- หน้าแรก
- ระบบนักล่า ฉันสามารถวิวัฒนาการได้จากการกิน
- บทที่ 3: สะสางบัญชี
บทที่ 3: สะสางบัญชี
บทที่ 3: สะสางบัญชี
บทที่ 3: สะสางบัญชี
เมื่อหวนนึกถึงใบหน้าที่แก่ชราลงทุกวันของพ่อแม่ เย่เหรินสูดลมหายใจเข้าลึก เปิดประตูแล้วก้าวเท้าเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว...
ฝีเท้าของเย่เหรินว่องไวปราดเปรียว เพียงไม่นานเขาก็พาตัวเองออกมาพ้นเขตที่พักอาศัย มาหยุดอยู่หน้าตรอกมืดสลัวแห่งหนึ่ง เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะพุ่งตัวเข้าไปในความมืดนั้น
หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงพยายามหลีกหนีสถานที่แบบนี้อย่างสุดชีวิต ไม่ใช่เพราะเขาหวาดกลัวพวกมัน... ลำพังตัวคนเดียวเขาไม่เคยเกรงกลัว อย่างมากก็แค่โดนรุมซ้อม เพราะพวกมันคงไม่กล้าถึงขั้นเอาให้ตาย
แต่ทว่า... ไอ้พวกสวะชั้นต่ำพวกนี้กลับใช้พ่อแม่ของเขามาเป็นตัวประกัน ขู่กรรโชกและบีบบังคับให้เขายอมจำนน เย่เหรินจึงต้องก้มหน้ายอมรับหมัดเท้าของพวกเดรัจฉานเหล่านี้ด้วยความคับแค้นใจ โดยไม่อาจตอบโต้ได้แม้แต่ปลายก้อย
แต่วันนี้... ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว
สัมผัสแห่งพละกำลังที่เอ่อล้นอยู่ในกำปั้น มอบความมั่นใจอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ความรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ทำให้ความหวาดกลัวต่อพวกเจ้าถิ่นมลายหายไปจนหมดสิ้น อย่าว่าแต่พวกกระจอกเหล่านี้เลย ต่อให้เป็นจ้าวหลงเองก็ตาม เย่เหรินมั่นใจว่าขอเพียงเขาศึกษาระบบนี้จนถ่องแท้ วันแห่งการชำระแค้นย่อมมาถึง... วันที่มันจะต้องคุกเข่าสำนึกบาปต่อหน้าเขา!
ตึง!
ความคิดแล่นพล่านพร้อมกับหมัดที่ถูกส่งออกไปกระแทกประตูเหล็กของโกดังร้างข้างทาง แรงอัดมหาศาลทิ้งรอยยุบรูปกำปั้นลึกชัดเจนไว้บนบานประตูที่ขึ้นสนิมกรัง ภายใต้แสงไฟสลัว รอยหมัดนั้นดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
[ดูท่าจะยังห่างชั้นกับมดของจริงอยู่มากโข]
เย่เหรินปรายตามองรอยยุบนั้น พลางคำนวณในใจ
มดหนึ่งตัวมีพลังมากแค่ไหน?
มันคือสัตว์จอมพลังที่สามารถแบกรับน้ำหนักได้มากกว่าตัวมันเองถึงร้อยเท่า พลังระดับนี้ถือว่าหาได้ยากยิ่งแม้แต่ในโลกของแมลง นั่นหมายความว่า ถ้าเย่เหรินได้รับพลังมดมาอย่างสมบูรณ์ เขาควรจะยกของหนักกว่า 5 ตันได้สบายๆ
5 ตัน คือช้างแอฟริกาตัวย่อมๆ หรือช้างเอเชียตัวเต็มวัยหนึ่งตัว... หรือถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพง่ายกว่านั้น หากเย่เหรินมีพลังมดเต็มขั้น เขาจะสามารถยกรถเก๋งสองสามคันขึ้นมาเหวี่ยงเล่นได้ด้วยสองมือเปล่า
แต่จากการทดสอบเมื่อครู่ ดูเหมือนพลังของเขายังไม่ไปถึงขั้นวิปริตขนาดนั้น
แม้จะไม่มีเครื่องมือวัดค่าที่แม่นยำ แต่จากความรู้สึก เย่เหรินประเมินว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว การชกประตูเหล็กหนาๆ ให้ยุบได้ด้วยหมัดเดียว ถือว่าเป็นขีดจำกัดที่คนธรรมดาส่วนใหญ่ทำไม่ได้แล้ว
เขาเริ่มทดสอบต่อด้วยการยกวัตถุที่มีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งยางรถบรรทุกเก่าๆ หรือแม้แต่อ่างดินเผาขนาดใหญ่ที่ใครไม่รู้นำมาทิ้งไว้ ของที่เคยต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีถึงจะขยับได้ บัดนี้กลับถูกเขายกขึ้นมาได้อย่างง่ายดายราวกับปุยนุ่น นี่คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า... เขาได้บอกลาอดีตอันอ่อนแอไปแล้วอย่างถาวร
แม้จะไม่ได้พลังมดมาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เพียงเท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว
หลังจากลองยกและเหวี่ยงข้าวของจนพอใจ เย่เหรินก็เริ่มหมดความสนใจและเตรียมจะเดินจากไป แต่ในใจกลับนึกสงสัย... ปกติพวกอันธพาลเจ้าถิ่นมักจะจับกลุ่มสุมหัวกันอยู่ที่นี่ ไฉนวันนี้ถึงเงียบเชียบนัก
ต้องรู้ก่อนว่า ปกติถ้าเย่เหรินกล้าย่างกรายเข้ามาในตรอกนี้ เขาคงโดนลากไปรุมยำเละคาตรอกไปนานแล้ว เพราะพวกมันมีข้อตกลงลับๆ กับจ้าวหลง ขอแค่ซ้อมเย่เหรินได้ จ้าวหลงก็จะจ่ายเงินให้ ดังนั้นพวกมันจึงจับตาดูเย่เหรินเป็นพิเศษ ยามใดที่เงินขาดมือ ก็จะมาดักรอเล่นงานเย่เหริน ถ่ายรูปผลงานส่งไปเบิกเงิน 'ค่าเหนื่อย' จากจ้าวหลงอย่างหน้าไม่อาย
เย่เหรินก้าวเท้าลึกเข้าไปในตรอกด้วยความสงสัย พวกมันน่าจะอยู่แถวๆ นี้แหละ
"ช่วยด้วย! ปล่อยฉันนะ!"
เสียงร้องตื่นตระหนกของหญิงสาวดังแว่วมาจากส่วนลึกของตรอกมืด
"ยังจะกล้าร้องอีก นังนี่อยากตายรึไง!" เสียงตะคอกต่ำๆ ของชายฉกรรจ์ดังสวนกลับมา แม้จะฟังดูอู้อี้เพราะระยะทาง แต่เย่เหรินก็จำเจ้าของเสียงได้แม่นยำ
ไอ้ค้อนเหล็ก
หัวโจกอันธพาลที่คุมตรอกซอยย่านนี้ ได้ยินว่ามันเป็นนักเลงบ้านนอกที่พอเข้ามาในเมือง S ก็หลงใหลแสงสี อาศัยว่าเป็นคนปากหวานจึงประจบสอพลอจนได้เป็นสมุนของจ้าวหลง คอยวางอำนาจบาตรใหญ่ในแถบนี้
งานอดิเรกของมันคือลวนลามผู้หญิง ไถตังค์นักเรียน ใช้ชีวิตเสพสุขไปวันๆ แม้จะใจไม่กล้าพอที่จะฆ่าแกงหรือข่มขืนใครจริงๆ แต่เรื่องลักเล็กขโมยน้อยและรังแกคนไม่มีทางสู้นั้นมันถนัดนัก มันมักจะโอ้อวดเรียกตัวเองว่า 'พี่ค้อน' ทั้งที่ในใจก็รู้ดีว่าตัวเองเป็นแค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งของจ้าวหลงเท่านั้น
และตอนนี้... จากเสียงร้องที่ได้ยิน เย่เหรินเดาได้ทันทีว่าไอ้ค้อนเหล็กคงดักเหยื่อสาวได้อีกราย และกำลังจะลวนลามตามสันดานเดิม
ไม่รอช้า เย่เหรินย่างเท้าแผ่วเบา เคลื่อนตัวไปตามเสียงร้องนั้นทันที...
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงจุดเกิดเหตุ และภาพที่เห็นก็เป็นไปตามคาด ไอ้ค้อนเหล็กกับใบหน้าหื่นกามของมัน พร้อมด้วยสมุนอีกห้าคน กำลังยืนล้อมกรอบหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง สายตาโลมเลียของพวกมันทำให้หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
[ยัยบื้อเอ๊ย... ดึกดื่นป่านนี้ยังกล้าเดินเข้าตรอกเปลี่ยว หาเรื่องตายแท้ๆ]
เย่เหรินกลอกตาด้วยความเหนื่อยใจ ในความคิดของเขา การพาตัวเองเข้ามาในที่อโคจรแบบนี้จะโทษใครได้ คนแถวนี้รู้กันทั่วว่าไอ้ค้อนเหล็กมันคุมถิ่น ใครหลงเข้ามาก็เหมือนเดินเข้าปากเสือ
แต่ทว่า... เมื่อเขาลองสังเกตหญิงสาวในวงล้อมให้ชัดเจนขึ้น เขากลับต้องชะงัก
"เอ๊ะ...?"
ใบหน้าสวยหวานราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ดวงตากลมโตสุกใสที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดผวา ผมยาวสลวยปล่อยสยายแผ่เต็มแผ่นหลัง เธอสวมรองเท้าผ้าใบสีขาว กางเกงยีนส์เข้ารูป และเสื้อตัวนอกสีขาวที่ขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงาม ไม่แปลกใจเลยที่ไอ้ค้อนเหล็กจะน้ำลายหก แต่สิ่งสที่ทำให้เย่เหรินสะดุดใจไม่ใช่ความงาม... แต่เขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเธออย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
"โฮ่... สร้อยนี่ดูท่าจะแพงไม่ใช่เล่นนะเนี่ย"
ในขณะที่เย่เหรินกำลังใช้ความคิด ไอ้ค้อนเหล็กก็เริ่มลงมือ มันยื่นมือสกปรกเข้าไปหาหญิงสาว ปากพูดถึงสร้อยคอ แต่สายตากลับจ้องมองหน้าอกหน้าใจของเธออย่างไม่วางตา
"..."
เย่เหรินเลิกสนใจเรื่องความทรงจำ เขาตัดสินใจก้าวเท้าเดินอาดๆ เข้าไปหาทันที
เนื่องจากพวกไอ้ค้อนเหล็กยืนหันหลังให้ทางเข้าและมัวแต่สนใจเหยื่อสาว พวกมันจึงไม่รู้ตัวเลยว่ามัจจุราชได้มายืนอยู่ข้างหลังแล้ว เย่เหรินจ้องมองแผ่นหลังของอันธพาลในเสื้อลายดอกด้วยสายตาเย็นชา ไร้ซึ่งความปรานี... กำปั้นเหล็กถูกง้างขึ้นและเหวี่ยงเข้าใส่ท้ายทอยของมัน!
ผัวะ!
ไม่มีคำพูดพร่ำเพ้อ ไอ้ค้อนเหล็กไม่มีโอกาสได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของมันร่วงลงไปกองกับพื้น หมดสติไปในทันทีด้วยหมัดลอบกัดอันหนักหน่วง
"ลูกพี่!"
การล้มลงอย่างกะทันหันของลูกพี่ใหญ่ทำให้พวกสมุนที่เหลือสะดุ้งสุดตัว พวกมันรีบหันขวับกลับมามอง แต่แล้วก็ต้องชะงักด้วยความงุนงง "เย่เหริน?"
ผัวะ!
คำตอบที่พวกมันได้รับคือหมัดอันแข็งแกร่งที่พุ่งเข้าแสกหน้า เย่เหรินใช้แรงไปเพียงเจ็ดส่วน แต่แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้ใบหน้าของมันยุบลงไป น้ำตา น้ำลาย และน้ำมูกทะลักออกมาปนเปกันไปหมด แรงกระแทกมหาศาลส่งผลสะเทือนถึงสมอง ทำให้มันร่วงลงไปกองกับพื้นตามลูกพี่ไปอีกคน
"ไอ้เชี่ยเอ๊ย!"
สมุนที่เหลืออีกสามคนได้สติในที่สุด แม้จะตกใจที่เหยื่อขี้ขลาดอย่างเย่เหรินกล้าลุกขึ้นมาสู้กลับ แต่ความโกรธก็เข้าครอบงำ สองคนในนั้นชักมีดพกออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่เย่เหรินหมายจะแทงให้ตาย
ส่วนอีกคนคว้าก้อนอิฐแถวนั้นขึ้นมา แล้วกระโจนเข้าใส่เย่เหรินอย่างบ้าคลั่ง
"กรี๊ดดดดด!!!"
ภาพความรุนแรงตรงหน้าทำให้หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด