที่มีท่อพ่นไอน้ำวิจิตรงดงาม มันกำลังลอยตัวกลางอากาศอย่างน่าพิศวงในสายตามนุษย์ด้านล่าง

 

ภายนอกถูกตกแต่งด้วยสีน้ำเงินเข้ม ถุงลมรอบเครื่องทำจากฝ่ายผสมอัลลอยเป็นโครง ส่งผลให้น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง

 

ด้านล่างเรือบินมีปีนกลขนาดใหญ่ถูกติดตั้งเคียงข้างกับเครื่องยิงกระสุน เสียงเครื่องยนต์กำลังคำรามสนั่น สอดประหลาดกับการหมุนของใบพัดด้านหลังอย่างลงตัว

ฉากเบื้องหน้าได้สะกดทุกคนจนอยู่หมัด

ราชาและสมาชิกราชวงศ์เริ่มยืนปรากฏตัวโบกไม้โบกมือบนจักรกลลอยฟ้าประจำตระกูลพวกมัน บรรยากาศรอบตัวราชาจอร์จที่สามเปี่ยมด้วยบารมีและความน่าเกรงขามเป็นล้นพ้น

 

ข้างลำเรือลอยฟ้ามีตราสัญลักษณ์ดาบขนาดใหญ่สองเล่ม คมดาบตั้งตรงปักพื้น ด้ามจับทำจากมงกุฏทับทิม

 

นี่คือตรา ‘ดาบแห่งคุณธรรม’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูล ‘ออกัสตัส’ ที่สืบสายเลือดยาวนานมาตั้งแต่ยุคสมัยที่สี่

 

ออเดรย์ยังมีอายุไม่ถึงสิบแปด จึงไม่ต้องเข้าร่วม ‘พิธีแนะนำตัว’ ซึ่งราชินีเป็นผู้กำหนดขึ้น

 

พิธีแนะนำตัว—เพื่อให้แวดวงชนชั้นสูงของเบ็คลันด์มีโอกาสพบปะและรู้จักกันอย่างทั่วถึง ขุนนางที่อายุครบ 18 ปีทุกคนต้องเข้าร่วมอย่างมิอาจปฏิเสธ

 

ด้วยเหตุนี้ ออเดรย์จึงทำเพียงยืนมองพิธีดำเนินไปอย่างเงียบงันอยู่ด้านหลังด้านหลัง

 

อันที่จริง เธอชื่นชอบความเงียบสงบเช่นนี้มากกว่า ออเดรย์มักไม่พอใจเวลาถูกเหล่าองค์ชายพัวพัน

 

‘ปาฏิหาริย์แห่งท้องฟ้า’ จากฝีมือมนุษย์ทำการลงจอดอย่างนุ่มนวล คนกลุ่มแรกที่ก้าวออกจากประตูคือเหล่าองครักษ์หนุ่มจำนวนมากในชุดงานพิธีสีแดงสด กางเกงขายาวสีขาว เหรียญตราประดับประดาเต็มอก ในมือถือปืนไรเฟิล

กลุ่มองครักษ์หนุ่มเดินออกมาและรีบตั้งขบวนต้อนรับ หลังจากนั้น เหล่าราชวงศ์ทำการเดินเรียงแถวเดินออกจากเรือบินตามลำดับ ไล่เรียงจากราชาจอร์จที่สาม ราชินี องค์ชาย และองค์หญิง

 

ออเดรย์ไม่ชื่นชอบการพบปะผู้คน เธอจึงไม่สนใจพิธีรีตรองแม้แต่น้อย กลับกัน ความสมาธิของสาวน้อยกำลังเพ่งไปยังอัศวินม้าเกราะดำสนิทที่เดินขนาบสองข้างราชา

 

ในยุคสมัยของเหล็ก ไอน้ำ และปืนใหญ่เช่นนี้ ค่อนข้างประหลาดไม่น้อยที่ยังมีทหารสวมเกราะหนักเต็มพิกัดอยู่

 

ชุดเกราะที่เงางามทั่วร่างกายได้มอบความรู้สึกแข็งแกร่งดุดันแก่ผู้พบเห็น

 

“จะใช่พาลาดินวินัยรึเปล่านะ...”

 

ออเดรย์มักแอบฟังบทสนทนาของผู้ใหญ่บ่อยครั้ง… ถึงจะเกิดความสงสัยใครครู่ แต่เธอก็ไม่กล้าเข้าไปชมในระยะใกล้

 

พิธีเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อตระกูลราชวงศ์เสด็จถึง ทันใดนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน—อากัส·นีแกน ก้าวขาออกมาด้านหน้าสุด

 

มันสังกัดพรรคอนุรักษ์นิยม และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองที่ไม่ได้มาจากสถานะขุนนาง

อากัส·นีแกน—หลังจากสร้างคุณประโยชน์ให้อาณาจักรมานาน ในที่สุดมันก็ได้รับพระราชทานคำนำหน้าชื่อด้วย ‘ลอร์ด’

 

ลอร์ดอากัส·นีแกน

 

ออเดรย์ยังทราบด้วยว่า ผู้สนับสนุนสำคัญของพรรคอนุรักษ์นิยม คือดยุคคนปัจจุบันแห่งตระกูลนีแกน—พาลัส·นีแกน ซึ่งเป็นพี่ชายบังเกิดเกล้าของอากัสนั่นเอง

 

อากัสมีรูปร่างผอมเพรียว กึ่งกลางศีรษะล้านเหลือด้านข้างไว้เล็กน้อย เป็นภาพลักษณ์ทั่วไปของชายวัยห้าสิบ

 

มันกวาดสายตาเล็กน้อยก่อนจะเปล่งเสียง

 

“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย กระผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกท่านจะได้เป็นสักขีพยานในพิธีปล่อยเรือรบจักรไอน้ำแห่งประวัติศาสตร์มวลมนุษย์! ความยาวของหล่อนคือ 101 เมตร กว้าง 21 เมตร กราบขวาเรือถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมสำหรับจอดเทียบท่า แผ่นเหล็กรอบลำเรือมีความหนา 457 มิลลิเมตร ระวางขับ 10,060 ตัน ปืนหลักขนาด 305 มิลลิเมตร 4 กระบอก ปืนใหญ่ระดมยิง 6 กระบอก ปืนใหญ่หกปอนด์ 12 กระบอก ปืนใหญ่หกลำกล้อง 18 กระบอก และเครื่องยิงตอร์ปิโดอีก 4 กระบอก ความเร็วสูงสุด 16 น็อต!”

 

“หล่อนคือราชินีแห่งท้องทะเลตัวจริง!”

 

ฝูงชนถูกเร้าอารมณ์ ลำพังคำอธิบายก็มากพอจะสร้างความตื่นเต้นได้แล้ว แต่นี่กลับมีของจริงปรากฏอยู่เบื้องหน้า

 

อากัสกล่าวอีกสองสามประโยคก่อนจะหันไปแสดงความเคารพต่อราชา จากนั้นก็เอ่ยปากขอรบกวน

 

“ฝ่าบาท ได้โปรดประทานนามให้หล่อนด้วยขอรับ!”

 

“ในเมื่อมันถูกปล่อยลงทะเลครั้งแรกที่ท่าเรือพริสต์ เราขอตั้งชื่อมันว่า… เดอะพริสต์”

 

เมื่อกล่าวจบ ราชาจอร์จแสดงสีหน้าโล่งใจ

 

“เดอะพริสต์!”

 

“เดอะพริสต์!”

 

 

ถ้อยคำตะโกนเริ่มกระจายตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ไปถึงพลเรือแห่งกองทัพเรือหลวง จนกระทั่งถึงหูทหารและลูกเรือที่ประจำการ

 

ทุกคนร่วมเปล่งเสียงพร้อมกันอย่างยินดีว่า

 

“เดอะพริสต์!”

 

หลังจากราชาจอร์จที่สามทำพิธีส่งเรือลงทะเล เสียงปืนยิงสลุตเริ่มขึ้นพร้อมกับบรรยากาศเฉลิมฉลอง

 

ปู๊น—!

 

ควันขาวพวยพุ่งจากปล่องไฟมหึมาด้านบน เสียงเครื่องจักรดังกังวลไปพร้อมกับแตรเรือ

 

หลังจากวัตถุมหึมาถูกส่งลงทะเลเรียบร้อย ทุกคนต่างทึ่งเมื่อปืนใหญ่ท้ายเรือทำการยิงไปยังไปเกาะร้างที่ไม่ห่างออกไปนัก

บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!

 

ผืนดินสั่นสะเทือน ฝุ่นควันคละคลุ้งทั่วเกาะ เกิดคลื่นกระแทกจากปากกระบอกปืนจนน้ำทะเลสั่นกระเพื่อม

 

อากัสอมยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็หันมากล่าวกับฝูงชน

 

“นับแต่นี้ไป หายนะจะคืบคลานเข้าหาโจรสลัดทั้งเจ็ดที่บังอาจเรียกตัวเองว่า—นายพลโจรสลัด และอีกสี่โจรสลัดที่บังอาจเรียกตัวเองว่า—ราชาโจรสลัด พวกมันต้องสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวเมื่อเผชิญหน้ากับเดอะพริสต์!

 

“หลังสิ้นสุดยุคสมัยปัจจุบัน บนท้องทะเลจะมีเพียงเรือจักรไอน้ำปกครองผืนสมุทร! ไม่สนว่าพวกโจรสลัดจะพึ่งพาพลังวิเศษ เรือผีสิง หรือเรือต้องสาปก็ตาม!”

เลขาส่วนตัวของอากัสส่งเสียงถาม

 

“แล้วพวกมันสร้างเรือจักรไอน้ำเองไม่ได้หรือ?”

 

ขุนนางหลายคนรวมถึงสมาชิกสภาล้วนพยักหน้าเห็นด้วย ความเป็นไปได้ดังกล่าวมิอาจถูกมองข้าม

 

อากัสฉีกยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะ

มันอธิบายต่อไป

 

“นั่นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน! และจะไม่มีทางเกิดขึ้นตลอดไป! การสร้างเรือรบจักรไอน้ำต้องใช้เหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ 3 แห่ง ต้องใช้เครื่องผสมเหล็กกล้าเทียบเท่าโรงงานเหล็ก 20 แห่ง ต้องใช้นักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคหัวกะทิกว่า 60 คนจากหน่วยงานวิจัยปืนใหญ่เบ็คลันด์และหน่วยงายวิจัยทางทะเล ต้องใช้อู่ต่อเรือหลวงถึงสองแห่ง ต้องใช้วัสดุจิปาถะจากโรงงานโลหะอีกกว่าร้อยแห่ง ต้องผ่านการเห็นชอบจากจอมพลเรือ คณะกรรมการต่อเรือ สภาสูง ราชาที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รวมถึงต้องเป็นอาณาจักรยอดเยี่ยมที่มีกำลังผลิตเหล็กกล้า 12 ล้านตันต่อปี!

 

“พวกโจรสลัดไม่มีวันทำได้!”

เมื่อกล่าวจบ อากัส·นีแกนหยุดเล็กน้อยก่อนจะชูกำปั้นขึ้นฟ้า

 

“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลายเอ๋ย… ยุคสมัยของปืนใหญ่และเรือรบกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ลงวันละตอน ทุกวันจันทร์ - ศุกร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

จบบทที่ ราชันย์เร้นลับ 8 : ยุคสมัยใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว